ความแตกต่างกันระหว่างตัณหากับอุปาทาน
ทิฏฐิ
มิจฉาทิฏฐิ มีองค์ ๒
๑. วตฺถุโน วิปริตฺตา ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่ผิด
๒. ตถา ภาเวน อุปฏฺฐานํ เชื่อและยินดีพอใจในอารมณ์นั้น
ปโยคของมิจฉาทิฏฐิ คือ สาหตฺถิกปโยค คิดเอง นึกเอง
เฉพาะอกุสลกรรมบถข้อ ๑๐ มิจฉาทิฏฐิ นั้น มีความหมายดังนี้
มิจฺฉา ปสฺสตีติ มิจฺฉาทิฏฺฐิฯ ธรรมชาติใดที่มีความเห็นวิปริตอันผิดไปจาก ความเป็นจริง นั่นแหละชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก
ทิฏฐิเจตสิก คือธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต ทำให้จิตเห็นผิด จากความเป็นจริง
มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้
อโยนิโส อภินิเวส ลกฺขณา
มีการถือมั่นด้วยหาปัญญามิได้ เป็นลักษณะ
ปรามาส รสา
มีการถือผิดจากสภาวะ เป็นกิจ
มิจฺฉาภินิเวสปจฺจุปฏฺฐานา
มีการยึดถือความเห็นผิด เป็นผล
อริยานํ อทสฺสน กามตาทิ ปทฏฺฐานา
ไม่ต้องการเห็นพระอริยะเป็นต้น เป็นเหตุใกล้
คำว่า ทิฏฐิ ถ้าใช้ลอย ๆ ก็หมายถึงมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด เว้นไว้แต่ที่ใดบ่งว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ จึงมีความเห็นว่าเป็นความเห็นชอบ ความเห็นถูก
โดยเฉพาะ ทิฏฐิเจตสิก เป็นความเห็นผิดเสมอไป
และทิฏฐินี้แบ่งอย่างหยาบ ๆ เป็น ๒ คือ ทิฏฐิสามัญ และทิฏฐิพิเศษ
ทิฏฐิสามัญ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือเห็นเป็นตัวตนบุคคลเราเขา อันเป็นความเห็นผิด แต่ที่จัดเป็นสามัญ เพราะทิฏฐิชนิดนี้มีประจำทั่วทุกตัวสัตว์เป็นปกติวิสัย (เว้นพระอริยบุคคล)
ทิฏฐิพิเศษ ได้แก่ นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ คืออเหตุกทิฏฐิ ไม่เชื่อเหตุ นัตถิกทิฏฐิ ไม่เชื่อผล อกิริยทิฏฐิ ไม่เชื่อทั้งเหตุทั้งผล และสัสสตทิฏฐิ เห็นว่าเที่ยงแท้แน่นอน อุจเฉททิฏฐิ เห็นว่าสูญ ตลอดทั้งทิฏฐิ ๖๒ ที่จัดเป็นทิฏฐิพิเศษ ก็เพราะว่าทิฏฐิชนิดนี้บางคนก็มี บางคนก็ไม่มี