ที่มาของคำว่าขีณาสพ
ขีณํ ได้แก่ ตัดขาด.
บทว่า ปุราณํ แปลว่า เก่า.
บทว่า นวํ ได้แก่ ในบัดนี้ ที่กำลังเป็นไป คือปัจจุบัน.
บทว่า นตฺถิ สมฺภวํ ได้แก่ ความปรากฏ [เกิด] ไม่มี.
บทว่า วิรตฺตจิตฺตา ได้แก่ มีจิตปราศจากราคะ.
บทว่า อายติเก ภวสฺมึ ได้แก่ ในภพใหม่ ในอนาคตกาล.
ภิกษุขีณาสพที่สิ้นกรรมภพเก่า ไม่มีกรรมภพใหม่ และมีจิตปราศจากกำหนัดในภพต่อไป.
บทว่า ขีณพีชา ได้แก่ ผู้มีพืชถูกถอนแล้ว.
บทว่า อวิรุฬฺหิฉนฺทา ได้แก่ ผู้เว้นจากฉันทะที่งอกได้.
นิพฺพนฺติ ได้แก่ สิ้นไป.
บทว่า ธีรา ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาชื่อ ธิติ.
บทว่า ยถายมฺปทีโป แปลว่า เหมือนประทีปดวงนี้.
ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ท่านอธิบายไว้ว่า
กรรมนั้นใดของสัตว์ทั้งหลายเกิดแล้วดับไป เป็นกรรมเก่า เป็นอดีตกาล ย่อมยังไม่สิ้นไป เพราะสามารถนำมาซึ่งปฏิสนธิ เพราะละสิเนหะคือตัณหายังไม่ได้ กรรมเก่านั้นของภิกษุขีณาสพเหล่าใด ชื่อว่าสิ้นไป ก็เพราะไม่สามารถให้วิบากต่อไป ดุจพืชที่ไฟเผาแล้ว เพราะสิเนหะคือตัณหาเหือดแห้งไปด้วยพระอรหัตมรรค และกรรมใดของภิกษุขีณาสพเหล่าใด ที่เป็นไปในปัจจุบัน ด้วยอำนาจพุทธบูชาเป็นต้น เรียกว่ากรรมใหม่. ก็กรรมใหม่นั้นของภิกษุขีณาสพเหล่าใด ก็ไม่ก่อภพได้ เพราะไม่สามารถให้ผลต่อไป เหมือนดอกของต้นไม้ที่มีรากขาดแล้ว เพราะละตัณหาได้นั่นเอง.
อนึ่ง ภิกษุขีณาสพเหล่าใดมีจิตหน่ายแล้วในภพต่อไป เพราะละตัณหาได้นั่นแหละ ภิกษุขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่ามีพืชสิ้นแล้ว เพราะปฏิสนธิวิญญาณ ที่ท่านกล่าวไว้ในคำนี้ว่า กรรมคือนา วิญญาณคือพืช๑- สิ้นไป เพราะสิ้นกรรมนั่นเอง ฉันทะแม้อันใดของความเกิด กล่าวคือ ภพใหม่ได้มีมาแล้วแต่กาลก่อน. ภิกษุขีณาสพทั้งหลาย ชื่อว่ามีฉันทะไม่งอก เพราะไม่เกิดในเวลาจุติเหมือนแต่ก่อน เพราะฉันทะแม้อันนั้น ละได้แล้ว เพราะละสมุทัยนั่นเอง ชื่อว่าปราชญ์ เพราะถึงพร้อมด้วยธิติปัญญา ย่อมดับเหมือนประทีปดวงนี้ ดับไปฉะนั้น เพราะจริมวิญญาณดับไป ย่อมล่วงทางแห่งบัญญัติเป็นต้นอย่างนี้ว่า มีรูปหรือไม่มีรูปอีก.
____________________________
ม. มู. ๑๒/๕๔๖/๕๘๖