ความมุ่งหมายของการเจริญวิปัสสนา
ก็เพื่อรู้ทุกข์อย่างเดียว เพราะเมื่อรู้ทุกข์ได้แล้ว
ตัวตัณหาคือความต้องการก็จะต้องถูกละไปเอง
การเจริญมรรค ตามหลักฐานของสติปัฏฐานนั้น ผู้ปฏิบัติจำต้องประกอบด้วยองค์ 3 คือ
ต้องมีความเพียรตามหลักของประธาน ความเพียร 4 อย่าง
มีเพียร ละบาปเก่า เป็นต้น ตั้งอยู่มีความรู้สึกตัวในขณะปฏิบัติว่า
ขณะนี้ตนกำลังตั้งอยู่ในอารมณ์ปัจจุบันหรือไม่ และต้องมีสติเข้าไปตั้งอยู่ในกาย คือรูปที่กำลังปรากฏอยู่โดยไม่มีความเลื่อนลอย พลธรรม 5 ประการมีศรัทธา เป็นต้น
จำต้องมีความสม่ำเสมอกัน จะเหลี่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันไม่ได้
..
การเจริญบุพเพภาคมรรค คือ ศีล สมาธิและปัญญา จะต้องทำกิจไปพร้อมในเวลาปฏิบัติ
การปฏิบัติวิปัสสนา ล้วน ๆ นั้นในหลักปฏิบัติจริง ๆ ก็มีอยู่เพียง 3 ข้อเท่านั้น .
อิริยาบถ คือ การเดิน ยืน นั่ง และนอน 1
สัมปชัญญะ 7 หมวด มีก้าวไปข้างหน้า และถอยหลังกลับมาข้างหลัง เป็นต้น
ธาตุมนสิการ คือ การใส่ใจถึงธาตุ 4 มีธาตุดิน เป็นต้น
ปัจจุบันนี้ สำนักวิปัสสนาต่าง ๆ ที่ปฏิบัติกันอยู่
ก็มักจะจัดกันในวิธีการ เช่น บางสำนักสอนว่า
เดินเป็นรูปแม้ยืน นั่ง และนอน ก็เป็นรูปเหมือนกัน แต่อีกฝ่าหนึ่งก็ค้านว่า
รุปเดิน รูปยืน รูปนั่ง และรูปนอน ไม่มีในแบบ
ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เกิดปัญหาว่า
อิริยาบถ 4 มีการเดินเป็นต้น ควรจะเรียกว่าอะไร ? เพราะอารมณ์ของสติปัฏฐาน
สรุปแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะนอกจากรูปนามนี้ประการหนึ่งอีกประการหนึ่ง ผู้ที่ค้านนั้นออกความเห็นว่า ควรจะกำหนดธาตุ เช่น ความแข็ง ความอ่อน ความไหว ความเคร่งตึง ความเย็น ความร้อน คือให้กำหนดธาตุต่าง ๆ ถึงจะถูกเช่น
เมื่อจิตคิดว่าจะเดินเกิดขึ้น ก็เป็นเหตุให้เกิดธาตุลม ธาตุลมก็เป็นเหตุให้เกิดการเดินขึ้นมา ผู้ปฏิบัติก็ควรจะกำหนดธาตุลมที่เป็นเหตุให้เกิดการเดินนั้น ถึงจะถูกนี่ ผู้ค้านเขาแสดงความคิดเป็นอย่างนี้
เรามาพิจารณาดูแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะธาตุลมที่เป็นเหตุให้เกิดการเดินนั้น มันเป็นตัวเหตุที่ให้เกิดการเดินต่างหาก แต่ในบาลี ทรงสอนไว้ว่าเดินก็รู้ว่าเดินต่างหาก ไม่ใช่กำหนดธาตุตามที่ผู้ค้านแสดงความคิดเห็น
คราวนี้ก็มาเกิดปัญหาขัดแย้งอีกว่า การเดินเป็นวิญญัติรูปเป็นประเภทของอสภาวรูป
เป็นรูปที่ไม่สภาวะความจริง เป็อสลักขณรูปเป็นรูปที่ยากต่อการกำหนด ของวิปัสสนา แม้ในฏีกาทีฆนิกาย
ก็แสดงไว้ว่าอญญถา วิญญัติยา อุปาทายรูปภาโว ทุรุปปาโท สิยา คือ เมื่อจะว่าโดยประการอื่นแล้ว
ภาวะที่วิญญัติยา อุปาทายรูปภาโว ทุรุปปาโท สิยา คือ เมื่อจะว่าโดยประการอื่นแล้วภาวะที่วิญญัติรูป เป็นเพียงรูปอาศัยจึงกำหนดรู้ได้ยาก
การกำหนดการเดินจึงมาขัดกับหลักของปริยัติอีก
เพื่อมิให้ขัดกับหลักปริยัติดังกล่าว จึงควรพิจารณาถึงเรื่องธาตุลม อยู่ในกลุ่มของการเดินั้นว่าความไหวของธาตุบมที่เท้าไหวไปนั้นมันมีสภาวะความจริงที่ไหวไปนั้นให้กำหนดได้
มันจึงจะไม่ขัดกับ พระบาลีที่ทรงตรัสสอนไว้ในสติปัฏฐานสูตร
ก็ในเมื่อการกำหนด วิญญัติเกิดขัดกับหลักของปริยัติเช่นนี้ เราก็ไม่มีทางอื่น นอกจากการกำหนดอาการไหวของลม
เพราะการกำหนด ลมนั้น เราจะมีสิทธิกำหนดได้ในสองลักษณะ คือ ถ้าเป็นอิริยาบถเดิน เราก็กำหนด อาการไหวไป หรือไหวกลับ ส่วนในอิริยาบถยืน-นั่ง และนอน เราก็กำหนดอาการนิ่ง
ซึ่งเป็นอาการของลมที่มีลักษณะเคร่งตึง คือนิ่งนั่นเอง อันที่จริง ในเรื่องดังกล่าวนี้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกัน
จุดสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า เราจะสามรถใช้ดุลยพินิจให้ทันกับปัจจุบันได้ขนาดไหนเท่านั้น ส่วนการเดินที่เดินเป็น 6 ระยะนั้น
ถ้าจะพูดกันตามแบบของปริยัติ เช่น ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ปัญญานิทเทส ภาค 3
ท่านไม่ได้พูดไว้ในตอนเริ่มปฏิบัติใหม่ ๆ ตอนทิฏฐิวิสุทธิ หรือสัมมสนญาณ
และดูเหมือนว่าการที่จะเดินให้เห็นได้ทั้ง 6 ระยะนั้น ก็เฉพาะผู้ที่มีญาณพิเศษมีปัญญาดีเท่านั้น
แต่ไม่ใช่เห็นเหมือนกันทุกคนเมื่อไร ในการเจริญวิปัสสนาตามแนวของ มหาสิตปัฏฐานสูตรนั้นเป็นเรื่องที่ยกามาก
เพราะจำเป็นต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัลยาณมิตร คืออาจารย์ผู้แนะ ก็เป็นเรื่องสำคัญมากในเวลาปฏิบัติของคนเราไม่เหมือนกัน
อาจารย์ผู้ควบคุมการปฏิบัติมานาน มีประสบการณ์มาก ก็ย่อมีความสามรถ แก้ไขปัญหาที่เกิดแก่ผู้ปฏิบัติไม่มีความจำเป็นในพระไตรปิฏก และอรรถกถา ไม่เห็นมีพูดไว้มาเกิดสมัยหลัง ๆ สมัยพม่าเข้ามาสอนนี่เองพูดเช่นนั้น
ท่านพูดไปตามความรู้สึกของท่านเองแต่ท่านผู้พูดไม่เคยได้ปฏิบัติวิปัสสนาดอก
ท่านอาจได้นั่งสมาธิบ้างเท่านั้น ขออย่าได้พูดถึงผู้แนะอารมณ์นักปฏิบัติเลย เพียงการอธิบายแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติ จะพูดได้เพียงแค่เป็นนามธรรมเท่านั้น
ผู้แนะไม่อาจที่จะพูดให้เป็นรูปธรรมได้ เหมือนกับวิชาทั่วไปหลักของการปฏิบัติวิปัสสนานั้นจำเป็นจะต้องมีขั้นตอน มิใช่ว่าต้องการก็จะ ปฏิบัติได้ทีเดียวเหมือนกับการปฏิบัติทั่ว ๆ ไป ตอนแรกจำเป็นจะต้องเรียนให้เข้าใจอารมณื คือ รูปนามเสียก่อน เมื่อมีความเข้าใจแล้ว
จำต้องเรียนวิธีกำหนด ตามหลักของมหาสติปัฏฐานสูตร
การเจริญวิปัสสนาเป็นการเจริญหรือพัฒนาความรู้ให้เป็นสากล เป็นกิจที่ทำได้เพราทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดที่นอกไปจากรูปกับนาม เราเข้าใจผิดในรูปและนาม จึงเข้าใจว่า มีหญิง มีชาย มีท่าน มีเธอ แล้วก็ยึดติดในหญิงในชายเป็นต้นทุกวันเวลา
เราได้แต่ดิ้นรนขวนขวาย อยากได้รูป ได้เสียง ได้กลิ่น เป็นต้น มาสังเวยตัณหา คือ ความต้องการของตนเองอยู่ แทบทุกลมหายใจ หามาให้เท่าไรก็ ไม่รู้จักเพียงพอ และเมื่อหามาได้แล้วก็ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น
ยังจะยึดมั่นถือมั่นหวงแห่งไม่ยอมให้ทั่วไปก่ผู้อื่นด้วยอำนาจของอุปทานอีก นับว่าเป็นความทุกข์ทั้งขึ้นทั้งล่องไม่มีเวลาที่จะว่างเว้นเลย มีสิ่งที่อยากได้ เมื่ออยากได้ก็ถูกความต้องการบังคับให้ต้องดิ้นรนเสาะหามาสนองความต้องการให้ได้ถึงจะไกลแสนำกลจะยากเย็นขนาดไหน ก็จะต้องก้มหน้าไปเอามาให้จงได้
บางทีก็ต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยวงก็มีอันนี้นับเป็นความทุกข์อันเนื่องมากจากการแสดงหา แต่เพราะเรามืด มองไม่เห็นว่าเป็นทุกข์
จึงต้องแสดงหากันเรื่อยไป และเมื่อได้มาแล้ว ก็ต้องลำบากลำบนในการพิทักษ์รักษาอีก เป็นความห่วงใยกังวล ไปไหนก็ไม่รอด เพราะห่วงใยอาลัยถึงทำให้จิตใจถูกผูกพันอยู่ไม่ต่างอะไรกับติดคุกติดตะราง ไม่มีความเป็นอิสระในตัวเองเลย ความเคยชินต่อความเห็นผิดที่มีประจำมา
จนนับชาติไม่ถ้วนจึงไม่รู้สึกว่า นามรูปเป็นโทษเป็นภัยเหมือนกับ หนอนอยู่ ในพริกไม่รู้สึกร้อนฉะนั้นเราต่างจะเอาจริงเอาจังกับนามรูป ซึ่งไม่มีความจีรังยั่งยืน อยู่ทุกเสี้ยววินาทีนามรูปเกิดจากปัจจัยคืออวิชชา และตัณหา อวิชชาเป็นอดีตเหตุ ตัณหาเป็นปัจจุบันเหตุที่จะเป็นปัจจัยให้เกิด
อนาคตผลต่อไป กาล 3 คือ อดีต อัทธาคือตัวอวิชชาและสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์คือ วิญญาณ-นามรูป-สฬายตนะ ผัสสะและเวทนา อันเป็นตัวปัจจุบันผล 5 เมื่อมีเวทนาแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้เกิดปัจจุบันเหตุ คือตัณหาอุปาทานและกรรมภพอีก และก็ทำให้เกิดผลคือชาติ และชรามรณะในอนาคตต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุดสัตว์ทั้งหลายตกอยู่ในวังวน
คือวัฏฏะตาบอด มองไม่เห็นว่าโลกเป็นความทุกข์กันเลยทุกคนต่างมุ่งแต่จะพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องการแต่จะยกฐานะของประชาชนให้อยู่ดีกินดีกันทั้งนั้น แม้พระเจ้าพระสงฆ์เอง ก็พากันคล้อยไปตามโลก ไม่ได้สั่งสอนให้ประชาชนรู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ เพราะถือเป็นการล้าสมัย ไม่ทันโลกเขาพยายามช่วยกันปิดหูปิดตาที่ควรจะมีจะเป็น ให้มืดบอดไปใหญ่ผลที่สุดก็ไม่ได้อะไรได้แค่คว้าน้ำเหลวตามไปเปล่า ๆ และเมื่อตายแล้ว ก็ช่วยกันผลาญเงินผลาญทองอีกใหญ่โตเท่าไรก็จะต้องใช้งบสูง หมดกันเป็นแสนเป็นล้าน จะหมดเท่าไรก็ให้มันหมดไป เพราะถือว่าสมเกียรติ ที่จริงแล้วน่าจะอุทิศร่างกายให้เป็นวิทยาทานไปเป็นการสร้างปัญญาให้แก่เยาวชนต่อไป จะไม่ดีกว่าหรือ ?