มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การขอโทษและการให้อภัย





การขอโทษและการให้อภัย


เรื่องของการขอโทษและการให้อภัยดูเหมือนเป็นเรื่องที่ใครหลายคนไม่ค่อยให้ความสำคัญ เมื่อทำอะไรผิดพลั้งลงไปทั้งทางกาย วาจา หรือใจ ไม่ว่ากับเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็จะนิ่งเฉยเสียปล่อยให้ลืมๆ กันไป ไม่เห็นโทษของตน และไม่เห็นประโยชน์ของการขอให้ผู้อื่นยกโทษให้

และในเรื่องการให้อภัยสำหรับบางคนนั้น บางครั้งก็แสดงความรำคาญเมื่อมีใครมาขอโทษหรือขอขมา ด้วยมองเห็นว่าเป็นเรื่องหยุมหยิมไร้สาระ

หรืออาจเข้าใจไปว่าผู้ที่มาขอโทษนั้น เป็นผู้ที่คิดมากและย้ำคิดย้ำทำอยู่กับอกุศลกรรมที่พลั้งพลาดไปแบบไม่ยอมปล่อยวางลง

แต่หากจะพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว การขอโทษหรือการขอขมา เป็นการกระทำกรรมที่ปล่อยและวางลงในหลายอย่าง และเป็นกุศลเพราะมีความรู้ดีรู้ชั่วอันมีพื้นฐานมาจากหิริและโอตตัปปะ มีการปล่อยวางจากการถือตน มีความอ่อนน้อมไม่อวดดื้อถือดีปกปิดความผิดของตนไว้อย่างน่าละอาย

มิหนำซ้ำการเปิดเผยความผิดหรือความชั่วของตนให้ผู้อื่นทราบ แล้วยอมรับในความผิดนั้นด้วยการกล่าวคำขอโทษหรือการแสดงความเสียใจ และแสดงความตั้งใจที่จะระมัดระวังที่จะไม่กระทำผิดอีกนั้น จะเป็นจุดที่เริ่มต้นกรรมใหม่ชนิดดีๆ ได้โดยไม่ต้องพะวงอยู่กับอดีตที่แก้ไขไม่ได้แล้ว

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 14:51:46 น.] ( IP = 203.172.117.58 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

การขอโทษนับเป็นการกระทำในฝ่ายกุศลที่จะยุติความบาดหมางระหว่างกันด้วยการแสดงความรับผิด ยุติความหมกมุ่นฟุ้งซ่านไปในบาปที่ได้กระทำแล้วด้วยการแสดงความเปิดเผยเรื่องราวต่างๆ และริเริ่มกระทำกรรมใหม่ด้วยความรอบคอบ ทั้งหมดนี้นับเป็นการปลดปล่อยจิตใจให้พ้นไปจากอกุศลจิตหลายชนิดได้อย่างดีทีเดียว

แต่ถ้าหากผู้ที่กระทำผิดต่อผู้หนึ่งผู้ใดทั้งต่อหน้าและลับหลัง แล้วปกปิดความผิดทุจริตนั้นไว้ด้วยมีมายาคือเล่ห์เหลี่ยม หรือเบี่ยงเบนประเด็นไปให้กลายเป็นความผิดของผู้อื่นไปด้วยความรักตัวกลัวอาย ไม่กล้ารับผิด การกระทำเช่นนี้จะทำให้ง่ายต่อการครุ่นคิดฟุ้งซ่านอยู่ตามลำพัง และก็คิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นเป็นอาจิณ ปริมาณของอกุศลจิตนั้นเกิดขึ้นมากมายและอาจส่งผลไปในระยะเวลาสุดท้ายของชีวิตได้

การขอโทษและอดโทษ(ให้อภัย) พระท่านเรียกว่าเป็น อริยวินัย เพราะเป็นสิ่งที่จะกำจัดกิเลสประเภทของความเห็นผิดในตัวตน รวมทั้งกำจัดโทสะความขุ่นมัวแห่งจิตใจออกไป

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 14:53:17 น.] ( IP = 203.172.117.58 : : )


  สลักธรรม 2

ตัวอย่างของการขอขมาให้อดโทษดังเนื้อความในพระสูตรบางเรื่องว่า

พระปุกกุสาติ : ลำดับนั้นแล ท่านปุกกุสาติทราบแน่นอนว่า พระศาสดา พระสุคต พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาถึงแล้วโดยลำดับ จึงลุกจากอาสนะ ทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ซบเศียรลงแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาค

แล้วทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โทษล่วงเกินได้ต้องข้าพระองค์เข้าแล้ว ผู้มีอาการโง่เขลา ไม่ฉลาด ซึ่งข้าพระองค์ได้สำคัญ"ถ้อยคำที่เรียกพระผู้มีพระภาค"ด้วยวาทะว่า "ดูกรท่านผู้มีอายุ" ขอพระผู้มีพระภาค"จงรับอดโทษล่วงเกิน"แก่ข้าพระองค์ เพื่อจะสำรวมต่อไปเถิด ฯ

พระพุทธองค์ : ดูกรภิกษุ เอาเถอะ โทษล่วงเกินได้ต้องเธอผู้มีอาการโง่เขลา ไม่ฉลาด ซึ่งเธอได้สำคัญถ้อยคำที่เรียกเราด้วยวาทะว่า "ดูกรท่านผู้มีอายุ" แต่เพราะเธอเห็นโทษล่วงเกินโดยความเป็นโทษแล้วกระทำคืนตามธรรม เราขอรับอดโทษนั้นแก่เธอ

ดูกรภิกษุ ก็ข้อที่บุคคลเห็นโทษล่วงเกินโดยความเป็นโทษ แล้วกระทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไปได้ นั่นเป็นความเจริญในอริยวินัย ฯ.

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 14:53:48 น.] ( IP = 203.172.117.58 : : )


  สลักธรรม 3

เรื่องของการขอโทษหรือแสดงโทษของตนจึงเป็นวินัย ที่สำคัญประการในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติเป็นพระวินัยไว้ในเรื่องของการแสดงอาบัติของพระภิกษุทั้งในกาลก่อนทำอุโบสถ ก่อนปวารณา เป็นต้น

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อันเตวาสิกถูกประณามแล้ว จะไม่ขอให้อาจารย์อดโทษไม่ได้
รูปใดไม่ขอให้อาจารย์อดโทษต้องอาบัติทุกกฏฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์อันพวกอันเตวาสิกขอให้อดโทษอยู่
จะไม่ยอมอดโทษไม่ได้ รูปใดไม่ยอมอดโทษ ต้องอาบัติทุกกฏ


การแสดงอาบัติไม่ใช่การล้างบาปแต่เป็นการสารภาพบาปและประกาศกับหมู่สงฆ์ เพื่อสังวรระวังไม่ให้ผิดอีก โดยมีวิธีการโดยย่อว่าต้องบอกเหตุที่ไปทำผิดมา แล้วตั้งใจจริงว่า ความชั่วประเภทนี้ จะไม่ทำอีก จะไม่พูดอีก จะไม่คิดอีก จึงจะยับยั้งอาบัติได้คือไม่กำเริบมากขึ้น

เรื่องของการแสดงโทษและการขอภัยนี้ นอกจากจะปรากฏเป็นข้อบัญญัติในพระวินัยแล้ว ในพระอภิธรรมเองก็มีกล่าวไว้ในเรื่องของปุริสโทษ ๘ ประการ อันเป็นอกุศลธรรมตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 14:54:18 น.] ( IP = 203.172.117.58 : : )


  สลักธรรม 4

ปุริสโทษ ๘ ประการ คือ

๑. ภิกษุผู้ที่ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น (ทำผิดจริง) แก้ตัวด้วยความไม่มีสติว่า เราระลึกไม่ได้ๆ

๒. ภิกษุผู้ที่ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น (ทำผิดจริง) ได้โต้ตอบผู้โจทว่า ประโยชน์อะไรหนอ ด้วยการกล่าวสำหรับท่านผู้โง่เขลา ผู้ไม่ฉลาด แม้ท่านยังสำคัญผิดที่จะกล่าวกะเรา

๓. ภิกษุผู้ที่ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น (ทำผิดจริง) กลับปรับอาบัติแก่ภิกษุผู้โจทนั่นแหละว่า ท่านนั่นแหละต้องอาบัติชื่อนี้ ท่านจงแสดงอาบัตินั้นเสียก่อน

๔. ภิกษุผู้ที่ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น (ทำผิดจริง) ยกเหตุอื่นๆ มาพูดกลบเกลื่อน พูดชักให้เขวไปนอกเรื่องทำเคือง ทำโกรธ ทำอาการไม่พอใจ

๕. ภิกษุผู้ที่ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น (ทำผิดจริง) โบกมือปฏิเสธในท่ามกลางสงฆ์

๖. ภิกษุผู้ที่ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น (ทำผิดจริง) นิ่งเสีย ทรมานสงฆ์ให้ลำบาก

๗. ภิกษุผู้ที่ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น(ทำผิดจริง) ไม่เอื้อเฟื้อต่อสงฆ์ ไม่เอื้อเฟื้อต่อโจท หลีกไปเสียตามชอบใจทั้งที่ยังต้องอาบัติอยู่

๘. ภิกษุผู้ที่ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น (ทำผิดจริง) พูดอย่างนี้ว่า ทำไมหนอท่านจึงขวนขวาย(สนใจ)ในเรานัก บัดนี้เราจะลาสิกขาสึกไปเป็นคฤหัสถ์ เธอนั้นก็ลาสิกขาสึกไปเป็นคฤหัสถ์แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย บัดนี้แลท่านทั้งหลายจงยินดีแช่มชื่นเถิด

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 14:55:03 น.] ( IP = 203.172.117.58 : : )


  สลักธรรม 5


การอยู่ร่วมกันย่อมมีการกระทบกระทั่งกัน ย่อมมีการทำผิดไม่ถูกใจกัน มีการสร้างความไม่พอใจให้แก่กันได้เสมอ ทั้งทางกาย วาจา และใจ

ถ้าฝ่ายผู้ได้รับความเสียหายไม่ถือโทษโกรธเคือง มีการอภัยกันก็ย่อมทำให้การอยู่ร่วมกันมีความสงบสุข และเริ่มต้นกิจกรรมใหม่ด้วยจิตใจที่งดงาม มิใช่การสร้างภาพหรือแสร้งหลอกลวงปิดบังไว้ด้วยมารยาทหรือมายา

การอภัยแก่ผู้ทำผิดไม่ใช่เรื่องของการเสียศักดิ์ศรีหรือเสียหน้าแต่อย่างได้ หากจะมีสิ่งที่เสียไปก็คืออกุศลเจตสิกที่เคยครอบครองใจ เช่น ความเคียดแค้น ความพยาบาท ความไม่พอใจ เหล่านี้เป็นต้น

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 14:55:37 น.] ( IP = 203.172.117.58 : : )


  สลักธรรม 6

การกล่าวคำขอขมาโทษหรือการขอโทษของฆราวาสจึงเป็นพิธีกรรมของการทำความดีที่ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีอันจำลองแบบมาจากพระภิกษุ ดังที่เราจะเห็นได้จากพิธีไหว้ครู การขอขมาลาบวช แม้กระทั่งการกล่าวขออโหสิกรรมในโอกาสต่างๆ

ซึ่งเป็นการกระทำที่จำเป็นและก่อให้เกิดความสุข มีในหมู่คณะ และสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความไม่ประมาท เพราะผู้ขอโทษก็ดี ผู้ให้อภัยก็ดีล้วนแต่ให้เป็นไปเพื่อการชำระชะล้างซึ่งตัวตนด้วยกันทั้งนั้น

เพราะถ้าหากไม่มีความเห็นผิดในเรื่องของตัวตนแล้ว การถือโทษโกรธเคืองกันจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และความมีมานะถือตนว่า สูงกว่า เสมอกัน หรือต่ำกว่าเขา ทั้งในเรื่องของชาติ ตระกูล รูปพรรณสัณฐาน ทรัพย์สิน ฐานะความเป็นอยู่ หน้าที่การงาน ความรู้ความสามารถ และแม้กระทั่งคุณธรรม หรือคุณวิเศษต่างๆ นั้น ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งแล้วกลายไเป็นความไม่พอใจจนกลายเป็นความโกรธและถือโทษแก่กัน

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 14:56:07 น.] ( IP = 203.172.117.58 : : )


  สลักธรรม 7

และในส่วนของการอดโทษให้หรือการให้อภัยนั้นก็เช่นเดียวกัน ที่จะเป็นการกระทำที่ทำลายความเป็นตัวตน ความมีมานะ และความพยาบาทจองเวร อันจะนำความสุขมาสู่หมู่คณะได้เช่นเดียวกัน

การที่เกิดความโกรธแล้วหายโกรธไปเอง กับการที่เกิดความโกรธแล้วหายโกรธเพราะให้อภัยนั้นสมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านตรัสสอนไว้ว่า ไม่เหมือนกัน

เพราะการที่เกิดความโกรธแล้วหายโกรธไปเองเป็นเรื่องธรรมดาของสภาพธรรมที่อยู่ใต้อำนาจของพระไตรลักษณ์ เป็นความเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติโดยไม่มีกุศลเข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และอาจยังมีเถ้าถ่านแห่งไฟโทสะคุกรุ่นขึ้นมาได้เสมอเมื่อนึกถึง

ส่วนการที่เกิดความโกรธแล้วหายโกรธเพราะให้อภัยเป็นการจิตด้วยกุศลโดยตรง เป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้น และมีคุณค่าขึ้นด้วยกุศลขันธ์ต่างๆ เป็นการดับเถ้าถ่านแห่งโทสะลงได้สนิท

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 14:56:36 น.] ( IP = 203.172.117.58 : : )


  สลักธรรม 8

เพราะการให้อภัยนั้น จัดเป็นทานชนิดหนึ่งที่ให้แก่กันได้ด้วยการกล่าวเป็นวาจา และกระทำทางใจด้วยการสลัดความโกรธ ความอาฆาตจองเวรออกไป ทั้งยังเป็นจาคะได้อีกด้วยเพราะมีเจตนาที่จะให้เกิดประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น ซึ่งได้มีผู้จัดลำดับของอภัยทานไว้โดยย่อเป็น ๓ อย่างว่า

อภัยทานอย่างแรก คือ การให้อภัยโทษ ให้ขมาโทษ คือยอมรับการขมาโทษ เรียกว่า ให้อภัยโทษ

อภัยทานอย่างที่สอง คือ การไม่เบียดเบียน ไม่ประทุษร้ายใครด้วยการมีศีล

อภัยทานอย่างที่สาม คือ การแผ่เมตตาจิตอยู่เป็นปกติอยู่ทุกวัน หรือทุกคืน

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 14:58:32 น.] ( IP = 203.172.117.58 : : )


  สลักธรรม 9

อภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ยิ่งกว่าแก่ผู้รับ เพราะเมื่อเกิดขึ้นในใจผู้ใด จะยังจิตใจของผู้นั้นให้ผ่องใสพ้นจากการกลุ้มรุมบดบังของโทสะ

อภัยทานนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าวัตถุทาน เพราะเป็นอัชฌัตติกทาน คือ ทานภายใน เป็นเรื่องของจิตใจที่ต้องมีความสละกิเลสที่มากขึ้นไปอีก เพราะคนที่มีความถือตัวอย่างเหนียวแน่น มีความอุปทานในตัวตนหรือของๆ ตน เมื่อใครมาขอให้อดโทษหรือขออภัยก็จะไม่ยอมอดโทษให้หรือให้อภัย บางครั้งก็ยังเก็บความผิดของผู้อื่นไว้เป็นความพยาบาทฝังลึกทำร้ายจิตใจตนเองอยู่เนืองๆ และยังทำผู้อื่นเดือดร้อนอยู่เรื่อยๆ ไม่รักผู้อื่น ไม่เห็นใจผู้อื่น นี่เรียกว่า ไม่มีอภัยทาน

นอกจากนี้อภัยทานก็ยังต้องใช้ปัญญาเข้าประกอบการพิจารณามากขึ้นกว่าวัตถุทาน อันมีรากฐานมาจากความเข้าใจในบาปบุญคุณโทษที่เจริญมากขึ้น มีความเห็นอกเห็นใจเข้าใจในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของสัตว์โลกอันเป็นพรหมวิหารธรรม

ซึ่งพิจารณาได้ดังเช่นว่า บุคคลผู้ใดที่ทำให้เป็นที่ไม่ถูกใจเรา ในอากัปกิริยา ด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี ล้วนมีสภาพของความเป็นขันธ์ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่ชีวิต มีสภาพไม่มั่นคง ประกอบไปด้วยธาตุต่างๆ มีความสกปรกน่าสะอิดสะเอียนใจ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 15:00:17 น.] ( IP = 203.172.117.58 : : )


  สลักธรรม 10

ฉะนั้น คนที่ทำให้เราไม่ชอบใจ จึงไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะใส่ใจทำลายหรือจองล้างจองผลาญกลั่นแกล้ง เพราะการกระทำดังกล่าวไม่มีเป็นผลดี มิหนำซ้ำเขาเองก็มีกองขันธ์ที่มีความทุกข์อยู่แล้ว และจะต้องตายในที่สุด

จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปโกรธ และหากเขาเหล่านั้นได้อาศัยความโง่เขลาเป็นปัจจัยในการกระทำด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เขาก็ย่อมต้องได้รับผลไม่ไดีแห่งการกระทำนั้นอย่างแน่นอนอยู่แล้ว และการที่เรามีความรู้สึกแต่ว่านึกถึงการให้อภัยไว้เป็นปกติ ไม่ถือโทษโกรธเคืองใคร หรือมีความโกรธอยู่บ้างทว่าไม่ผูกโกรธ ก็จะเป็นเป็นปัจจัยทำให้เราและเขามีความสุข

การให้อภัยทานจึงเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อละ โทสะกิเลส และเป็นการเจริญเมตตาพรหมวิหารธรรม และสนับสนุนการปฏิบัติขัดเกลาจิตเพื่อละความเป็นอัตตาตัวตนในชีวิตประจำวันที่กลมกลืนไปกับผู้เจริญอยู่ในแนวทางสติปัฏฐานอย่างมีคุณภาพ



นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เมภันเต อุกาสะ ทะวารัตเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เมภันเต อุกาสะ ขะมามิภันเต


โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 15:05:03 น.] ( IP = 203.172.117.58 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org