มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แสงแห่งประทีป (๙)






พระอาจารย์บุญมี เมธางกูร

แสงแห่งประทีป (๘)

แสงแห่งประทีป (๙)



บัดนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า ควรจะถึงประเด็นสำคัญในเหตุผลที่ว่าคนที่ตายแล้วไปเกิดอีกได้นั้น อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะนำให้ผู้ตายไปเกิด คิดว่าท่านทั้งหลายก็คนถือว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย ข้าพเจ้าจะขอแสดงอำนาจที่ผลักดันให้การปฏิสนธิบังเกิดขึ้นเสียก่อน

ปัญหาที่ว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยนำสัตว์ทั้งหลายให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด หรือต้องสืบต่อไปยังภพใหม่มิได้หยุดหย่อนนั้น ถ้าจะว่าอย่างง่าย ๆ สั้น ๆ ที่สุด ก็คือเราอยากจะเกิดต่อไปนั่นเอง

คนทุกคน สัตว์ทุกตัว ตายแล้วต้องไปเกิดอีกก็เพราะมีจิตปรารถนาจะอยู่ต่อไปอีก มีจิตปรารถนาจะไปเกิดใหม่อีก

ความปรารถนานั้นมีกำลังความสามารถอันมหาศาล แม้ว่าความปรารถนานั้นจะไม่อาจมองเห็น หรือจะสัมผัสไม่ได้ก็ตาม ผู้ที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาในขั้นละเอียดก็จะได้เห็นความจริงอันน่าพิศวงนี้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 พ.ย. 2549 , 09:44:05 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ตั้งแต่เราตื่นนอนขึ้นในเวลาเช้าแล้วหลับในเวลากลางคืน ตลอดเวลาเหล่านั้น เราได้ไขว่คว้าหาอารมณ์อยู่เรื่อยๆ ประเดี๋ยวเราก็ต้องการเห็น ต้องการได้ยิน ต้องการคิด ต้องการเคลื่อนไหวอิริยาบถ ความต้องการหรือปรารถนาเหล่านั้นมิได้หยุดยั้งเลย มีแต่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเราได้อะไรสมความปรารถนาแล้ว เราก็ปรารถนาอย่างอื่นและอย่างอื่นๆ ต่อไปอีกโดยมิได้ว่างเว้นเลยจนตลอดชีวิต เพื่อความดำรงคงอยู่ของชีวิต เพื่อให้ชีวิตแจ่มใสสดชื่นเบิกบาน เพื่อให้ทุกข์เบาบางหรือหายไป เราปรารถนาที่จะได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้ถูกต้อง ได้คิดนึกเรื่องทีดีๆ ที่เราพอใจนั้นๆ อยู่เสมอ

ครั้นเมื่อได้อารมณ์นั้นอันเป็นที่พึงพอใจแล้ว ก็ติดอกติดใจในอารมณ์นั้นๆ อย่างแน่นหนา แล้วหาลู่ทางที่จะได้มาซึ่งอารมณ์ที่ตนพอใจนั้นๆ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ความพอใจในอารมณ์เหล่านั้น ก็ย่อมประทับไว้ในจิตอย่างมั่นคงมิได้หลุดถอน

ความปรารถนาที่จะได้อารมณ์ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ ทางธรรมเรียกว่า โลภตัณหา

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 พ.ย. 2549 , 09:49:01 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2



คำว่าตัณหานี้ ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพุทธศาสนาก็เข้าใจว่าหมายถึงในเรื่องชู้สาวเท่านั้น แต่ความจริงตัณหามีความหมายมากยิ่งกว่านั้น คือ หมายถึงความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากทวารทั้ง ๖ นั่นเอง เช่นยินดีติดใจในการเห็น การได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ได้คิดนึกต่างๆ

แม้แต่อารมณ์ที่เป็นโทสะ คือความไม่พอใจในอารมณ์ ก็เป็นเหตุให้เกิดตัณหาได้เหมือนกัน เช่น เมื่อเราเห็นสิ่งที่ไม่ดี หรือได้ยินเสียงอันระคายโสตประสาทเราก็ไม่พอใจ เมื่อไม่พอใจแล้วเราทำอย่างไร ? เราก็หลีกหนี เราหลีกหนีไปไหน ? เราก็หลีกหนีเพื่อหาสิ่งที่ดีที่พอใจต่อไปใหม่

หรือเราได้กลิ่นเหม็นเราก็ไม่ชอบใจ เพราะมันเป็นอารมณ์ที่เราไม่พึงปรารถนา เราก็ไปให้พ้นจากกลิ่นเหม็นนั้น แต่ก็หนีไปไม่พ้นจากการที่จะแสวงหากลิ่นที่หอมหรืออารมณ์ที่ต้องใจอื่นๆ ต่อไปอีก

นี่แสดงว่าอารมณ์ที่ไม่พอใจก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยนำไปสู่อารมณ์ที่พอใจจนได้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 พ.ย. 2549 , 09:50:13 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3



เมื่อเราได้อารมณ์ที่พอใจแล้ว เราก็มีความยินดีติดใจในอารมณ์นั้น อารมณ์นั้นๆ ก็จะฝังมั่นประทับไว้ในจิต ความยึดมั่นนี้ ทางธรรมะเรียกว่าอุปาทาน

เช่น เรารับประทานอาหารอะไรอย่างหนึ่งมีรสอันโอชะเป็นพิเศษจนทำให้เราติดใจ ความติดอกติดใจนั้นจะเก็บประทับเอาไว้แน่นหนา ถ้ามีโอกาสเราก็พยายามให้ได้ซึ่งรสหรืออารมณ์นั้นๆ อีก หรือเราดูภาพยนตร์ เรื่องที่สนุกมากๆ เราก็ติดอกติดใจอยากดูเรื่องที่สนุกๆ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ถ้ามีโอกาส

ความยินดีติดใจในอารมณ์หรือตัณหานี้ มีกำลังมากเกินที่ผู้ใดผู้หนึ่งจะคาดคิดว่าจะเป็นไปได้ ถ้ามิได้ศึกษาให้เข้าใจถึงความละเอียดในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็จะไม่มีทางทราบได้เลย แม้แต่เพียงคิดก็ไม่มีใครได้คิดไปถึงเสียแล้วว่า กำลังของตัณหานี้เองที่เป็นตัวนำให้การปฏิสนธิเกิดขึ้นชาติแล้วชาติอีกมิได้หยุดหย่อน ซึ่งก็คือการที่เราปรารถนาที่จะเกิดต่อไปนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 พ.ย. 2549 , 09:51:16 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4



บัดนี้ก็ถึงปัญหาที่ว่า เหตุใดเมื่อเจตนาหรือตัณหาประทับลงไว้ในจิตอยู่เสมอแล้ว กำลังของเจตนาหรือตัณหานั้นจึงผูกมัดรัดรึงสัตว์ทั้งหลายไว้ให้คงอยู่ในวัฏฏะจนไม่สามารถดิ้นรนให้หลุดรอดไปได้

กำลังของกรรม คือตัณหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาหลับสนิทนั้น วันหนึ่งๆ มิใช่เล็กน้อย ถ้ารวมกันตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงวันตายแล้ว ก็หมดปัญญาที่ผู้ใดจะคิดหรือคาดคะเนได้ว่ามากสักเท่าใด ประเดี๋ยวก็อยากเห็น อยากได้ยิน อยากได้ลิ้มรส และอยากคิดนึก ฯลฯ ซ้ำแล้วซ้ำอีกวันยังค่ำ และเมื่อได้รับอารมณ์เหล่านั้นสมความปรารถนาแล้ว ก็อยากได้อารมณ์อื่นๆ อีกไม่มีวันจบสิ้น

อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ นั้น ทุกอารมณ์ก็ย่อมประทับสั่งสมลงไว้ในจิตอย่างสลับซับซ้อนมากมาย กำลังของอารมณ์ก็ย่อมมีเจตนาหรือความปรารถนารวมอยู่ด้วย ความปรารถนามีกำลังมาก ก็ย่อมเป็นไปตามปรารถนานั้น ๆ ความปรารถนาที่จะได้พบชาติใหม่หรือที่จะเกิดใหม่นั่นเอง ที่ทำให้ภพชาติมิได้มีสิ้นสุด ไม่ว่าเป็นความปรารถนาโดนตรงหรือโดยปริยายก็ตาม

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 พ.ย. 2549 , 09:51:48 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5



ธรรมชาติของกรรมที่กระทำนั้นเป็นสิ่งที่น่าพิศวง เพราะไม่มีตัวตนที่เราจะถูกต้องได้ จะวัดหรือชั่งตวงไม่ได้ แต่ก็มีอำนาจแสดงกำลังความสามารถได้

กำลังของกรรม กำลังของความปรารถนา หรือตัณหา แม้มันไม่มีตัวตนก็ดี แม้มันได้เกิดขึ้นในอดีตและดับไปแล้วก็ดี มันก็ยังมีความสามารถที่จะแสดงออกโดยการกระทบกับจิตอันก่อให้เกิดอารมณ์ขึ้นมิได้หยุดหย่อน

สามารถสร้างภาพสร้างชาติก็ยังได้อีก และคนที่ตายไปแล้วไปเกิดก็ด้วยกำลังอำนาจนี่เองผลักดัน ทั้งมิได้สืบต่อไปแต่จิตอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ด้วยอำนาจของกรรมหรือตัณหานี้ยังมีอานุภาพสร้างรูปขึ้นในภพใหม่ได้ด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 พ.ย. 2549 , 09:52:19 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6



พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแยกธรรมที่จะเป็นเหตุนำให้สัตว์ไปปฏิสนธิ ๔ ประการ คือ

ครุกรรม (กรรมหนัก) ทางฝ่ายกุศลเช่นทำฌาน ทางฝ่ายอกุศลเช่นฆ่าพ่อ ฆ่าแม่เป็นต้น กรรมนี้เป็นกรรมหนักมีกำลังมาก ดังนั้นเมื่อเวลาจุติคือตาย กำลังของกรรมนี้ก็จะเกิดขึ้นเป็นชนกกรรม นำไปสู่การปฏิสนธิ ไม่มีกรรมใดมาขัดขวางได้ เราะเป็นกรรมหนักมีกำลังมากต้องให้ผลก่อน

อาสันนกรรม (กรรมใกล้ตาย) บุคคลใกล้จะตายอาจได้รับอารมณ์อะไรก็ได้ ที่เกิดขึ้นติดชิดกับความตาย เช่นขณะนั้นเห็นพระพุทธรูป ได้ยินเสียงสวดมนต์ เป็นต้น

อาจิณกรรม (กรรมที่ทำอยู่เสมอ) ถ้าอาสันนกรรมมิได้ให้ผลแล้ว อาจิณกรรมก็จะมาให้ผล ข้อนี้ก็คือ บุคคลทั้งหลายย่อมกระทำกรรมอยู่เสมอ เมื่อเช่นนี้กรรมที่กระทำอยู่เสมอนี้มีโอกาสมากทีสุด จะกระทบจิตทำให้เกิดอารมณ์ขึ้น แล้วแต่อารมณ์นั้นจะเป็นกุศลหรืออกุศล

กฏัตตากรรม (กรรมเล็กน้อย) ถ้ากรรมอื่นๆ ทั้งหมดไม่ให้ผลแล้ว กรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะมาปรากฏในอารมณ์ นำไปสู่การปฏิสนธิได้


(คัดมาจากคำสอนของพระอาจารย์บุญมี เมธงฺกุโร)


โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 พ.ย. 2549 , 09:52:56 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 7

มาติดตามแสงแห่งประทีป ต่อค่ะ

ตายแล้วต้องไปเกิดอีก ก็เพราะมีจิตปรารถนา (ตัณหา) ที่อยากต้องการเห็น,ได้ยิน....เป็นต้น นั่นเอง

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 พ.ย. 2549 , 12:51:10 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 8

ซาบซึ้งในคำอธิบายมากเลยครับท่านอาจารย์ ที่ท่านได้อธิบายถึงอำนาจของตัณหา ที่เป็นตัวการสำคัญที่นำให้ชีวิตต้องเวียนว่ายตายเกิดนั้น

ทำให้ผมรำลึกนึกถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างแสนเสียดาย

เสียดายเวลาที่ปล่อยเลยไปโดยไม่ศึกษาจริงๆจัง จนกระทั่งวันนี้ก็มีเพียงตัวอักษรให้เรียนรู้ ซึ่งถ้าท่านอาจารย์ยังอยู่ ผมมั่นใจครับว่า อภิธรรมคงถูกบ่มเพาะลงในจิตใจได้อย่างมากมายมากกว่านี้แน่นอนครับผม

กราบระลึกถึงพระคุณอย่างสูงครับท่านอาจารย์ที่เคารพ

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 พ.ย. 2549 , 08:49:50 น.] ( IP = 58.9.135.200 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org