มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ท่านเคยฟังพระสวดมาลัยหรือไม่?




ไปฟังพระอาจารย์สมพงษ์ วรญาโณ แห่งวัดสมรโกฏิ สวดงานบำเพ็ญกุศลศพ นายทวิช กลิ่นประทุม อดีตรองนายกรัฐมนตรี วันที่ 28/10/49 ที่วัดแก้วฟ้าจุฬามณี ย่านเกียกกาย ต้องขอยอมรับว่าสุดยอดจริงๆท่านสวด / แหล่ได้ไพเราะจับจิตจับใจ มีบทปลงสังขาร เนื้อหาสาระ สุภาษิตมากมาย ขนาดเจ้าภาพ ท่านสรอรรถ กลิ่นประทุม,ท่านเสริมศักดิ์ และคุณระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช อดีต สว.ขอนแก่น ยังออกปากชมไม่ขาด

ขอขอบพระคุณ และอนุโมทนาบุญที่ ท่านพระอาจารย์นำธรรมะดีๆมีสาระมาเทศนาสั่งสอน ท่านผู้สนใจฟัง เรามีโบชัวร์ที่ท่านพระอาจารย์แจกไว้ในงานลองติดต่อดู เผื่อเป็นบุญกุศลแก่ข้าพเจ้าบ้าง ฯลฯ บทสวดในงานศพมีมากมายหลายแบบ เช่น สวดพระอภิธรรม-สวดสหัสนัย และสวดพระมาลัย

ผู้ฟื้นฟู / ผู้อนุรักษ์ตำนานสวดพระมาลัยที่โด่งดังระดับประเทศอยู่ในขณะนี้ก็เห็นมีแต่พระอาจารย์ สมพงษ์ วรญาโณ และ คณะสงฆ์แห่งวัดสมรโกฏิ อ.เมือง จ.นนทบุรี เพราะมีงานสวดแทบทุกคืน บางคืนสวดถึง ๒ วัด บางคืนไม่ว่าง เจ้าภาพนิมนต์สวดกลางวันก็มี ( ที่มา:นสพ.สยามรัฐ น.๒๗ วันที่ ๑๖ ก.ย.๔๙ )


การสวดพระมาลัยแบบประยุกต์

การสวดพระมาลัยในสมัยก่อนมักสวดในงานแต่งหรืองานบุญทั่วไปแต่ปัจจุบันนิยมสวดในงานศพเริ่มต้นจากการที่มีญาติโยมมานิมนต์ โดยไปกัน ๔ รูป ถ้ามีพาหนะมารับก็จะไม่เรียกร้องใดๆ
หากไปเองก็มีค่าพาหนะบ้าง มากน้อยอยู่ที่ระยะทาง เวลาสวด / บรรยาย มาตรฐานประมาณ ๑ ชั่วโมง
โดยมีทำนองพร้อมทั้งบรรยายสลับกันไปจนครบ ๔ จบ (มีอานิสงส์หลายประการ)
จบที่ ๑ สวด / บรรยายถึงประวัติพระมาลัย ท่านทำคุณงามความดีอะไรไว้บ้าง
จบที่ ๒ สวด / บรรยายถึงเมืองนรกเมื่อครั้งพระมาลัยเสด็จลงไปพบ / แหล่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
จบที่ ๓ สวด / บรรยายถึงเมืองสวรรค์ จบแล้วให้ญาติโยมรับประทานอาหาร / ฟังการบรรยาย
ถึงกฎแห่งกรรม / ทำไมถึงจุดธูปดอกเดียว / ทำไมถึงมัดตราสังข์ ๓ แห่ง / เหตุที่เผาศพมี 3 ห.
สิ่งที่กำหนดไม่ได้ ทายไม่ออก บอกไม่ถูกมี ๕ ประการ / พระสวด ๔ รูปในงานศพ
มีทั้งคุณและโทษได้แก่อะไร / แหล่ศีล ๕ / แหล่ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น
และมีแหล่ธรรมะอีกมากมายขึ้นอยู่กับเวลาที่เจ้าภาพกำหนดให้
จบที่ ๔ สวดบทปลงสังขาร / บังสุกุล / รับเครื่องไทยทาน / กรวดน้ำรับพร เป็นอันเสร็จพิธี
ผู้ที่สนใจ ฟังการบรรยายธรรมเทศนา / สะเดาะเคราะห์ต่อชะตาเสริมบารมี / พิธีบูชาราหู / ดูฤกษ์ยาม
เทศน์ทำขวัญนาค / ซีดีพระมาลัย ติดต่อ พระอาจารย์สมพงษ์ วรญาโณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสมรโกฏิ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี โทร ๐-๒๙๖๕-๕๓๘๗, ๐๘-๙๕๑๑-๓๙๘๙

ปัจจัยที่ได้จากการจำหน่ายซีดี นำไปสมทบทุนโครงการสหภูมิสงฆ์ รักษาพยาบาลภิกษุสามเณรที่อาพาธ และเป็นทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร

โดย พระมาลัยวัดสมรโกฏิ จ.นนทบุรี ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ต.ค. 2549 , 22:11:00 น.] ( IP = 124.121.16.64 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

บทที่ 1
พระมาลัยเยี่ยมเมืองนรก
ณ ตามพปัณณิทวีป ซึ่งปัจจุบันคือเกาะลังกา มีพระเถระองค์หนึ่งชื่อ "พระมาลัย" ท่านเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ มีบุญญานุภาพ และฤทธิ์เดชเกริกไกร มีเกียรติคุณแผ่ไพศาล เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในทวีปนี้
พระมาลัยอาศัยบ้านกัมโพชะ ซึ่งเป็นชนบทเล็กๆ เป็นที่โคจรบิณฑบาต และอยู่จำพรรษามาเป็นเวลาช้านาน ท่านมีอุปการคุณแก่บรรดามนุษย์ ในหมู่บ้านแห่งนี้มาก โดยนอกจากจะเป็นเนื้อนาบุญให้ชาวบ้าน ได้ทำบุญสุนทานกันแล้ว ท่านยังเข้าฌาณสมาบัติชำแรกแผ่นดินไปเมืองนรกบ่อยๆ และทุกครั้งที่ท่านไปถึง ท่านจะสำแดงฤทธิ์บันดาลไฟที่กำลังลุกโชนโชติช่วง เผาไหม้บรรดาสัตว์นรกอยู่อย่างบ้าคลั่งนั้นให้ดับ พร้อมกับให้ฝนเทลงมาตกต้องร่างแสนจะร้อนเร่าจนเกือบจะสุกเกรียมของสัตว์ผู้ยาก เป็นการใหญ่ ขณะเดียวกัน ก็บันดาลลมให้กระพือพัดต้นงิ้วและภูเขาไฟ รวมทั้งอีกาปากเหล็กทั้งหลาย ให้กระจัดกระจายพลัดพรายไปจนหมด เสร็จแล้วบันดาลให้น้ำที่กำลังเดือดพล่านในกระทะทองแดง กลายเป็นน้ำเย็น และมีรสหวานปานน้ำผึ้ง ให้พวกสัตว์นรกเหล่านั้นได้ดื่มกินกันอย่างสำราญ ต่อจากนั้นก็แสดงธรรมโปรดให้เป็นที่เอิบอาบซาบซึ้งใจทั่วกัน พวกสัตว์นรกทั้งหลายเมื่อได้ฟังเทศน์จบแล้ว ต่างพากันยกมือไหว้แล้วร้องสั่งท่านว่า

"พระคุณเจ้าขอรับ ได้โปรดเวทนาพวกข้าพเจ้าด้วย เมื่อพระคุณเจ้ากลับไปถึงโลกมนุษย์แล้ว ขอได้แวะไปบ้านนั้น เมืองนั้น บอกญาติของข้าพเจ้าชื่อนั้น ให้เร่งทำบุญ แล้วอุทิศส่วนบุญมาให้ข้าพเจ้าด้วยเถอะ ข้าพเจ้าจะได้พ้นกรรมเร็วๆ เจ้าข้า"

ฝ่ายพระมาลัยครั้นกลับมาถึงโลกมนุษย์ ก็นำความตามที่สัตว์นรกพวกนั้นสั่งมาบอกแก่ ญาติ พี่ น้อง ตามตำบลที่ระบุไว้ทุกประการ บรรดาญาติ ครั้นได้ฟังท่านบอก ก็ทำบุญให้ทานอุทิศส่วนกุศลไปให้ โดยไม่รั้งรอ สัตว์นรกผู้เสวยกรรม เมื่อได้อนุโมทนาส่วนกุศลแล้ว ก็พ้นกรรมไปเกิดบนสวรรค์ เสวยสมบัติทิพย์เป็นที่สำราญในทันที

ต่อมา หลังจากที่ท่านไปโปรดสัตว์นรก ณ เมืองนรกแล้ว พระมาลัยก็ไปสวรรค์บ้าง ครั้นได้เห็นเทพบุตร เทพธิดาเสวยสุขสำราญในสวรรค์ ก็กลับมาบอกชาวบ้านให้เร่งทำบุญสุนทาน เพื่อจะได้ไปเกิดในสวรรค์อย่างเทพบุตรเทพธิดาเหล่านั้นบ้าง ทำให้ชาวบ้านเกิดเลื่อมใส ศรัทธา ทำบุญให้ทานเป็นการใหญ่ และเมื่อสิ้นชีวิตลงไปก็ได้ไปเกิดบนสวรรค์เสวยสุขสำราญตามควรแก่ ผลบุญของตน ด้วยประการเช่นนี้

โดย อ.สมพงษ์ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 พ.ย. 2549 , 01:20:41 น.] ( IP = 124.121.17.209 : : )


  สลักธรรม 2

ต่อมาวันหนึ่ง พระมาลัยผู้มีฤทธิ์ได้ชำแรกแผ่นดินลงมาเยี่ยมเมืองนรก เพื่อจะได้ไปนำข่าวคราว การเสวยผลกรรมของบรรดาสัตว์นรก ที่ยังเหลือมาบอกแก่ชาวบ้านต่อไป

พอดีคราวนี้ จะเป็นการบังเอิญหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ท่านได้พบบรรดาสัตว์นรกทั้งหลาย กำลังถูกผู้คุมเอาหอกทิ่มแทงอย่างไม่ปรานีปราศรัยแทงซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่างไม่เลือกที่ จนเลือดทะลักไหลนองท่วมพื้น และบรรดาสัตว์ผู้น่าสงสารเหล่านั้น ต่างก็ร้องโอดโอยลั่นขึ้นด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ท่ามกลางการนั่งมองอย่างชอบอกชอบใจของยมพบาล เจ้าแห่งนรก ท่านจึงแวะเข้าไปถามยมพบาลว่า

โดย อ. (พระอ.สมพงษ์ วรญาโณ วัดสมรโกฏิ จ.นนทบุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 พ.ย. 2549 , 01:51:11 น.] ( IP = 124.121.17.209 : : )


  สลักธรรม 3

กราบนมัสการพระคุณเจ้า และกราบขอบพระคุณค่ะที่กรุณา เคยฟังสวดมาลัยเหมือนกันค่ะในงานสำคัญครั้งหนึ่งของมูลนิธิ

http://www.abhidhamonline.org/Sound/pramalai/pramalai01.htm

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 พ.ย. 2549 , 08:49:01 น.] ( IP = 203.172.117.101 : : )


  สลักธรรม 4

(ขออภัย เมืองนรกขัดข้องส่งไม่ได้)พระมาลัยเยี่ยมเมืองสวรรค์
ต่อมาวันหนึ่ง พระมาลัยเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านกัมโพชคาม ที่ท่านอยู่นั้น พอดีขณะนั้น มีบุรุษเข็ญใจคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวบ้านกัมโพชคาม และพ่อของเขาได้ตายไปนานแล้ว เหลืออยู่แต่แม่ เขาได้อุตส่าห์ทนลำบากหาเลี้ยงแม่มาด้วยดี ทุกๆเช้า เขาจะถือขวานเข้าสู่ป่า เพื่อตัวฟืนมาขายตามประสายาก สักพักใหญ่ เมื่อได้ฟืนพอสมควรแล้วก็แบกกลับมา วันนั้น เขากลับจากหาฟืน เดินผ่านสระแห่งหนึ่ง ซึ่งมีน้ำใสสะอาด จึงลงอาบในสระ ชำระล้างเนื้อตัว ระงับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เสร็จแล้วก็ก้าวขึ้นมา บังเอิญ เหลือบเห็นดอกบัวบาน สะพรั่งชูช่อไสว อยู่ข้างๆ ฝั่งสระ จึงเด็ดเอามา 8 ดอก ครั้นขึ้นจากสระ แล้วก็เดินกลับบ้าน พอดีพบพระเถระ กลับจากบิณฑบาต สวนทางมา และด้วยท่วงท่าอันสง่างามของพระเถระ ทำให้เกิดความเลื่อมใส จึงตรงเข้าไปนมัสการ แล้ววางดอกบัวบนปากบาตร พลางถามอย่างอ่อนน้อมว่า
"พระคุณเจ้าขอรับ ข้าพเจ้าบูชาด้วยดอกบัวในครั้งนี้ ด้วยหวังใจอยากจะได้ ร่ำรวย มั่งมี พ้นทุกข์พ้นยาก ทันตาเห็น ความหวังของข้าพเจ้าครั้งนี้จะสำเร็จหรือเปล่า ขอรับ?"

เมื่อถูกถามแบบจู่โจมเช่นนั้น พระเถระก็นั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบเสียงเนิบนาบว่า

"พ่อหนุ่ม ท่านปรารถนาเกินวิสัยเสียแล้ว ท่านจะมีผลทันตาเห็น จะต้องเป็นทานที่ถวายแก่พระอรหันต์ ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติมาใหม่เท่านั้น สำหรับตัวเราออกมานานแล้ว เห็นจะโปรดให้สำเร็จสมใจหวังไม่ได้แน่ละ"

"แต่ข้าพเจ้าได้ทราบมานานแล้วว่า ถ้าได้ทำบุญกับพระอรหันต์แล้ว ย่อมจะได้ผลทันตาเห็นนี่นะ พระคุณเจ้า?" ชายเข็ญใจย้อนถาม

"ไม่เสมอไปหรอกท่าน สมเด็จพระศาสดาของเราตรัสบอกไว้ว่า ทานที่จะได้ผลทันตาเห็นนั้น จะต้องมีสิ่งประกอบ 4 อย่างคือ ถึงพร้อมด้วยผู้รับทาน นับแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ ถึงพร้อมด้วยไทยธรรมที่หามาได้โดยชอบ ถึงพร้อมด้วยเจตนาจะให้ทาน และพระอรหันต์ผู้มากด้วยคุณธรรมเป็นผู้ยินดีในนิโรธสมาบัติ สำหรับท่านเพียงผู้รับเป็นพระอรหนต์ กับมีไทยธรรม รวมกันสองอย่างเท่านั้น จะให้สำเร็จทันตาเห็นได้ยังไง"

"ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะทำยังไงจึงจะได้ผลดี เล่าพระคุณเจ้า?"

"พ่อหนุ่มเอ๋ย ท่านจงเอาดอกไม้บูชาพระรัตนตรัยเถิด"

"พระรัตนตรัย? พระคุณเจ้าหมายถึงอะไรขอรับ?"

โดย อ. (พระอ.สมพงษ์ วรญาโณ วัดสมรโกฏิ จ.นนทบุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 พ.ย. 2549 , 08:50:23 น.] ( IP = 124.121.17.140 : : )


  สลักธรรม 5

"หมายถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อหนุ่ม"

อยู่ที่ใจของท่านเอง พ่อหนุ่มเอ๋ย จงตั้งใจระลึกถึงพระพุทธคุ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ เสียก่อน แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าขอบูชาดอกไม้เหล่านี้ แด่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพียงแค่นี้ก็จัดว่าท่าน ได้บูชาพระรัตนตรัยแล้ว และจะต้องได้รบผลดีเป็นแน่"

เมื่อชายเข็ญใจได้ฟังพระเถระอธิบายดังนั้น ก็กระทำตามคำของท่าน พร้อมทั้งตั้งความปรารถนาว่า

"ด้วยเดชะบุญที่ข้าพเจ้าถวายดอกบัวครั้งนี้ ถ้าข้าพเจ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ จะเกิดในภพใดๆ ก็ดี ขึ้นชื่อว่า ความยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์ เหมือนชาตินี้ แล้วขออย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าเลยเป็นอันขาด"

"ขอท่านจงสำเร็จดังที่ปรารถนาเถิด"

พระมาลัยเถระ กล่าวอนุโมทนาในที่สุด แล้วเดินจากไป

หลังจากที่พระมาลัยกลับมาถึงวัด และฉันอาหารเช้า เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็นั่งคิดอยู่ในใจว่า "สถานที่ให้เกิดธรรมสังเวช 7 แห่ง คือ ที่พระศาสดาประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร ทรงกระทำยมกปาฏิหารย์ เสด็จลงจากดาวดึงส์ปรินิพพาน และสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาททั้ง 5 นั้น เราได้ถวายสักการบูชาเสมออยู่แล้ว ยังเหลือแต่พระจุฬามณีสถาน ซึ่งเป็นที่มวยพระเกศธาตุ ของพระบรมศาสดาประดิษฐานอยู่บนสวรรค์นั้น เรายังมิได้ขึ้นไปนมัสการเลย พอดีครั้งนี้เราได้ดอกบัวมา 8 ดอก ควรที่จะนำดอกบัวนี้ขึ้นไปบูชาพระจุฬามณีสถาน ในดาวดึงส์สวรรค์ดีกว่า"

เมื่อคิดดังนั้นแล้ว พระเถระก็เข้าจตุตถฌาน บันดาลให้ร่างของท่านเหาะลอยล่องขึ้นสู่อากาศมิทันช้า เพียงลัดนิ้วมือเดียว ก็ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และมาปรากฏอยู่ ณ ลานพระจุฬามณีเจดีย์เบื้องหน้าไพชยนต์ปราสาท ของพระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ พระเถระยกหัตถ์ขึ้นนมัสการพระจุฬามณี ทั้ง 8 ทิศ บูชาด้วยดอกอุบลทั้ง 8 ดอก แล้วกระทำประทักษิณ 3 รอบ พร้อมทั้งนั่งลงนมัสการ กราบไหว้ทั้ง 8 ทิศ เสร็จแล้วนั่ง ณ ที่ข้างพระเจดีย์มุมหนึ่ง

โดย อ. (พระอ.สมพงษ์ วรญาโณ วัดสมรโกฏิ จ.นนทบุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 พ.ย. 2549 , 08:53:35 น.] ( IP = 124.121.17.140 : : )


  สลักธรรม 6

ขณะนั้น พระอินทร์ซึ่งประทับอยู่ในทิพยวิมาน ทรงดำริในพระทัยว่า วันนี้เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เราจะออกไปถวายเครื่องสักการบูชา พระจุฬามณี สักหน่อย ครั้นแล้วก็มีเทวบัญชาาประกาศ ให้มวลนางสวรรค์กัลยาทั้งหลายทราบ พร้อมทั้งจัดแจงแต่งองค์ เสด็จออกจากปราสาท ตรงไปยังพระจุฬามณีเจดีย์สถาน ติดตามด้วยเทพบุตร เทพธิดาซึ่งเป็นบริวารจำนวนมาก

ครั้นแล้วก็เสด็จเข้าไปในลานพระเจดีย์ ทรงกระทำประทักษิณครบ 3 รอบ แล้วทรุดองค์ ถวายอภิวาท ทรงตั้งเครื่องสักการบูชาไว้ ณ ที่วางเครื่องบูชา แล้วเสด็จออกมาประทับ ณ ที่มุมด้านหนึ่งของพระเจดีย์ เพื่อเปิดโอกาสให้บริวารเข้านมัสการต่อไป

พอดีขณะนั้นเอง พระองค์ทอดพระเนตรมาเห็นพระมาลัย นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ ณ มุมพระเจดีย์ด้านขวา ทำให้ฉงนสนเท่ห์ในพระทัยว่า พระผู้เป็นเจ้าองค์นี้มาจากที่ไหน และมาได้ยังไง จึงตัดสินใจลุกจากที่ประทับ ตรงไปนมัสการพระเถระ แล้วตรัสปราศรัยขึ้นว่า

"พระคุณเจ้าขอรับ พระคุณเจ้ามาจากไหน"

"ขอถวายพระพร อาตมาภาพมาจากชมพูทวีป มหาบพิตร" พระมาลัยตอบอย่างทันที

"ชมพูทวีป?" พระอินทร์ทวนคำ "พระคุณเจ้า หมายถึงที่ไหนขอรับ?"

"หมายถึงโลกมนุษย์ มหาบพิตร โลกมนุษย์ซึ่งมีต้นหว้าสูงใหญ่ ยิ่งกว่าต้นไม้อื่นใดทั้งหมด เป็นต้นไม้ประจำทวีป จนได้นามว่า ชมพูทวีป นั่นแหละ มหาบพิตร"

"พระคุณเจ้าทราบไหมว่า ชมพูทวีป ของพระคุณเจ้านั้นกว้างยาวเท่าไหร และมีสัตว์อาศัยอยู่มากน้อยเท่าใด ขอรับ?"

"เท่าที่อาตมาทราบ ชมพูทวีปนั้นกว้างยาวได้หมื่นโยชน์ โดยประมาณ มหาบพิตร เป็นมหาสมุทรเสีย 4,000 โยชน์ ป่าหิมพานต์เสีย 3,000 โยชน์ ส่วนอีก 3,000 โยชน์เป็นถิ่นมนุษย์อาศัยอยู่ และมีสัตว์อาศัยอยู่จำนวนมาก แบ่งออกเป็น 4 จำพวกด้วยกันคือ สัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้า สัตว์หลายเท้า และสัตว์ไม่มีเท้า"

"แหม! พระคุณเจ้าช่างจดจำเก่งเหลือเกิน" พระอินทร์รับสั่งชม "พระคุณเจ้าชื่ออะไรขอรับ?"

โดย อ. (พระอ.สมพงษ์ วรญาโณ วัดสมรโกฏิ จ.นนทบุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 พ.ย. 2549 , 08:55:38 น.] ( IP = 124.121.17.140 : : )


  สลักธรรม 7

อาตมาภาพมีนามว่า มาลัย มหาบพิตร" พระมาลัยตอบ "มหาบพิตรคงไม่ยออาตมาภาพอีกกระมังว่าชื่อเพราะ?"

"ไม่ยอหรอก พระคุณเจ้า แต่จะขอถามต่อไปว่า ชื่อพระคุณเจ้าหมายความว่าอย่างไร?"

"อาตมาภาพเกิดที่เกาะมาลัย บ้านไม้จันทน์แดง มหาบพิตร ชื่อของอาตมาภาพจึงตั้งตามชื่อเกาะ"

"แล้วพระคุณเจ้าขึ้นมาถึงสวรรค์ของข้าพเจ้านี้ พระคุณเจ้ามาโดยวิธีใดขอรับ?"

"อาตมา มาด้วยอำนาจฌานสมาบัติ เพียงลัดนิ้วมือเดียว ก็มาถึงที่นี่" พระมาลัยชี้แจง "เออ แล้วมหาบพิตร ยังไม่ได้บอกอาตมาเลย มหาบพิตร ชื่ออะไร?"

พระอินทร์หัวเราะพลางตอบว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนหลายชื่อขอรับ หากจะนับให้ถ้วน ก็มีถึง 7 ชื่อด้วยกัน คือ มาฆะ ปุรินทะ สักกะ วาสวะ สหัสเนตร สุชัมบดี และ เทวานมินทร์"

"ทำไมมหาบพิตรถึงได้มีชื่อมากมายยังงั้นเล่า อธิบายให้อาตมาฟังหน่อยได้ไหม?"

"ได้ขอรับ พระคุณเจ้า" พระอินทร์ตกลงทันที "เมื่อครั้งข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้ามีชื่อว่า มฆมาณพ ครั้นมาเกิดบนสวรรค์ จึงได้ชื่อว่า มาฆะ เมื่อครั้งข้าพเจ้าเป็นมนุษย์นั้น ข้าพเจ้าให้ทานก่อนใครเสมอ จึงได้ชื่อว่า ปุรินทะ และเมื่อเวลาให้ทาน ข้าพเจ้าให้ทานด้วยความเคารพ จึงได้ชื่อว่า สักกะ ข้าพเจ้าเป็นสามีของนางสุชาดา จึงได้ชื่อว่า สุชัมบดี และข้าพเจ้าเป็นใหญ่กว่าเทวดาทั้งหลาย บนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์นี้ จึงได้ชื่อว่า เทวานมินทร์

"แล้วมหาบพิตรทำบุญอะไรไว้หนักหนา จึงได้มาเกิดเป็นพระอินทร์เล่า?" พระมาลัยซักต่อไป

"ข้าพเจ้าทำบุญหลายอย่างหลายประการ พระคุณเจ้า แต่ที่สำคัญที่สุดคือ วัตรบท 7 ประการ ข้าพเจ้าถือปฏิบัติมิได้ขาดจนตลอดชีวิตขอรับ"

"มหาบพิตรได้โปรดบอกหน่อยเถะว่า วัตรบท 7 ประการ นั้น คืออะไรบ้าง เผื่ออาตาม จะได้จดจำนำไปบอกชาวโลก ผู้อยากเป็นพระอินทร์ให้ปฏิบัติตามอย่างท่านบ้าง"

"แหม! ท่าน ได้ยังงั้นก็ดีนะซี พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าอยากจะให้ชาวโลกทำอย่างข้าพเจ้าเหลือเกิน" น้ำเสียงของพระอินทร์ เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ราวกับจะไม่กลัวว่า จะมีใครมาเกิดเป็นพระอินทร์ ชิงตำแหน่งของตนไปกระนั้นแหละ"

"วัตรบท 7 ประการ ที่ข้าพเจ้าถือปฏิบัติมานั้นคือ เลี้ยงพ่อแม่โดยความเคารพประการหนึ่ง มีความอ่อนน้อมยำเกรงต่อผู้เฒ่าผู้แก่ในตระกูล ไม่ดูหมิ่นท่านประการหนึ่ง พูดแต่คำที่ไพเราะอ่อนหวาน ไม่ส่อเสียดยุแยงตะแคงรั่วคนอื่น ไม่ตระหนี่เหนียวแน่น ตั้งอยู่ในความสุจริตซื่อตรง และไม่ยอมตกเป็นทาสของความโกรธ ถึงเกิดขึ้นก็พยายามข่มไว้จนได้ ด้วยอำนาจคุณความดีที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญมานี่แหละ ข้าพเจ้าจึงได้มาบังเกิด ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ พระคุณเจ้า"

"คำว่า ดาวดึงส์ หมายความว่าอย่างไร มหาบพิตร?" พระมาลัย

โดย อ. (พระอ.สมพงษ์ วรญาโณ วัดสมรโกฏิ จ.นนทบุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 พ.ย. 2549 , 08:59:48 น.] ( IP = 124.121.17.140 : : )


  สลักธรรม 8

พระมาลัยคงซักเรื่อยไป

"หมายความว่า พิภพนี้มีเทวดาเกิดขึ้น ครั้งแรก 33 องค์ แล้วเทดาองค์อื่นๆ จึงเกิด ขอรับ พระคุณเจ้า"

"ดาวดึงส์นี่คงกว้างใหญ่มากนะ มหาบพิตร?"

"กว้างหมื่นโยชน์ขอรับ พระคุณเจ้า และมีกำแพงสูง สิบหกโยชน์ล้อมรอบ มีประตูอีกพันหนึ่ง ข้างในประดับด้วยสวนดอกไม้ และสระโบกขรณี ที่เที่ยวเล่นพักผ่อนหย่อนใจของพวกเทวดาขอรับ"

"แล้วมีต้นไม้อะไรประจำทวีปบ้างไหม มหาบพิตร?"

"มีไม้ปาริฉัตตพฤกษ์ หรือ เรียกสามัญว่า ไม้แคฝอย เป็นต้นไม้ประจำทวีป ขอรับ"

"ต้นใหญ่ขนาดไหน มหาบพิตร?"

"ต้นใหญ่มากขอรับ วัดรอบลำต้นประมาณ 16 โยชน์ สูงถึงคาคบ 50 โยชน์ มีกิ่งใหญ่ 4 กิ่ง แผ่ไปไกล กิ่งละ 50 โยชน์ สูงขึ้นไปได้ร้อยโยชน์ พระคุณเจ้า"

"แหม! ต้นใหญ่จังเลย มหาบพิตร แล้วใต้ร่มต้นไม้แคฝอยนี่ มีอะไรบ้างหรือเปล่า?"

"มีซี พระคุณเจ้า มี บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เป็นแท่นที่นั่งของข้าพเจ้าซึ่งชาวโลกรู้จักกันดี ถ้ามีเหตุเดือดร้อนขึ้นในเมืองมนุษย์ แท่นนี้จะแข็งกระด้าง ไม่อ่อนนุ่มเหมือนเวลาปกติ เป็นเครื่องหมายบอกให้ข้าพเจ้ารู้ว่า มีเรื่องร้ายเป็นเหตุเภทภัยแก่ผู้มีบุญ ในเมืองมนุษย์ขึ้น แล้วจำต้องลงไปช่วยขอรับ"

"แท่นนี้กว้างใหญ่ขนาดไหน มหาบพิตร?"

"ยาว 60 โยชน์ กว้าง 50 โยชน์ หนา 15 โยชน์ มีสีแดงเหมือนดอกชะบา และ หงอกไก่ พระคุณเจ้า"

"แล้ววิมานที่มหาบพิตรอยู่นั่น มีชื่อว่าอะไร?"

"ชื่อ เวชยันต์มหาปราสาท สูงพันโยชน์ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว 7 ประการ และมีวิมานทองอีกหลังหนึ่ง อยู่ภายในเวชยันต์มหาปราสาทนั้น สูง 700 โยชน์ ประดับประดาด้วยแก้ว 7 ประการ ขอรับ พระคุณเจ้า"

"มหาบพิตรอยู่คนเดียวหรือมีคนอื่นอยู่ด้วย?"

"ข้าพเจ้าอยู่กันหลายคน พระคุณเจ้า มีมเหสีของข้าพเจ้า 4 คนคือ นางสุธัมมา นางสุจิตรา นางสุนันทา และ นางสุชาดา กับนางฟ้า อีกประมาณ สองโกฏิห้าล้าน ขอรับ"

"โอโฮ้! มหาบพิตรมีชายามากถึงสองโกฏิห้าล้าน แต่พระองค์ยกย่องให้เป็นมเหสีเพียง 4 คนเท่านั้น นางทั้งสี่นี่ พระองค์ทรงรักมากใช่ไหม?"

"มิใช่หรอก พระคุณเจ้า เรื่องของเรื่องเป็นเพราะบุญกุศลที่ได้ทำไว้เมื่อชาติก่อนต่างหาก ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง เมื่อข้าพเจ้าเป็นมฆมาณพอยู่นั้น ข้าพเจ้าได้สร้างศาลาขึ้นหลังหนึ่ง อัครมเหสีทั้งสี่นี้ มีน้ำใจเลื่อมใสเป็นอันดี นางสุจิตรา ได้ปลูกสวนดอกไม้ไว้ข้างศาลา นางสุนันทา ได้ขุดสระไว้สำหรับให้ผู้คนที่สัญจรไปมาพักที่ศาลา ได้อาบน้ำชำระกาย นางสุธรรมา ได้สร้างช่อฟ้า แต่งเติมศาลาให้สวยงาม ส่วน นางสุชาดา ได้รักษาศีลโดยเคร่งครัด นางทั้งสี่ ได้ทำบุญกุศลต่างๆ ครั้นสิ้นชีพแล้ว ก็ได้บังเกิดบนสวรรค์ เสวยทิพยสมบัติร่วมกับข้าพเจ้า"

นางสุจิตรา มีสวนจิตรลดา กว้างได้ 500 โยชน์ นางสุนันทา มีสระนันทโบกขรณี กว้างยาวได้ 500 โยชน์ นางสุธรรมา มีโรงธรรมเทวสภา กว้างยาวได้ 300 โยชน์ วัดโดยรอบได้ 900 โยชน์ สูง 500 โยชน์ พื้นโรงธรรมสภานั้น ปูด้วยแก้วผลึกและแก้วอินทนิล ด้วยบุญกุศลที่นางได้ทำไว้นั่นเอง"

"แหม! น่าอัศจรรย์จริง มหาบพิตร เออ! แล้วบนสวรรค์นี่มีสัตว์เดรัจฉานบ้างหรือเปล่า?"

"ไม่มีขอรับ พระคุณเจ้า"

"เอ๊! ถ้ายังงั้นที่อาตมาเคยได้ยินเขาเล่าว่า พระองค์เวลาเสด็จออกไปชมสวน ทรงช้างเอราวัณ นี่น่ะ ในเมื่อบนสวรรค์ไม่มี พระองค์จะเอาช้างเอราวัณมาจากไหน?"

โดย อ. (พระอ.สมพงษ์ วรญาโณ วัดสมรโกฏิ จ.นนทบุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 พ.ย. 2549 , 09:03:19 น.] ( IP = 124.121.17.140 : : )


  สลักธรรม 9

ช้างเอราวัณมิใช่สัตว์เดรัจฉานหรอก พระคุณเจ้า เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง มีนามว่า เอราวัณเทพบุตร เมื่อใดข้าพเจ้าจะไปเที่ยวสวน เอราวัณเทพบุตร ก็เนรมิตกาย เป็นช้างเอราวัณ เป็นพาหนะที่นั่งของข้าพเจ้า เดิมที เอราวัณเทพบุตรนี้ ได้กระทำบุญร่วมกับข้าพเจ้ามา เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเป็น มฆมาณพ พร้อมด้วยพวกเพื่อน 77 คน กับช้างอีก 1 เชือก ตอนสร้างศาลา ข้าพเจ้าได้ใช้ลากไม้ มาสร้างจนเสร็จ และเมื่อเสร็จแล้ว ศาลานั้นปูด้วยกระดาน 33 แผ่น ข้าพเจ้าได้บอกช้างว่า ถ้าเห็นใครขึ้นมาบนศาลา และนั่งลงบนแผ่นกระดานของใครแล้ว พาคนนั้นไปยังบ้านของตน ให้เจ้าของแผ่นกระดานเลี้ยงดูให้อิ่มหนำสำราญ พระคุณเจ้าขอรับ ช้างตัวนี้มีจิตเลื่อมใสในการกุศล ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของข้าพเจ้าตลอดมา ครั้นตายจากชาตินั้น ได้ขึ้นมาเกิดบนสวรรค์ มีชื่อว่า เอราวัณเทพบุตร ส่วนเพื่อนของข้าพเจ้า ทั้ง 33 คนนั้น ก็ได้มาเกิดบนสวรรค์นี้ด้วยเหมือนกัน"

"ตกลงว่า แม้แต่ช้าง หากมีจิตเลื่อมใสศรัทธาแล้ว ก็สามารถเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ได้ใช่ไหม มหาบพิตร?"

"ถูกแล้วขอรับ พระคุณเจ้า ทุกอย่างสำคัญที่ใจ หากตั้งใจมั่นเสียอย่าง สิ่งที่ปรารถนาย่อมได้เสมอ"

"จริงอย่างพระองค์ว่า แล้วทีนี้อาตมาอยากทราบว่า พระจุฬามณีเจดีย์นี้ พระองค์สร้างไว้เอง หรือว่าใครสร้างไว้?"

"ข้าพเจ้าสร้างไว้เอง พระคุณเจ้า สร้างไว้ให้เป็นที่ไหว้สักการบูชา ของหมู่เทวดาทั้งหลาย"

"ในพระเจดีย์นี้บรรจุอะไรไว้ มหาบพิตร?"

"ในพระเจดีย์จุฬามณี บรรจุ พระเกศโมลี กับ พระเขี้ยวแก้ว ของ พระพุทธเจ้า ขอรับ"

"มหาบพิตรได้มาจากไหน?"

"พระเกศโมลี ข้าพเจ้าได้มาแต่ครั้งเมื่อพระพุทธองค์เสด็จออกผนวช ทรงตัดมวยพระโมลี แล้วอธิษฐานว่า ถ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอมวยพระโมลีนี้ จึงลอยอยู่เหนืออากาศ อย่าได้ตกลงพื้นดินเลย ตอนนั้น ข้าพเจ้าจึงเอาผอบทองคำ ลงไปรองรับ พระเกศโมลี ขึ้นมาบรรจุไว้ในเจดีย์นี้ขอรับ พระคุณเจ้า"

"แล้วพระเขี้ยวแก้วล่ะ มหาบพิตร พระองค์ได้มายังไง"

"ข้าพเจ้าได้มาจากที่แบ่งปันพระบรมธาตุ พระคุณเจ้า"

"ใครเป็นคนถวายพระองค์?"

"ก็ โทณพราหมณ์ นะซิ พระคุณเจ้า"

"จริงหรือ มหาบพิตร?"

"จริงซี พระคุณเจ้า" พระอินทร์ยืนยันเสียงแข็ง

"เห็นจะผิดไปกระมัง มหาบพิตร" พระเถระสวนขึ้นอย่างรู้เท่าทัน "อาตมาได้ทราบว่า พระอินทร์ลักพระเขี้ยวแก้วของโทณพราหมณ์ ตะแกไม่เห็นพระเขี้ยวแก้ว เสียใจถึงกับสลบล้มพับลงมิใช่หรือ? พระองค์ไปลักของเขามาจริงแล้วรับเสียดีๆ เถอะน่า"

เมื่อถูกเล่นงานอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นนั้น พระอินทร์ก็รีบแก้ตัวขึ้นทันควัน

"พระคุณเจ้าขอรับ ขอถามหน่อยว่าโทณพราหมณ์ ได้พระเขี้ยวแก้วมาจากไหน?"

"ก็ได้มาจากกองพระบรมธาตุนะซี มหาบพิตร ตะแกเห็นว่า พระเขี้ยวแก้วนี้ สมควรที่แกจะได้ จึงเก็บซ่อนไว้ในมวยผมของแก แล้วตวงพระบรมธาตุ แจกแก่กษัตริย์ทั้ง 7 นคร ครั้นแจกเสร็จแล้ว พระเขี้ยวแก้บนศีรษะหายไป แกเสียใจจนสิ้นสติ แต่หาได้ทูลให้กษัตริย์ทั้งหลายทราบไม่ ได้แต่ขอทะนานทอง ซึ่งตวงพระบรมธาตุไป แต่มาภายกลัง ก็ทราบกันไปทั่วโลกว่า พระอินทร์ลักพระเขี้ยวแก้ของแกไป"

"ข้าแต่พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าขอชี้แจงให้พระคุณเจ้าทราบ ความจริง อันพระเขี้ยวแก้ว ของพระพุทธองค์นั้น เป็นแก้วอันหาค่ามิได้ คนใดคนหนึ่ง มีบุญญาธิการมาก สมควรจะได้ ก็ได้ไปด้วยเดชานุภาพของเขา ซึ่งข้าพเจ้าเอง ได้พระเขี้ยวแก้วนี้มา ก็ด้วยบุญญาธิการของข้าพเจ้าโดยแท้"

"แต่ถึงกระนั้น ก็ยังจัดว่า พระองค์ขโมยเขามาอยู่ดี เพราะถือเอาของที่คนอื่นเขาไม่ได้ให้โดยแท้"

"แต่ถ้าของนั้นมีอิทธิฤทธิ์สามารถที่จะเหาะ จากเจ้าของ มาอยู่ในมือข้าพเจ้าเองเล่า พระคุณเจ้า จะจัดว่าข้าพเจ้า ขโมยเขามายังงั้นหรือ?"

"ก็พระองค์ใช้ฤทธิ์เดชเรียกร้องเอามานี่นา ทำไมจะไม่มาอยู่ในมือของพระองค์เล่า?"

"แหม! พระคุณเจ้าจะเอาผิดกับข้าพเจ้าให้ได้ยังงั้นหรือ?" พระอินทร์ทรงพ้อ "เอายังงี้ดีกว่า ข้าพเจ้าจะขอถามพระคุณเจ้าสักข้อ สมมติว่า นกตัวหนึ่ง ทำรังอยู่บนยอดไม้ และออกไข่ไว้ในรังนั้น ต่อมามีสุนัขตัวหนึ่ง มานั่งเฝ้าอยู่ที่โคนต้นไม้ พร้อมกับภาวนา ขอให้ไข่นกตกลงมาให้มันกินสักใบ ซึ่งในที่สุด ไข่นก ก็ตกจากรังลงมาให้มันกินจริงๆ แบบนี้พระคุณเจ้าจะโทษว่าสุนัขมันขโมยหรือเปล่า ขอรับ?"

โดย อ. (พระอ.สมพงษ์ วรญาโณ วัดสมรโกฏิ จ.นนทบุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 พ.ย. 2549 , 09:05:47 น.] ( IP = 124.121.17.140 : : )


  สลักธรรม 10

เปล่า มหาบพิตร จะเรียกว่ามันขโมยไม่ได้ นอกจากจะเรียกว่า เป็นโชคปากของมันมากกว่า"

"ถ้ายังงั้น ข้าพเจ้าก็มิได้เป็นขโมย ตอนที่โทณพราหมณ์ ตวงพระบรมธาตุ แจกแก่กษัตริย์ทั้ง 7 พระนครนั้น ข้าพเจ้านำผอลทอง ลงไปยืนอยู่ข้างหลังแก พลางอธิษฐานว่า หากข้าพเจ้ามีบุญวาสนา ขอให้พระเขี้ยวแก้ว ที่ซ่อนอยู่ในมวยผมของโทณพราหมณ์ จงเสด็จมาอยู่ ในผอบทองนี้ และไม่ช้าไม่นาน พระเขี้ยวแก้ว ก็เสด็จมาปรากฏอยู่ในผอบทอง ตามคำอธิษฐานของข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าได้นำมาบรรจุไว้ ณ พระเจดีย์บนสวรรค์นี่ขอรับ พระคุณเจ้า แล้วอย่างนี้จะเรียกว่า ข้าพเจ้าขโมยได้ยังไง?"

เมื่อถูกโต้ด้วยเหตุผลอันแยบยลดังนั้น พระคุณเจ้า ก็จนปัญญาที่จะกล่าวหาพระอินทร์ ว่าเป็นขโมยอีกต่อไป แต่กระนั้น ก็ยังไม่หมดความสงสัย จึงซักไซ้เจ้าแห่งสวรรค์ต่อไป


"อันที่จริง มหาบพิตรก็เป็นเทวดาผู้บริบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วย ทิพย์สมบัติทุกสิ่งทุกประการแล้ว แต่เหตุไฉน จึงอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว มาบรรจุไว้ในพระจุฬามณีเจดีย์ กระทำการสักการบูชาให้เสียเวลา พระองค์จะปรารถนาสมบัติอะไรอีก ที่มีอยู่นี้ยังไม่พออีกหรือ มหาบพิตร?"

"แล้วพระคุณเจ้าล่ะ? พระคุณเจ้าเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นอาสวะกิเลสแล้ว ยังอุตส่าห์มาสักการบูชา พระจุฬามณีเจดีย์ถึงเมืองสวรรค์ พระคุณเจ้าคงปรารถนาอะไรอีกกระมัง?"

"อาตมามิได้ปรารถนาอะไร มหาบพิตร ที่อาตมา ขึ้นมาสักการบูชาพระจุฬามณเจดีย์ครั้งนี้ ก็เพื่อให้เป็นประเพณี เยี่ยงอย่าง พระอริยเจ้า และที่เจดีย์ 7 แห่งในโลกมนุษย์ อาตมาก็ได้ไปทำการสักการบูชามาทั่วแล้ว ถึงเจ็ดครั้ง หาได้ปรารถนาทะยานอยากสิ่งใดไม่ คงต้องการให้เป็นประเพณีของพระอริยเจ้า ตามที่กล่าวมาเท่านั้นเอง"

"ข้าพเจ้าก็ดุจเดียวกัน การที่อัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว มาประดิษฐานในพระจุฬามณีเจดีย์นี้ ก็มิได้ปรารถนาทิพยสมบัติอันใดอีก เพราะที่มีอยู่แล้วก็เกินต้องการ ข้าพเจ้าประสงค์อยู่อย่างเดียวคือ ให้บรรดาเทวดาบนสวรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลาย ได้มีสิ่งเคารพสักการะ สิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ ไม่หลงระเริงประมาทมัวเมาเท่านั้นเองขอรับ พระคุณเจ้า"

"มหาบพิตรคิดถูกต้องแล้ว อาตมาขอชม"

"อ้าว! ไหงทีเมื่อกี้แล้ว ว่าเอาๆ คราวนี้ทำไมมาชมเล่าพระคุณเจ้า?" พระอินทร์อดตัดพ้อพระเถระไม่ได้

"คนเราก็ยังงี้แหละ มหาบพิตร เวลาที่ยังไม่เข้าใจกัน ก็ต้องว่ากันหน่อยตามธรรมเนียม แต่เมื่อเข้าใจกันดีแล้ว และเห็นถูกต้องก็จำต้องชมเป็นธรรมดา"

"พระคุณเจ้าเข้าใจพูด เออ! ข้าพเจ้าให้พระคุณเจ้าถามมานานแล้ว คราวนี้ขอเป็นฝ่ายถามบ้าง พระคุณเจ้าจะขัดข้องไหมขอรับ?"

โดย อ. (พระอ.สมพงษ์ วรญาโณ วัดสมรโกฏิ จ.นนทบุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 พ.ย. 2549 , 09:07:29 น.] ( IP = 124.121.17.140 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org