มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา เล่ม ๒ (๑๘)







สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา เล่ม ๒ (๑๘)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

ทุกมาติกา

ที่ได้อธิบายมาแล้วเป็นเอกมาติกา คือแม่บทเดียว ซึ่งหมายความว่า รูปทั้งหมดที่มีอยู่ ๒๘ รูปนั้น มีสภาพส่วนรวมเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งมีความหมายเหมือนกัน จำแนกออกเป็น ๘ ชื่อมีอเหตุกะ เป็นต้น ไม่มีประเภทที่ตรงกันข้าม แต่ถ้าจำแนกออกโโยความเป็นอัชฌัตติกะ (ภายใน) หรือวัตถุ เป็นต้นแล้ว ก็ย่อมจะมีประเภทที่ตรงกันข้ามกันได้

เช่น ถ้าแยกรูป ๒๘ ออกโดยความเป็นอัชฌัตติกะ(ภายใน)แล้ว รูปที่เป็นพาหิระ(ภายนอก) ก็ย่อมมี หรือเมื่อแยกโดยเป็นวัตถุแล้ว รูปที่เป็นอวัตถุก็ย่อมจะมี ซึ่งจะเป็นประเภทที่ตรงกันข้ามเป็นคู่ๆ ไป รวมทั้งสิ้นมีอยู่ ๑๑ คู่ด้วยกันเรียกว่า ทุกมาติกา คือแม่บทคู่ แต่ละคู่มีความหมายตรงกันข้าม ได้แก่รูปดังต่อไปนี้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ต.ค. 2549 , 08:09:33 น.] ( IP = 203.172.117.72 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

คู่ที่ ๑ อัชฌัตติกรูป กับ พาหิรรูป
อัชฌัตติกรูป คือ รูปภายใน ได้แก่ ปสาทรูป ๕
พาหิรรูป คือ รูปภายนอก ได้แก่ รูปที่เหลือ ๒๓

คู่ที่ ๒ วัตถุรูป กับ อวัตถุรูป
วัตถุรูป คือ รูปที่เป็นที่อาศัยเกิดของจิตและเจตสิก ได้แก่ปสาทรูป ๕ และ หทัยวัตถุ ๑ รูป
อวัตถุรูป คือ รูปที่ไม่เป็นที่อาศัยเกิดของจิตและเจตสิกได้แก่ รูปที่เหลือ ๒๒

คู่ที่ ๓ ทวารรูป กับ อทวารรูป
ทวารรูป คือ รูปที่เป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นของปัญจทวารวิถี และกายกรรม วจีกรรม มี ๗ ได้แก่ ปสาทรูป ๕ วิญญัติรูป ๒
อทวารรูป คือ รูปที่ไม่เป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นของปัญจทวารวิถี และกายกรรม วจีกรรม มี ๒๑ ได้แก่ รูปที่เหลือ ๒๑

คู่ที่ ๔ อินทรียรูป กับ อนินทรียรูป
อินทริยรูป คือ รูปที่เป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครองในการรับอารมณ์ มีการเห็น เป็นต้นมี ๘ ได้แก่ ปสาทรูป ๕ ภาวรูป ๒ และชีวิตรูป ๑
อนินทริยรูป คือ รูปที่ไม่เป็นใหญ่ ไม่เป็นผู้ปกครองในการรับอารมณ์ มีการเห็น เป็นต้น มี ๒๐ รูป ได้แก่ รูปที่เหลือ ๒๐

คู่ที่ ๕ โอฬาริกรูป กับ สุขุมรูป
โอฬาริกรูป คือ รูปหยาบ หมายถึงรูปที่ปรากฏชัด มี ๑๒ ได้แก่ ปสาทรูป ๕ วิสยรูป ๗
สุขุมรูป คือ รูปที่ละเอียดหมายถึงรูปที่ไม่ปรากฏชัด มี ๑๖ ได้แก่ รูปที่เหลือ ๑๖

คู่ที่ ๖ สันติเกรูป กับ ทูเรรูป
สันติเกรูป คือ รูปใกล้ หมายถึงเป็นรูปที่รู้ได้ง่าย มี ๑๒ ได้แก่ ปสาทรูป ๕ วิสยรูป ๗
ทูเรรูป คือ รูปไกล หมายถึงเป็นรูปที่รู้ได้ยาก มี ๑๖ ได้แก่ รูปที่เหลือ ๑๖

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ต.ค. 2549 , 08:11:35 น.] ( IP = 203.172.117.72 : : )


  สลักธรรม 2

คู่ที่ ๗ สัปปฏิฆรูป กับ อัปปฏิฆรูป
สัปปฏิฆรูป คือรูปที่กระทบซึ่งกันและกันได้ มี ๑๒ ได้แก่ ปสาทรูป ๕ วิสยรูป ๗
อัปปฏิฆรูป คือ รูปที่กระทบซึ่งกันและกันไม่ได้ มี ๑๖ ได้แก่ รูปที่เหลือ ๑๖

คู่ที่ ๘ อุปาทินนกรูป กับ อนุปาทินนกรูป
อุปาทินนกรูป คือ รูปที่เกิดจากอกุศลกรรม และโลกียกุศลกรรม มี ๑๘ ได้แก่ ปสาทรูป ๕ ภาวรูป ๒ หทยรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ ปริจเฉทรูป ๑ และ อวินิพโภครูป ๘ (คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา)
อนุปาทินนกรูป คือ รูปที่ไม่ได้เกิดจากอกุศลกรรม และโลกียกุศลกรรม มี ๔๐ รูปได้แก่ จิตชรูป ๑๕ อุตุชรูป ๑๓ อาหารชรูป ๑๒

คู่ที่ ๙ สนิทัสสนรูป กับ อนิทัสสนรูป
สนิทัสสนรูป คือ รูปที่เห็นได้มี ๑ ได้แก่รูปารมณ์
อนิทัสสนรูป คือ รูปที่เห็นไม่ได้ มี ๒๗ ได้แก่ รูปที่เหลือ ๒๗

คู่ที่ ๑๐ โคจรคาหิกรูป กับ อโคจรคาหิกรูป
โคจรคาหิกรูป คือรูปที่รับปัญจารมณ์ได้ มี ๕ ได้แก่ ปสาทรูป ๕
อโคจรคาหิกรูป คือ รูปที่รับปัญจารมณ์ไม่ได้ ได้แก่รูปที่เหลือ ๒๓

คู่ที่ ๑๑ อวินิพโภครูป กับ วินิพโภครูป
อวินิพโภครูป คือรูปที่แยกจากกันไม่ได้ มี ๘ รูป ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ (ปฐวี อาโป เตโช วาโย) วัณณะ คันธะ รสะ อาหารรูป
วินิพโภครูป รูปที่แยกจากกันได้ มี ๒๐ ได้แก่ รูปที่เหลือ ๒๐

การศึกษาเรื่องรูปเพื่อให้บังเกิดความเข้าใจโดยพิสดารนั้น ก็จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจในรูปทั้ง ๑๑ คู่นี้ด้วย และความเข้าใจในรูปทั้ง ๑๑ คู่นี้ ก็จะช่วยเป็นบันไดขั้นต้น เพื่อที่จะได้ก้าวขึ้นไปสู่ขั้นสูงขึ้นต่อไป ดังนั้น จึงต้องศึกษาให้บังเกิดความเข้าใจในรูปที่เป็นคู่ๆ ดังกล่าวทีละคู่ไปจนหมดทั้ง ๑๑ คู่ ซึ่งจะได้อธิบายเป็นลำดับไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ต.ค. 2549 , 08:12:37 น.] ( IP = 203.172.117.72 : : )


  สลักธรรม 3

คำอธิบาย คู่ที่ ๑ อัชฌัตติกรูป กับ พาหิรรูป

ตำราที่เป็นตัวหนังสือซึ่งมีแต่หัวข้อหรือเป็นเพียงคำแปลเท่านั้น อาจจะเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้ศึกษาได้โดยง่าย ฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการอธิบายขยายความออกไปให้หายคลุมเคลือตามสมควร

ที่ว่า อัชฌัตติกรูป คือรูปภายในนั้น อาจจะมีผู้เข้าใจว่าเป็นรูปที่อยู่ภายในของร่างกายก็ได้ ส่วนพาหิรรูป คือรูปภายนอกนั้น ก็อาจจะเข้าใจไปว่าเป็นรูปที่อยู่นอกร่างกายก็ได้

แท้จริง รูปภายในภายนอกดังกล่าว หาใช่เป็นไปตามความเข้าใจดังที่ได้กล่าวมาแล้วไม่ มิใช่ว่าจะเป็นเพราะเหตุที่รูปนั้นมันอยู่ภายในร่างกายหรือภายนอกร่างกาย หากแต่มีความหมายมากมายยิ่งกว่านั้น

ธรรมดาของบุคคล แม้จะมีรูปร่าง หน้าตา แขนขา เหมือนเป็นคนก็จริง แต่ถ้ามิได้มีประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ประสาทกายเสียแล้ว ความเป็นคนนั้นก็จะกลายเป็นซากศพ หรือเป็นตุ๊กตาตัวหนึ่งไป ด้วยเหตุดังนี้เอง ปสาทรูป ๕ อันได้แก่ ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงได้ชื่อว่าเป็นตัวการสำคัญ เป็นตัวการทำให้คนไม่เป็นซากศพ ทำให้คนไม่กลายเป็นตุ๊กตาไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ต.ค. 2549 , 08:13:04 น.] ( IP = 203.172.117.72 : : )


  สลักธรรม 4

ธรรมดาของบุคคลที่อาศัยอยู่ภายในบ้านเดียวกัน มักจะมีความรู้มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ย่อมจะมีความเห็นอกเห็นใจ แล้วจะอาศัยไหว้วานหรือช่วยเหลือกันได้เป็นส่วนมาก ซึ่งจะแตกต่างกับคนที่อยู่นอกบ้าน ที่จะมีความเข้าใจกันได้ดีเป็นพิเศษจริงๆ และพึ่งพาอาศัยกันเสมอไปนั้นออกจะยากมาก ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าคนภายในบ้านมีประโยชน์ในการช่วยเหลือในธุรกิจการงานต่างๆ ได้มากเป็นพิเศษ

ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เรียกว่า ปสาทรูป ๕ ก็เหมือนกัน เราเรียกว่าเป็นรูปภายในนั้น ก็หาใช่ว่าเพราะมันตั้งอยู่ภายในร่างกายจึงได้เรียกว่าเป็นภายใน หากแต่เพ่งเล็งถึงการงานที่ทำและประโยชน์ที่ได้จากการใช้งานมันมากมายเป็นพิเศษจริงๆ

ขอให้สังเกตดูความเป็นไปของชีวิตแต่ละวันก็จะเห็นว่า ชีวิตใช้ประสาททั้ง ๕ นี้วันยังค่ำ ตั้งแต่ตื่นนอนลืมตาขึ้นมาไปจนกว่าจะหลับสนิม ประเดี๋ยวเห็น ประเดี๋ยวได้ยิน ประเดี๋ยวได้กลิ่น เป็นต้น วนเวียนกันไปมาในทวารทั้ง ๕ ไม่ได้หยุดหย่อนเลย ในวันหนึ่งนับจำนวนไม่ไหว ปสาทรูปทั้ง ๕ จึงมีประโยชน์มาก และใช้งานมากที่สุด

ฉะนั้น จึงเปรียบเหมือนคนภายในที่ไหว้วานหรือรับใช้กันได้สะดวก ถ้าหากขาดปสาทรูปไปเสียแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย ชีวิตก็จะไม่เป็นชีวิตอีกต่อไป

ด้วยเหตุดังที่ได้บรรยายมา ปสาทรูป ๕ จึงได้ชื่อว่าเป็น อัชฌัตติกรูป คือรูปภายใน ส่วนรูปที่เหลืออีก ๒๓ รูป ไม่มีรูปใดเลยที่จะรับใช้ใกล้ชิด และรับทำงานได้มากเท่าปสาทรูป จึงชื่อว่าเป็นพาหิรรูป คิอรูปภายนอก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ต.ค. 2549 , 08:13:37 น.] ( IP = 203.172.117.72 : : )


  สลักธรรม 5

อธิบายคู่ที่ ๒ คือ วัตถุรูป กับอวัตถุรูป

ตามธรรมดาเด็กที่ยังเล็กอยู่ก็ย่อมจะต้องอาศัยพ่อ แม่ อุปการะเลี้ยงดู และป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ให้ ครั้นเติบใหญ่ก็จะต้องอาศัยครูบาอาจารย์เพื่อสั่งสอนศิลปวิทยาให้อี ด้วยเหตุดังนี้ จึงเห็นได้ว่า เด็กๆ จำเป็นจะต้องมีพ่อ แม่ ครูอาจารย์เป็นที่พึ่งพาอาศัย หาไม่แล้วก็จะอยู่ไปมิได้เลย

ธรรมชาติของจิต เจตสิกก็เหมือนกัน จะเกิดขึ้นมาเองโดยลำพังหาได้ไม่ จะต้องมีที่อาศัยเกิด จิตและเจตสิกก็จะต้องอาศัยรูป เรียกว่า วัตถุรูป เกิดขึ้นมา และวัตถุรูปก็ได้แก่ ปสาทรูป ๕ หทยวัตถุรูป ๑ นั่นเอง

เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น ก็จะต้องอาศัยวัตถุรูป เรียกว่า จักขุวัตถุ = ประสาทตา

เมื่อจิตได้ยินเกิดขึ้น ก็จะต้องอาศัยวัตถุรูป เรียกว่า โสตวัตถุ = ประสาทหู

เมื่อจิตได้กลิ่นเกิดขึ้น ก็จะต้องอาศัยวัตถุรูป เรียกว่า ฆานวัตถุ = ประสาทจมูก

เมื่อจิตรู้รสเกิดขึ้น ก็จะต้องอาศัยวัตถุรูป เรียกว่า ชิวหาวัตถุ = ประสาทลิ้น

เมื่อจิตรู้สึกถูกต้องเกิดขึ้น ก็จะต้องอาศัยวัตถุรูป เรียกว่า กายวัตถุ = ประสาทกาย

เมื่อจิตคิดนึกเกิดขึ้น ก็จะต้องอาศัยวัตถุรูป เรียกว่า หทยวัตถุ = ที่ตั้งที่อาศัยของจิต (ในปัญจโวการภูมิ)


โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ต.ค. 2549 , 08:14:00 น.] ( IP = 203.172.117.72 : : )


  สลักธรรม 6

ดังนั้น ปสาทรูป ๕ จึงเป็นที่อาศัยเกิดของทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ และเจตสิก ๗ คือ จิตเกิดขึ้นทางทวาร ซึ่งได้แก่ ประตูทั้ง ๕ (กุศล ๑ อกุศล ๑ จึงเป็น ๑๐ ) และทุกครั้งที่เกิดขึ้นทางทวารใดทวารหนึ่งในทั้ง ๕ ทวารนี้ ต้องมีเจตสิกเข้าประกอบ ๗ ประการด้วยกัน คือ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการเจตสิก

ส่วนหทยวัตถุรูป ก็ใช้เป็นที่อาศัยเกิดของจิตคิดนึกต่างๆ มีจำนวนจิต ๗๕ ประเภทด้วยกัน (เว้นทวิปัญญจวิญญาณ ๑๐ และอรูปวิบาก ๔) และเจตสิก ๕๒ ประเภท

เมื่อเอาวัตถุรูป ๖ (ปสาทรูป ๕ และหทยรูป ๑ ) ไปหักออกจากรูปทั้งหมดที่มีอยู่ ๒๘ แล้ว ก็คงเหลือ ๒๒ ดังนั้นวัตถุรูป (รูปที่จิตเจตสิกอาศัยเกิด) รูปที่เหลือทั้ง ๒๒ นั้นจึงชื่อว่า อวัตถุรูป เพราะรูปทั้ง ๒๒ นี้ ไม่ได้เป็นที่อาศัยเกิดของจิตและเจตสิกเลย


โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ต.ค. 2549 , 08:14:23 น.] ( IP = 203.172.117.72 : : )


  สลักธรรม 7

มาศึกษาต่อค่ะ


กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ต.ค. 2549 , 13:36:08 น.] ( IP = 202.6.107.51 : : 172.16.249.222, 202.6.107.51 )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ต.ค. 2549 , 21:51:59 น.] ( IP = 58.8.45.152 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org