มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บรรยากาศการอบรมปฏิบัติธรรม(๖)






บรรยากาศการอบรมปฏิบัติธรรม(๖)
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

มีคำถามว่า เพื่อนมาขอยืมเงิน แล้วก็รู้ว่าให้ยืมไปแล้วก็ไม่ได้คืน อย่างนี้เราสมควรจะให้ไหม?

ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ได้ให้หลักไว้ในการสงเคราะห์ญาติ เป็นให้กับบุคคลที่ควรให้ ไม่ให้กับบุคคลที่ไม่ควรให้ และบางครั้งก็ให้กับบุคลที่ไม่ควรให้

ให้กับบุคคลที่ควรให้ คือส่งเสริมอุดหนุนให้เขามีโอกาสทำความดีมีความก้าวหน้า เราก็ช่วยชีวิตเขาช่วยเหลือเขาที่เขาเรียกว่า เกื้อกูล

ให้กับบุคคลที่ไม่ควรให้ก็คือ เรารู้อยู่ว่าคนนี้ให้ไปทีไรก็แย่ทุกที เขาไม่ได้ทำความเจริญเลย แล้วบุคคลที่ไม่ควรให้นี้ก็รวมถึงบุคคลที่เรารู้ด้วยว่า เขาไม่ใช้คืน และเหตุที่ไม่ควรให้ก็เพราะว่าใจเราจะไม่ร่มเย็น

เพราะปกติแล้วคนเราให้ไม่ขาด การที่เราเสียสละเงินให้ทานนั้นเป็นกุศลแล้ว แต่กุศลนั้นจะต้องคิดให้ดีอย่าให้มาเป็นอกุศลภายหลัง

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 พ.ย. 2549 , 13:45:27 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ฉะนั้นถามว่าสมควรให้ไหม ถ้าพิจารณาแล้วก็น่าจะไม่ควรให้ แต่บางครั้งท่านบอกว่าเมื่อเป็นคนใกล้ตัว เป็นคนที่ต้องพูดให้เราฟังอยู่เรื่อยๆ ก็ควรตัดความรำคาญนั้นเสียโดยตัดสินให้อย่างให้ขาดโดยไม่ต้องบอกว่าให้ยืม เพราะรู้แล้วว่าเขาไม่คืน

เมื่อเรารู้อย่างนี้เราก็ใคร่ครวญว่า เรามีเงินพร้อมไหม มีพอที่จะเกื้อกูลเขาได้ไหม และถ้าหากเราไม่ช่วยแล้วจะเกิดความรำคาญใจตามมาหรือไม่ เช่น เขาอาจพูดว่าเราแล้งน้ำใจนี่เราจะทุกข์หนักไหม ต้องชั่งน้ำหนักก่อนระหว่างให้แล้วเป็นทุกข์กับไม่ให้แล้วเป็นทุกข์

เมื่อเราชั่งน้ำหนักแล้วเห็นว่า หากให้ไปจะเป็นทุกข์มากกว่า ก็อย่าให้ และถ้าเห็นว่าถ้าหากไม่ใช้แล้วจะเป็นทุกข์มากกว่าจะควรให้ไป เพราะเรายังมีความสามารถช่วยไหวอยู่

และเราก็รู้ว่าให้แล้วไม่ได้คืนเพราะฉะนั้นแทนที่จะให้ยืมก็ตัดสินใจให้เลย แล้วก็พูดกับเขาไปเลยว่า รู้ว่าให้ไปแล้วอย่างไรก็ไม่ได้คืน แต่ก็ยินดีที่จะช่วยซึ่งก็ช่วยได้แค่นี้แหละ

อย่างเช่นมายืมหนึ่งมื่นบาท เราก็อาจช่วยเขาได้เพียงเจ็ดพันก็บอกว่าจำนวนนี้ให้เลย และทำใจให้อย่างให้ขาดเหมือนเราบริจาคทาน แทนที่เราจะให้ยืมแล้วก็รู้อยู่ว่าอย่างไรก็ไม่ได้คืน ใจเราก็จะไม่สบายแต่เขาสบาย เพราะเขาได้ไปใช้อย่างเพลิดเพลิน แต่เราคอยนั่งรอว่าเมื่อไหร่จะคืนๆ ตรงนี้มันเป็นบาปเพราะจิตเป็นอกุศล

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 พ.ย. 2549 , 13:46:59 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

แต่พอเราให้ขาดปุ๊บ เราก็จะเกิดกุศลเพราะการให้เช่นนี้ก็เท่ากับสงเคราะห์ให้เขาไปแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้แล้ว ตอนที่เราหยิบเงินใส่ซองนั้นเราก็อาจนึกถึงพระพุทธเจ้า หรือนึกถึงสังเวชนียสถานที่เราไปมา หรือโรงพยาบาลที่กำลังสร้าง

ก็ตั้งใจว่า เงินนี้ที่เราจะให้กับบุคคลชื่อนี้ แต่กุศลที่เกิดจากจิตเจตนาสงเคราะห์บุคคลนี้เราขอถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บูชาสังเวชนียสถานทุกแห่งที่เราไป เพราะเมื่อเราทำกุศลกับพระพุทธเจ้าไม่ได้เพราะท่านดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็ขอการทำกุศลครั้งนี้เป็นเสมือนหนึ่งว่า มือของเราที่ได้หยิบยื่นให้เป็นการยื่นทำความดีเพื่อกราบถวายกุศล

มือที่คว่ำแล้วแบ ย่อมไม่แย่เท่ามือที่แบแล้วกำ เพราะมือที่คว่ำแล้วแบคือมือของผู้ให้ผู้สละ แต่มือที่หงายแล้วรับนั้นก็จะเป็นผู้กำไปไม่ว่าจะเป็นหนี้สินหรือความหวงแหน แล้วเราก็ให้บอกตัวเองเถอะว่า หน้าที่ของเราคือทำความดีที่สุดแล้ว แล้วก็มอบเงินนั้นให้เขาไป

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 พ.ย. 2549 , 13:47:35 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3

มีคำถามอีกว่า อยากหลุดพ้น คืออยากพ้นทุกข์ทั้งหลายโดยอยากทำความดีมากๆ แต่มีหน้าที่รับผิดชอบที่ไม่ทำก็ไม่ได้คือเลี้ยงดูบิดามารดา ซึ่งมันก็เป็นการกระทำที่เวียนวนอยู่ตรงนี้ก็หมดโอกาสที่จะสวดมนต์ไหว้พระหรือปฏิบัติธรรม จึงถามมาว่าแล้วจะทำอย่างไร?

ขอพูดถึงหน้าที่ก่อนนะคะ คือ คนเรานั้นมีหน้าที่สองอย่างคือ ทำไม่ได้กับไม่ทำไม่ได้ หน้าที่ที่ทำไม่ได้นั้นง่ายเลย..คืออย่าทำ เช่นให้เราไปทำผิดศีลฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น เราก็ไม่ทำ ใครมาบอกให้เรายักยอกเงิน เราก็ไม่ทำ ถ้าหากเขาบังคับเอาปืนจ่อเรา เราก็ยอมตายดีกว่าผิดศีล เพราะชีวิตนี้มันสั้นอย่างไรก็ตายอยู่ดี แต่เมื่อมีชีวิตอยู่นี้ฉันจะไม่ทำชั่ว

เรื่องผิดศีลเรื่องฆ่าสัตว์ฉันจะไม่ทำ เพราะการฆ่าสัตว์มีผล ๙ ประการ คือ ทุพพลภาพ รูปไม่งาม กำลังกายไม่ดี กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย มีความกล้าฆ่าตนเองหรือถูกฆ่าได้ มีความพินาศในบริวาร และอายุสั้น ..เพราะฉะนั้น ถ้าเราตบยุงเพียะ ก็ได้ดอกเบี้ย ๙ เปอร์เซ็นต์

ทุพพลภาพเพราะอะไร เห็นไหมว่าตอนที่ตบลงไปกว่ายุงจะตายนั้นร่างกายมันหงิกไหม แข้งขามันทุพพลภาพ แล้วคนทุพพลภาพนั้นรูปงามไหม อย่างเช่นขอทานที่วิ่งตามเราที่อินเดียรูปงามไหม..ไม่งาม เราได้ดอกเบี้ยอย่างนี้แหละจากการฆ่า

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 พ.ย. 2549 , 13:48:32 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่องานอะไรก็แล้วแต่ที่ดูแล้วผิดศีลผิดธรรมก็ไม่ต้องทำเพราะทำไม่ได้ อันนี้เป็นหน้าที่ที่ง่าย แต่มีอีกหน้าที่หนึ่ง ไม่ทำไม่ได้ก็คือ การดูแลบิดามารดา การทำกิจการการงานที่เลี้ยงชีพของตน หน้าที่เหล่านี้ไม่ทำไม่ได้ โดยเฉพาะการเลี้ยงดูตนเองนั้นจำเป็นต้องทำและทำให้อยู่ในศีลในธรรมไม่ทุจริต

การดูแลพ่อแม่นั้นเป็นหน้าที่ที่เป็นบุญมหาศาล เพราะพ่อแม่เปรียบเหมือนพระอรหันต์ในบ้าน ฉะนั้นการที่เราดูแลพ่อแม่ก็ให้คิดเลยว่า นั่นคือการก้าวบันไดปีนสู่ความเป็นพระอริยะ อย่าไปห่วงเลยเรื่องการสวดมนต์ว่าจะไม่มีเวลาสวดหรือสวดได้น้อยรอบ เพราะหากเราไม่เข้าถึงและไม่ได้ทำด้วยใจแล้วสวดมนต์ไปก็เท่านั้น

แต่สำหรับพ่อแม่นี้ท่านมีบุญคุณที่ให้กำเนิดที่เลี้ยงดูเรามา บุญคุณของท่านจึงต้องทดแทน เพราะการทดแทนบุญคุณก็เหมือนการก้าวขึ้นบันไดแห่งความดีไปสู่ความเป็นดาว และเมื่ออยู่สูงแล้วยังได้มีโอกาสศึกษาธรรมก็คือการมีแสงในตน ก็จะสามารถเปล่งแสงได้ด้วยตนเอง

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 พ.ย. 2549 , 13:50:58 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 5

ฉะนั้น อย่าไปคิดว่าเสียเวลาหรือเสียโอกาสอะไร ทดแทนบุญคุณท่านไปเถอะ และเราก็ไม่ได้ดูแลพ่อแม่ตลอดเวลา อย่างเช่นเวลาก่อนนอน เมื่อพ่อกับแม่หลับแล้วหรือเราไม่ต้องดูแล้ว ก่อนที่เราจะหลับนั้นก็มาสวดมนต์เจริญสมาธิเจริญปัญญาเสียก่อน อย่ารอให้ง่วงปุ๊บแล้วเข้านอน แต่เราเข้านอนก่อนง่วงโดยตั้งใจสวดมนต์ก่อนนอน ต่อจากนั้นทำสมาธิสักนิดนึง เช่น การดูลมหายใจเข้า-ออก พอรู้สึกง่วงแล้วก็ค่อยนอนลงไป

เมื่อนอนลงแล้วยังไม่ทันหลับ ก็ทำความรู้สึกตัวว่าเป็นรูปนอนเป็นการเจริญสติปัฏฐาน ก็จะเห็นว่าเราได้ทำกุศลมากมายทั้งสวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ และเจริญวิปัสสนา

ความดีนั้นทำได้ไม่จำกัดสถานที่ เวลา เพศหรือวัย เพราะไม่จำเป็นต้องหลีกออกจากครอบครัวไปบวชพระหรือถือศีลจึงจะทำความดีได้ แต่ความดีเกิดได้ตลอดเวลาถ้าเผื่อเรารู้จักว่าความดีคืออะไร

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 พ.ย. 2549 , 13:52:31 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 6

เพราะคนเราถ้าหากไม่รักพ่อไม่รักแม่แล้วละก็ความดีอื่นๆก็ทำยาก เพราะคนที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่เราเกิดเนี่ยเรายังไม่ดูแลเลย เรายังเฉยได้..ฉะนั้นจะให้ไปทำความดีอื่นก็จะยาก แม้กระทั่งไม่มีพ่อแม่ให้ดูแลก็ต้องระลึกถึงคุณอยู่ การระลึกถึงคุณผู้มีพระคุณนั้นเป็นตัวผลักดันให้ทำดีที่ยิ่งกว่าได้

เพราะความดีที่ยิ่งกว่านี้ก็คือการกำจัดกิเลสให้หมดไปเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน การดูแลพ่อแม่ก็เป็นการกำจัดกิเลสบางอย่างได้ เช่น เราอยากไปเที่ยวก็ต้องมีขันติอดกลั้นต่อความลำบากใจเพราะต้องพยายามปลีกออกจากความต้องการของเราที่จะไปเที่ยว นี่ก็เป็นการหลีกออกจากกิเลสประการหนึ่ง

สิ่งที่เราจะต้องละคือกิเลสก็อยู่ในชีวิตประจำวันเรานี่แหละ เช่น กินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยาก อยู่เพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่อยู่เพื่อแก้อยาก หาเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่หาเพื่อแก้อยาก ไปเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ไปเพื่อแก้อยาก..ฉะนั้น นี่คือคุณธรรมด่านแรกเลยที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้

การดูแลพ่อแม่ก็เหมือนเรากำลังสร้างพาหนะที่ดีเช่น ราชรถให้เรานั่งเพื่อไปสู่เป้าหมาย และเมื่อขึ้นราชรถแล้วเราก็ต้องมีตัวกำหนดทิศทางที่จะให้ตรงไปสู่เป้าหมายด้วยการทำกุศลชั้นเยี่ยมๆยิ่งขึ้นไป

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 พ.ย. 2549 , 15:26:40 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7

ขอยกตัวอย่างจากท่านที่นั่งอยู่แถวหน้านี้ว่า เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาได้ร่วมคณะเดินทางไปประเทศอินเดียด้วยกัน ท่านที่กล่าวถึงนี้มีภาระที่จะต้องดูแลบิดามารดาเหมือนกัน แต่ท่านก็พยายามปลีกเวลาไปทำบุญในสถานที่ดังกล่าว

หรือแม้กระทั่งผู้ที่มาต้อนรับคณะของท่านคือท่านรองประธานมูลนิธิ คุณวยุรี สุวรรณอินทร์ อดีตเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนทวีธาภิเษก คุณแม่เป็นอัมพาตต้องให้อาหารทางสายยาง ท่านได้ลาออกจากราชการเพื่อมาดูแลคุณแม่ และต้องดูแลคุณแม่มาถึง ๑๐ ปีเต็มๆ ซึ่งคุณแม่ของท่นเพิ่งเสียชีวิตครบปีไปไม่นานนี้เอง

ฉะนั้น จิตใจที่อ่อนโยนมีการดูแลบิดามารดา เป็นจิตที่ควรแก่การงานเหมือนเป็นภาชนะที่ดีที่จะรองรับสิ่งที่ดี เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าเปรียบเสมือนดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ฉะนั้น ต้องมีแจกันที่ดีจึงคู่ควรกับสิ่งที่ดี

การกตัญญูกตเวิทิตาคุณนี้แหละเป็นภาชนะที่รองรับความดี และถ้าหากมีโอกาสได้ฟังธรรมะในขณะที่ดูแลพ่อแม่ไปด้วยก็จะยิ่งเป็นการดี และจะยิ่งทำให้เราเข้าใจความเป็นไปของชีวิตได้ดียิ่งขึ้นว่า นี่ไงอีกหน่อยเราก็ต้องแก่ชรา ต้องเจ็บ และต้องตาย ท่านทั้งสองได้เดินนำหน้าเราไปเป็นบทเรียน

เมื่อเราดูแลท่านเพราะท่านเดินไม่ไหวหรือต้องไปหาหมอ นี่ก็คือบทเรียนชีวิตที่เราต้องเรียนรู้ว่าวันหนึ่งเราก็ต้องเดินไปสู่ความไม่ไหวเช่นนี้ และสมมุติว่าเมื่อวันหนึ่งท่านต้องจากเราไปก็คือบทเรียนเช่นกันที่อีกหน่อยเราก็เป็นเช่นนั้น สิ่งที่อยู่ในโลกนี้ก็คือครูผู้ให้การศึกษาแก่เรา ถ้าหากเราดูแล้วรู้ ดูดีเก็บมาใช้ ดูชั่วเก็บไปละก็จะเกิดประโยชน์มาก อนุโมทนาด้วยนะคะที่ดูและบิดามารดา

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 พ.ย. 2549 , 15:27:49 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 8

"ความดีเกิดได้ตลอดเวลาถ้าเผื่อเรารู้จักว่าความดีคืออะไร"

อนุโมทนาด้วยค่ะ ที่ได้นำการถาม-ตอบที่เป็นประโยชน์มาให้อ่านต่อเนื่อง

โดย เซิ่นดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 พ.ย. 2549 , 07:36:40 น.] ( IP = 58.8.45.193 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org