อุปมา ๓๑ ข้อของเจตสิกธรรม ๕๒
ผัสสะ หมายถึง จิตกระทบอารมณ์เหมือนแสงพระอาทิตย์ส่องแสงกระทบกำแพง(๒๕) ผัสสะนี้เป็นสมุฏฐานของสัญญา
เจตนา หมายถึงความไหวของจิต เหมือนกับการเคลื่อนไหวของเท้าหรือเหมือนกับนั่งร้านสำหรับสร้างบ้าน เจตนานี้เป็นปทัฏฐานของทวารและอารมณ์
วิตก คือการทำงานทางจิตเหมือนกับการท่องบทสวดมนต์โดยขึ้นใจมีสัญญาเป็นปทัฏฐาน
วิจาร คือการพิจารณาอารมณ์ทางจิต เหมือนกับความคิดที่คอยติดตามความหมาย มีวิตกเป็นปทัฏฐาน
ปีติ คือความดีใจ เหมือนกับบุคคลได้บางสิ่งบางอย่าง มีความดีใจเป็นปทัฏฐาน
ศรัทธา คือความบริสุทธิ์ของจิต เหมือนกับบุคคลทำน้ำให้สะอาดบริสุทธิ์โดยร่ายเวทมนตร์คาถา มีองค์ ๔ ของพระโสดาบันเป็นปทัฏฐาน(๒๖)
วิริยะ คือความเข้มแข็งของจิต เหมือนโคที่กำลังลากสัมภาระอันหนัก มีสังเวควัตถุ ๘ เป็นปทัฏฐาน(๒๗)
สติ คือการคุ้มครองรักษาจิต เหมือนกับน้ำมันรักษาบาตร มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นปทัฏฐาน
สมาธิ คือความที่จิตเป็นหนึ่ง เหมือนกับประทีปหลังวังหลวง มีฌาน ๔ เป็นปทัฏฐาน
ปัญญา คือการเห็นด้วยจิต เหมือนกับบุคคลที่มีดวงตา(๒๘) มีอริยสัจ๔ เป็นปทัฏฐาน
ชีวิตินทรีย์ คือธรรมที่ปราศจากรูป นี้คือชีวิต เหมือนน้ำที่หล่อเลี้ยงใบบัว(๒๙) มีนามและรูปเป็นปทัฏฐาน
การละนิวรณ์ คือความเป็นอิสระจากความชั่วของจิต เหมือนกับบุคคลที่ปรารถนาให้ชีวิตมีความสุขก็หลีกเลี่ยงจากยาพิษ(๓๐) มีการเจริญฌานเป็นปทัฏฐาน
อโลภะ คือการขจัดอุปาทานออกไปจากจิต เหมือนกับบุคคลผู้กำจัดสิ่งที่ทรมานตัวเขามีเนกขัมมะเป็นปทัฏฐาน
อโทสะ คือสภาวะของจิตที่ไม่โกรธ เหมือนกับหนังแมว(๓๑) มีอัปปมัญญา ๔ เป็นปทัฏฐาน
หิริ คือความรู้สึกละอายต่อตัวเองเมื่อทำผิด เหมือนบุคคลรังเกียจอุจจาระและปัสสาวะ(๓๒) มีการเคารพตัวเองเป็นปทัฏฐาน
โอตตัปปะ คือความกลัวต่อการทำผิดเหมือนกับกลัวต่อผู้ที่มีอำนาจเหนือตน มีการเคารพผู้อื่นเป็นปทัฏฐาน(๓๓)
ปัสสัทธิ คือการระงับความตื่นเต้นของจิต เหมือนกับการอาบน้ำเย็นในหน้าร้อน มีปีติเป็นปทัฏฐาน
ฉันทะ คือความปรารถนาจะทำความดี เหมือนกับผู้มีศรัทธาในการให้ทาน มีอิทธิบาท ๔ เป็นปทัฏฐาน
อธิโมกข์ คือความตกใจ เหมือนกับกระแสน้ำที่ไหลพุ่มลงสู่ที่ต่ำ(๓๔) มีวิตกวิจารเป็นปทัฏฐาน
อุเบกขา คือสภาวะของจิตที่ไม่โอนเอนไปมา เหมือนกับบุคคลประคองตาชั่ง(๓๕) มีวิริยะและสภาวธรรมอื่นๆ เป็นปทัฏฐาน
มนสิการ คือการกำหนดจิต เหมือนกับนายท้ายเรือ มีทั้งกุศลและอกุศลเป็นปทัฏฐาน
โลภะ คือความแนบสนิทของจิต เหมือนกับห่านมีรูปที่น่ารักและน่าปรารถนาเป็นปทัฏฐาน
โทสะ คือความวุ่นวายของจิต เหมือนงูพิษ(๓๖) ที่ทำให้โกรธ มีโกธวัตถุ ๑๐ เป็นปทัฏฐาน
โมหะ คือความมืดมนของจิต เหมือนกับบุคคลไม่มีตา(๓๗) มีวิปัลลาส ๔ เป็นปทัฏฐาน
มานะ คือความถือตัวของจิต เหมือนกับบุคคล ๒ คนกำลังต่อสู้กัน มีธรรม ๓ ประเภทเป็นปทัฏฐาน
ทิฏฐิ คือความหมกหมุ่นของจิตเปรียบประดุจคนตาบอดคลำช้าง(๓๘) มีการไม่สำรวมระวังต่อเสียงของบุคคลอื่นเป็นปทัฏฐาน
อุทธัจจะ คือสภาวะของจิตที่ไม่สงบ เหมือนกับน้ำที่กำลังเดือดพล่านอยู่ มีความกังวลเป็นปทัฏฐาน
กุกกุจจะ คือความเดือดร้อนรำคาญของจิต เปรียบเหมือนการใฝ่ต่ำ มีการพลัดพรากจากความดีอันเนื่องมาจากการทำความชั่วเป็นปทัฏฐาน
วิจิกิจฉา คือความกระวนกระวายของจิตในอารมณ์ต่างๆ เหมือนกับนักท่องเที่ยว เที่ยวไปถึงสถานที่ไกลแล้วหลงทาง ๒ แพร่ง(๓๙) มีมนสิการที่ตั้งไว้ผิดเป็นปทัฏฐาน
โกสัชชะ คือความไม่เอาใจใส่ของจิต เหมือนกับงูจำศีล มีโกสัชชวัตถุ ๘ เป็นปทัฏฐาน
อหิริกะ คือสภาวะของจิตซึ่งไม่ละอายต่อการทำความชั่ว เหมือนกับคนจัณฑาล มีความไม่เคารพเป็นปทัฏฐาน
อโนตตัปปะ คือความไม่กลัวของจิตต่อการกระทำชั่ว เหมือนกับพระราชาที่ดุร้าย มีความไม่มีคารวตา ๖ ประการ เป็นปทัฏฐาน
สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่า สังขารขันธ์