มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บรรยากาศการอบรมปฏิบัติธรรม(๒)







บรรยากาศการอบรมปฏิบัติธรรม(๒)



ตอนที่ผ่านมา



ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วนตกอยู่ภายใต้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือพระไตรลักษณ์

เมื่อเราคิดให้ดีว่า เราอยู่กับสิ่งเหล่านี้ก็คือชีวิตอยู่กับความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้เหล่านี้แล้วอะไรเล่าเป็นสาระที่เราจะยึดไว้ได้ เรายึดอะไรไว้ไม่ได้เลยเพราะสิ่งเหล่านั้นแปรปรวนหมด

ชีวิตแต่ละคนจึงเคว้งคว้างและอ้างว้าง แต่ที่ดูว่าไม่เคว้งคว้างไม่อ้างว้างก็เพราะเรายังมีงานทำ มีงานที่เกิดขึ้นจากจิตเป็นตัวเร่งเร้าให้เราตะเกียกตะกายทำแล้วประสบกับอารมณ์ที่พอใจไม่พอใจ

เมื่อพิจารณาให้ดีก็จะเห็นว่าชีวิตนั้นไร้สาระสิ้นเชิง เพราะพบอะไรก็เพ้อ เจออะไรก็เพียรผูกตัวเองไว้กับสิ่งที่ว่าดี แต่แล้วชีวิตเราก็ต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านั้นไป ชีวิตเราจึงมีแต่พบ เพ้อ เพียรผูก และก็พลัดพรากกันอยู่ตลอดเวลา ไม่มีใครสักคนที่จะสามารถดิ้นหลุดไปจากสิ่งเหล่านี้ได้

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2549 , 15:49:19 น.] ( IP = 203.172.117.44 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

แต่เมื่อพระโพธิสัตว์อุบัติขึ้นมาตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงมองเห็นว่าทั้งชีวิตพระองค์เองและชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลายต่างทำงานกันอย่างเวียนวนอยู่กับการกิน นอน ขับถ่าย เสพเมถุน วุ่นอยู่กับชีวิตเช่นนี้ และชาตินี้ก็ยังไม่พอเพราะตายแล้วเกิดก็ทำอย่างนี้ต่อไปอีกเป็นวัฏจักรใหม่ซึ่งก็หนีไม่พ้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

จะเกิดเป็นคนร่ำรวยขนาดไหนก็ต้องกินเอง ต้องเดินเอง ต้องขับถ่ายเอง ต้องทำสารพัด และนอกจากนี้ยังต้องประสบภัยพิบัติทางใจที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีอะไรมาเกิดขึ้นกับเรา และยังต้องประสบภัยพิบัติทางกายมีความเย็น ความร้อนที่มากระทบซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องคอยดูแล ชีวิตก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป..แล้วก็ตลอดไปตราบเท่าที่เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่

ฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว และด้วยพระมหากรุณาคุณจึงทรงประทานความรู้ให้เราได้ศึกษาเรื่องราวของชีวิตว่า ชีวิตนั้นคืออะไรกันแน่ เพราะเราไม่รู้จักชีวิต อย่างที่นั่งฟังกันอยู่นี้ถ้าหากไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมก็จะไม่รู้จักว่าชีวิตคืออะไร? จะมีใครลองตอบไหมคะว่า "ชีวิตคืออะไร?" ที่ถามอย่างนี้ก็เพื่อที่จะมาทำความเข้าใจว่า ที่เราเสียเวลามาปฏิบัตินี้เราควรจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อเวลาปฏิบัติจะได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2549 , 15:50:58 น.] ( IP = 203.172.117.44 : : )


  สลักธรรม 2

สำหรับคำตอบที่ตอบมาว่า ชีวิตคือทำงานที่ไม่รู้จักสิ้นสุดนั้น เป็นคำอธิบายถึงพฤติกรรมของชีวิต ยังไม่ใช่ความหมายของชีวิตค่ะ ส่วนคำตอบที่บอกว่า "ชีวิตคือความทุกข์ " นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมชีวิตแต่ยังไม่ใช่ชีวิต เพราะความทุกข ์คือสิ่งที่มีคู่กับชีวิตซึ่งมีทั้งทุกข์ประจำและทุกข์จร ทุกข์ประจำคือเกิด แก่(เจ็บ) ตาย ทุกข์จรคือ ความโศกเศร้า คร่ำครวญ มีความไม่สบายกายไม่สบายใจ มีความคับแค้นใจ ตัดอาลัยไม่ขาด ความพลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองรัก และประสบแต่สิ่งที่ไม่พอใจ นี่คือสิ่งที่มีอยู่คู่กับชีวิต

ขอเรียนว่าขณะที่ท่านกำลังฟังอยู่นี้ นี่คือแนวทางที่ทำให้ท่านเกิดบุญ เพราะท่านกำลังศึกษาในสิ่งที่พระพุทธเจ้าให้มานั่นก็คือปัญญา ดังนั้น ถ้าบุญแค่นี้ท่านเบื่อหน่ายยังรับไม่ได้ บุญต่อไปก็จะไม่มี เพราะเกิดขึ้นไม่ได้นั่นเองค่ะ

ฉะนั้น ชีวิตคืออะไร? ชีวิตคือสิ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยเหตุและปัจจัย เพราะธรรมทั้งหลายมีเหตุมีปัจจัยทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยขาดเหตุปัจจัย อย่างการเกิดขึ้นของชีวิตนั้นเหตุปัจจัยก็คือ สตรีมีระดูงาม มีการผสมระหว่างสเปอร์มมาโตซัวกับโอวั่ม และจะต้องมีสัต์ตายมาเกิดเรียกว่ามีปฏิสนธิวิญญาณ จะมีแต่หญิงกับชายอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่เหตุปัจจัยทั้งสามต้องพร้อมกันในขณะนั้นอย่างสมบูรณ์จึงมีชีวิตเกิดขึ้น

และก็มีเหตุปัจจัยทำให้สัตว์นั้นเจริญติบโตปรุงแต่งกายสังขารด้วยอำนาจกรรมให้เจริญเติบโตในครรภ์มารดา และเมื่อถึงเวลาคลอดก็เพราะอำนาจกรรมอีกนั่นแหละที่ทำให้ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ แม่จะต้องเจ็บท้อง ลูกก็ต้องคลอดออกมา พอออกมาแล้วก็ต้องเจริญเติบโต

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2549 , 15:51:58 น.] ( IP = 203.172.117.44 : : )


  สลักธรรม 3

นี่คือคำว่า "ชีวิต" คือสิ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยเหตุด้วยปัจจัยและดำรงชีวิตไปเพียงชั่วระยะหนึ่งแล้วก็ต้องพบกับความตาย และมนุษย์เราก็ต้องมีทั้งกายมีทั้งใจจึงจะเรียกว่า "ชีวิต" นั่นก็คือรูปธรรมกับนามธรรม ฉะนั้น ชีวิตจึงต้องประกอบไปด้วย ๕ สิ่งคือ

๑.รูปธรรม คือตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เช่น ที่นั่งอยู่นี่เรียกว่า "รูปนั่ง" เวลาเราถ่ายรูป เราก็บอกว่าเราถ่าย"รูป" เวลาเราถ่ายภาพสุนัข เราก็บอกว่าเราถ่าย"รูป"สุนัข ฉะนั้น ไม่ว่าเราหรือสัตว์ต่างก็มีรูปธรรมคือลักษณะรูปร่างบ่งบอกว่าเป็นรูปอย่างไร

๒.เวทนา คือ ความเสวยอารมณ์ที่ได้จากการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส และการสัมผัส เป็นความสุขความทุกข์ต่างๆ ไม่ว่าจะเราหรือสัตว์เวลาได้รับสิ่งดีๆ ก็สุข ได้รับไม่ดีก็ทุกข์เหมือนๆกัน ไม่ว่าจะนำเราไปเป็นตัววัดกับใครๆก็มีสุขทุกข์เหมือนกัน เช่น เป็นเรากับคนจนคนรวย เรากับผู้ดีกับยาจก แม้กระทั่งเรากับสัตว์เดรัจฉานก็มีองค์ประกอบของชีวิตที่เหมือนกัน

๓.สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ เช่น จำหน้าพ่อแม่ จำบ้านเรือนของตน อย่างสุนัขที่มันวิ่งออกจากบ้านไปมันก็กลับบ้านถูกเพราะมันมีสัญญาคือความจำได้เหมือนกัน

๔.สังขาร คือ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกนึกคิด พอใจไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นเรากับชาวต่างประเทศ หรือเรากับสุนัข ต่างก็มีสังขารคือการปรุงแต่งในอารมณ์ออกมาเป็นความพอใจไม่พอใจเหมือนกันหมด

๕.วิญญาณ คือ สภาพรู้หรือตัวที่ทำหน้าที่เห็นได้ ได้ยินได้ เพราะถ้าไม่มีวิญญาณก็จะเรียกว่าซากศพ

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2549 , 15:52:55 น.] ( IP = 203.172.117.44 : : )


  สลักธรรม 4

จึงสรุปอีกครั้งว่า ชีวิตคือสิ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยเหตุด้วยปัจจัย อันประกอบไปด้วยรูปนามขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เท่านี้เอง แล้วก็ดำเนินไปด้วยพฤติกรรมของชีวิตเท่าที่อยู่ได้ เมื่อหมดกรรมก็ต้องตาย ตายแล้วก็ต้องเกิด

ความตายจึงเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญกันทุกคนซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะเป็นเรื่องอนิมิตคือไม่มีเครื่องหมายบอกเลย เช่น เราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ อาจจะวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้ ตายที่ไหนก็ไม่รู้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องตายที่บ้านหรือโรงพยาบาล ข้างถนนก็ตายได้เมื่อความตายมาถึง ตายด้วยโรคอะไรเราก็ไม่รู้ และที่สำคัญคือตายแล้วเราจะไปเกิดที่ไหนก็ไม่รู้

อนิมิตทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องมาคิดแล้วละว่า ชีวิตเรานี้ดีจริงหรือไม่? ชีวิตในภายหน้าของเราจะมีดีจริงหรือไม่? ฉะนั้น ปัจจุบันเท่านั้นสำคัญที่สุด เพราะอนาคตคือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และอดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2549 , 15:55:08 น.] ( IP = 203.172.117.44 : : )


  สลักธรรม 5

คนเราจะเจ็บ จะสุข จะทุกข์ จะได้ดีก็อยู่ที่ปัจจุบัน อย่างเราถูกยุงกัด เราจะย้อนกลับไปเจ็บเมื่อวานนี้มีหรือไม่..ไม่มี แต่เราเจ็บในขณะถูกยุงกัด คันก็คือรู้สึกคันอยู่ในขณะนี้ หิวก็คือเรารู้ในขณะที่หิว ง่วงก็คือขณะง่วง สุขก็คือเช่นในขณะที่ตาเห็นรูปดีๆ แล้วพอใจ หรือหูได้ยินเสียงแล้วพอใจ กลิ่นที่เข้ามาก็พอใจ ..เหล่านี้คือสิ่งที่พิสูจน์ว่า ปัจจุบันสำคัญที่สุด

ฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจตรงนี้แล้วการปฏิบัติของเราก็จะง่ายขึ้น คือเรามากำหนดชีวิตให้มีปัจจุบันอยู่ด้วยความดี เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุด เพราะเราใช้ชีวิตของเรากิน นอน ขับถ่าย ทำงานมานี้เราไม่ได้ใบรับประกันในชาติหน้า เพราะมันแค่สุขในชาตินี้ แล้วก็เกิดต่อไปในชาติหน้าก็ต้องมีพฤติกรรมชีวิตอย่างนี้อีก แล้วเราต้องการอย่างนี้หรือ?

เราจึงต้องหาทางว่า ทำอย่างไรเราจะถึงซึ่งบรมสุข

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2549 , 15:56:26 น.] ( IP = 203.172.117.44 : : )


  สลักธรรม 6

เราจึงต้องหาทางว่า ทำอย่างไรเราจะถึงซึ่งบรมสุข ซึ่งก็ต้องค่อยๆ ทำ คือ หลีกออกมา อย่างที่พวกท่านมากันนี้คือโชคดี ที่หลีกออกมาจากการยุ่งไม่เข้าเรื่อง เพราะที่ผ่านมานั้นเราทำสิ่งที่จำเจซ้ำซาก เราก็ได้หลีกออกมาแล้วคือหลีกจากงานทางโลกมาทำงานทางธรรม

และก็ละออกมาแล้ว คือละจากการมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เช่น มีแม่ มีพ่อ มีญาติอยู่ เราต้องถามว่าขีวิตเราต้องให้เขาหมดเลยหรือ ในเมื่อเรามาคนเดียวแล้วเราก็ต้องตายคนเดียวไม่มีใครตายกับเราได้ ลองดูสิคะ ในงานศพไม่ว่าจะรักกันแค่ไหนก็ไม่มีใครเดินตามไปนอนเป็นเพื่อนกันในโลง ไม่มีใครลงโลงเป็นเพื่อนเลยสักคนเดียว

อย่างเช่นเมื่อวานนี้ "คุณเปรม"ตาย แม่พลอยก็นั่งเฝ้าอยู่ในงานศพ ถามว่า คุณเปรมกับแม่พลอยรักกันไหมในสี่แผ่นดิน ..รักกันมาก พอคุณเปรมตายแม่พลอยถึงกับนิ่งพูดไม่ออก แต่แม่พลอยกล้าที่จะเปิดโลงเข้าไปบอกคุณเปรมว่า ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนคุณหรือเปล่า มีแต่พูดว่า ฉันอยากจะตายไปกับคุณ แต่ตอนที่ยังไม่ตายนี้ถ้าให้ลงไปอยู่ในโลงศพกับคุณเปรมด้วยแม่พลอยก็คงไม่เอา

ฉะนั้น ที่บอกว่ารักกันอยู่ขอบฟ้า เขาเขียว เสมือนอยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้อง ..แต่ไม่มีร่วมโลง ใช่ไหมคะ?


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2549 , 15:57:26 น.] ( IP = 203.172.117.44 : : )


  สลักธรรม 7

ต้องขอขอบคุณอีกครั้งครับ คุณศาลาธรรม ที่นำธรรมบรรยายนี้มาฝากต่อครับ

อ่านตอนนี้แล้ว ก็นึกไปนะครับว่า ผู้ที่เข้ามาร่วมอบรมคงจะได้ประโยชน์ไปไม่มากก็น้อย
และท่านที่เข้ามาอ่านเพื่อหาความรู้ ถ้าค่อยๆอ่านแล้วนึกตามไปละก็ จะได้รับความเข้าใจในเรื่องชีวิตเช่นกัน

ขออนุโมทนาสาธุในกุศลกรรม ที่ได้เพียรนำมาถ่ายทอดลงสู่กระทู้นี้อีกครั้งครับ.

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2549 , 16:00:06 น.] ( IP = 58.9.146.242 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนาด้วยค่ะ ที่ได้นำคำบรรยายการอบรมปฏิบัติธรรม มาลงกระทู้ ให้เป็นประโยชน์กับผู้อ่าน

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2549 , 17:26:30 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 9

มาติดตามอ่านต่อ ขอบพระคุณครับ

โดย pop (pop) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ย. 2549 , 20:43:45 น.] ( IP = 203.172.117.76 : : )


  สลักธรรม 10


มาเข้ารับการอบรมต่อค่ะ

เป็นการอธิบายให้เข้าใจเรื่องราวที่แท้จริงของชีวิตได้เป็นอย่างดีค่ะ

อนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 พ.ย. 2549 , 09:03:28 น.] ( IP = 58.9.142.236 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org