มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๑)






ผ่านเมฆมองจันทร์

คำนำ


ผู้ใดที่ได้ศึกษาพระพุทธประวัติจะพบว่าบทบาทของสตรี โดยเฉพาะภิกษุณีที่นอกจากจะบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ยังมีบทบาทในการช่วยงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกด้วย

ปัจจุบันนี้แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนเกินกึ่งพุทธกาลแล้วก็ตาม ก็ยังพบเห็นว่ามีสตรีอีกหลายๆ ท่าน ที่ยังคงดำรงตนช่วยงานพระพุทธศาสนาอยู่ จึงกล่าวได้ว่าสตรีเพศก็มีความสามารถช่วยงานเผยแผ่ธรรมะได้เท่าเทียมกับบุรุษเพศ

ซึ่งบางครั้งจะพบว่า เรื่องบางเรื่อง ปัญหาบางประการ เมื่อมีสตรีเข้าไปแก้ไขสามาถกระทำได้สำเร็จอาจดีกว่าบุรุษเสียด้วยซ้ำไป

ผู้เขียนมีความประทับใจในอาจารย์สอนธรรมะของผู้เขียนท่านหนึ่งซึ่งเป็นสตรี ท่านมีความรู้ความสามารถพร้อมทั้งทางด้านปริยัติ และปฏิบัติ และยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตในทางโลกได้เป็นอย่างดี

ผู้เขียนจึงได้นำเรื่องราวส่วนหนึ่งจากชีวิตของท่าน ประกอบกับความรู้ที่ได้ศึกษานำมาเขียนเป็นเรื่อง สิตางศุ์ ในภาค ๑ ว่าด้วยคำสอนของพ่อ และเรื่อง ผ่านเมฆมองจันทร์ ในภาค ๒ เล่มนี้ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนา

ด้วยมุ่งหวังคุณประโยชน์ที่จะบังเกิดแก่ท่านสาธุชนทั้งหลายด้วยเจตนารมณ์อันสุจริตที่จะช่วยจรรโลงงานพระพุทธศาสนา หากมีข้อผิดพลาดประการใดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผู้เขียนขอน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว

และกุศลทั้งมวลที่พึงบังเกิด ขอกราบบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มอบทางอันประเสริฐ และพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายผู้ดำเนินตามไปแล้วด้วยดี

และขอกราบถวายกุศลแด่ครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่ข้าพเจ้า โดยเฉพาะอาจารย์บุษกร เมธางกูร ผู้จุดประกายให้ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องนี้

ด้วยความตั้งใจในการเขียนเรื่องนี้ให้ออกมาเป็นแนวนวนิยายเพื่อไม่ให้ผู้อ่านคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องยาก และเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน

ขณะเดียวกันก็ได้รู้วิธีการปฏิบัติวิปัสสนาในแนวสติปัฏฐาน ๔ ด้วยความหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้นำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เพื่อการบรรลุพระพุทธประสงค์ในอันที่จะพาเวไนย์ไปสู่ความพ้นทุกข์ ขอจงสมมาดปรารถนาทุกท่าน


สัตตบงกช



โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 พ.ย. 2549 , 14:46:54 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1





เมฆ ๑๐ ชนิด – กิเลส ๑๐ อย่าง

…เมื่อใดที่เมฆทั้ง ๑๐ สลายตัวหมดไป ท้องฟ้าย่อมแจ่มใส
เราสามารถมองเห็นพระจันทร์ได้ชัดเจน ฉันใด
บุคคลใดที่กิเลส ๑๐ ถูกประหารให้หมดลงไป
จิตใจย่อมใสบริสุทธิ์ก็จะสามารถเข้าถึงพระนิพพาน ได้ฉันนั้น…


หญิงสาวค่อยๆ ก้าวเดินออกมาที่ระเบียงบ้านอย่างช้าๆ โดยการใช้วอล์กเกอร์ช่วยพยุงตนเอง หลังจากได้รับคำสั่งของแพทย์ให้พักฟื้นหลังการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ด้วยการกำหนดให้ใช้อิริยาบถนอนเป็นส่วนใหญ่ เดิน และยืนได้บ้าง แต่ห้ามนั่งโดยเด็ดขาด เป็นเวลา ๑ เดือน

ทว่าขณะนี้เธอรู้สึกว่าไม่สามารถที่จะนอนพักได้อีกต่อไป สา เหตุเพราะทุกๆ ปีในเวลานี้เธอจะต้องพาลูกศิษย์ไปบำเพ็ญกุศล “มาฆะปุรณมี” ที่ในแต่ละปีเธอพยายามสรรหาวิธีการที่จะทำให้พวกเขาได้เกิด อปรเจตนา ซึ่งเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้กระทำกุศลนั้นไปแล้ว

อปรเจตนานี้มักเกิดขึ้นได้ยาก บางคนทำแล้วก็แล้วไป ไม่ค่อยได้กลับมาระลึกถึง แม้ว่าบางครั้งจะเป็นบุญที่มีกำลังมากก็ตาม ดังเช่นบรรดาลูกศิษย์ที่เธอได้เคยพาไปสักการะสังเวชนียสถานถึง ๒ ครั้ง แต่ละครั้งนั้นทุกคนเกิดความปีติเป็นล้นพ้น แต่มาบัดนี้หลายๆ ท่านได้ลืมความรู้สึกเช่นนั้นไปแล้ว เป็นการปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 พ.ย. 2549 , 14:53:39 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2



ฉะนั้นคราใดที่ถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเธอจะกล่าวนำเพื่อย้อนอดีตให้ทุกๆ คนได้กลับไปรำลึกเหตุการณ์ที่ครั้งหนึ่งเกิดความปีติใจอย่างล้นพ้น แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังสามารถจดจำได้ การระลึกเช่นนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ยังอิ่มเอิบใจเหมือนกับได้นั่งอยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ

อปรเจตนานี้เป็นบุญที่มีกำลังมาก และยืนยาวกว่าบุญอื่น เป็นบุญที่ให้ผลแก่ผู้กระทำในปัจฉิมวัย คือ ตั้งแต่ ๕๐ ปีขึ้นไปจนตาย ซึ่งในวัยนี้ร่างกายทุกคนเริ่มทรุดโทรม ไม่มีกำลัง อำนาจต้านทานโรคก็น้อยลง จะเห็นได้ว่าผู้ที่แข็งแรงในวัยนี้หาได้น้อยมาก ทั้งนี้เพราะกุศลอปรเจตนาซึ่งเป็นกุศลที่จะส่งผลให้ในวัยนี้เกิดได้ค่อนข้างยากนั่นเอง

เธอคิดว่าในเมื่อลูกศิษย์ทุกคนให้ความเคารพยกย่องว่าเธอเป็นอาจารย์ของพวกเขา เธอจึงควรจะรับผิดชอบในวางโครงการอนาคต(ชาติ)ที่ดีให้กับพวกเขา ดังนั้นทุกครั้งที่มีโอกาส เธอจึงไม่ลืมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้นำให้พวกเขาได้เกิดเจตนาของกุศลครบ ๓ กาล แต่เมื่อสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยให้กระทำกิจกรรมเช่นนั้นได้ เธอจึงคิดว่าควรใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

ครั้นเมื่อออกมายืนที่ระเบียงแล้ว สภาพอากาศที่ปลอดโปร่งแจ่มใสหลังฝนตกทำให้เธออดไม่ได้ที่จะยืนมองธรรมชาติของท้องฟ้าที่สะท้อนแสงสีในยามที่พระอาทิตย์กำลังจะลับหายไปจากสายตา ภาพกลุ่มเมฆรูปทรงต่างๆ ที่ปรากฏในท้องฟ้าทำให้เธอนึกย้อนไปถึงอดีต

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 พ.ย. 2549 , 14:54:33 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3



ตอนวัยเด็กที่เธอได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของโรงเรียนเข้าแข่งขันการประกวดทางวิชาการเป็นประจำแทบทุกปี ซึ่งคุณครูต้องกวดวิชาให้เธอเป็นพิเศษหลังเลิกเรียน จำได้ว่าตอนเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายนั้น นอกจากเนื้อหาวิชาอื่นๆ แล้ว เธอยังต้องท่องชื่อเมฆชนิดต่างๆ อีกด้วย แม้เมื่อกาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดเธอก็ยังไม่เคยลืมชื่อเมฆชนิดต่างๆ ที่มีถึง ๑๐ ชื่อด้วยกัน คือ

๑. เมฆเซอรัส (Cirrus Cloud) มีลักษณะเป็นแผ่นบางสีขาวเจิดจ้า จนแสงอาทิตย์สามารถส่องผ่านได้อย่างดี มีหลาย ๆ รูปทรง เช่น เป็นฝอย คล้ายขนนกบางๆ หรือเป็นทางยาว

๒. เมฆเซอโรสคิวมูลัส (Cirrocumulus Cloud) มีลักษณะเป็นปอยบางๆ สีขาว หรือคล้ายขนแกะหรือปุยนุ่น

๓. เมฆเซอโรสเตรตัส (Cirrostratus Cloud) มีลักษณะคล้ายกับเมฆเซอรัส แต่จะแผ่ออกไปเป็นแผ่นเยื่อบางๆ ต่อเนื่องเป็นแผ่นตามทิศทางของลมในระดับสูง

ทั้ง ๓ ชนิดนี้จัดเป็น เมฆชั้นสูง เพราะอยู่ที่ความสูง ๒๐,๐๐๐ - ๖๐,๐๐๐ ฟุต ขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นเมฆที่มีสีขาว และไม่ทำให้เกิดฝน

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 พ.ย. 2549 , 14:55:08 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4



๔. เมฆอัลโตคิวมูลัส (Altocumulus Cloud) จะมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนเล็ก ๆ คล้ายฝูงแกะที่อยู่รวมกัน หรือเกิดเป็นก้อนซ้อน ๆ กันคล้ายกับยอดปราสาท บางครั้งเมฆชนิดนี้เกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวในลักษณะลูกคลื่นของลม ทำให้เกิดมีรูปร่างคล้ายกับจานบินหรือแผ่นเลนส์นูน

๕. เมฆอัลโตสเตรตัส (Altostratus Cloud) มีลักษณะเป็นแผ่นปกคลุมบริเวณกว้าง บริเวณฐานเมฆจะเป็นสีเทา สีฟ้า สามารถบังดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์ ทำให้เห็นเป็นฝ้าๆ ทำให้เกิดฝนละอองได้

ชนิดที่ ๔ และ ๕ นี้ จัดเป็น เมฆชั้นกลาง อยู่ที่ความสูงระหว่าง ๖,๕๐๐๐ - ๒๐,๐๐๐ ฟุต

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 พ.ย. 2549 , 14:55:40 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5



๖. เมฆสเตรตรัส (Stratus Cloud) มีลักษณะเป็นแผ่นสีเทา ไม่รวมตัวกันอยู่เป็นบริเวณกว้างมากนัก บางครั้งอาจเกิดในระดับต่ำมากคล้ายหมอก จะเคลื่อนที่ตามลมได้เร็ว และอาจทำให้เกิดฝนละอองได้

๗. เมฆสเตรโตรคิวมูลัส (Stratocumulus Cloud) มีลักษณะเป็นก้อนกลมที่เรียงติดกันเป็นแถวๆ รวมกันคล้ายคลื่น บางครั้งอาจจะแยกตัวออกเป็นกลุ่มที่ประกอบด้วยก้อนเล็ก ๆ จำนวนมาก

๘. เมฆนิมโบสเตรตรัส (Nimbostratus Cloud) มีลักษณะเป็นแผ่นสีเทาเข้ม ปกคลุมเป็นบริเวณกว้างมาก ทำให้เกิดฝน หรือหิมะตกในปริมาณเล็กน้อยถึงปานกลางต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ ได้

๙. เมฆคิวมูลัส (Cumulus Cloud) มีลักษณะเป็นก้อนหนา ฐานเมฆมักแบนราบ อาจเกิดเป็นก้อนเดี่ยวๆ หรือรวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ทำให้มองเห็นคล้ายดอกกระหล่ำปี

เมฆ ๔ ประเภทหลังนี้จัดเป็น เมฆชั้นต่ำ เพราะอยู่ที่ความสูงจากผิวพื้น ไม่เกิน ๖,๕๐๐๐ ฟุต

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 พ.ย. 2549 , 14:56:15 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6



๑๐. เมฆฝนฟ้าคะนอง เป็นเมฆก่อตัวในทางตั้งที่สูงมาก คือมีความสูงของฐานเมฆประมาณ ๑,๖๐๐ ฟุต โดยส่วนยอดเมฆ มีความสูงไม่แน่นอน บางครั้งสูงถึงระดับเมฆชั้นสูง หากมีลักษณะคล้ายดอก กระหล่ำปลี ก่อตัวสูงเสียดขึ้นไปในเมฆชั้นสูง ฐานเมฆมีสีเทาดำ จะมีชื่อเรียกว่า เมฆทาว์เวอริ่งคิวมูลัส (Towering Cumulus Cloud) ซึ่งทำให้เกิด ฝนฟ้าคนอง แต่ถ้ายอดเมฆแผ่ออกเป็นรูปทั่ง ก็เรียกว่า เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus Cloud)

เมฆประเภทที่ ๑๐ ทั้งสองชนิดนี้เองที่เป็นตัวการทำให้เกิดฝนตกหนัก ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง บางครั้งเป็นลูกเห็บตก

.....เธอค่อยๆ ลำดับความจำที่เคยมีมา จนสามารถระลึกชื่อเมฆชนิดต่างๆ ได้เกือบหมด ทำให้รู้สึกระลึกถึงพระคุณของครูที่ได้ให้เคล็ดลับในตอนนั้นว่า

“สิตางศุ์ …เธอต้องจำไว้นะ หากมีชื่อ เซอโร ..เซอรัส เมื่อไรก็เป็นเมฆชั้นสูง แต่ถ้าเป็นอัลโต ก็จะเป็นเมฆชั้นกลาง ชื่ออื่นนอกนั้นเป็นเมฆชั้นต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีคำว่า สเตรโตร …สเตรตัส …”

โดย สัตตบงกช (สัตตบงกช) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 พ.ย. 2549 , 14:57:19 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 7



สายลมที่กรรโชกมาเป็นระยะๆ ทำให้เมฆชนิดต่างๆ นั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วช้าต่างกัน พระอาทิตย์ลับไปจากขอบฟ้านานแล้ว ในขณะที่อีกด้านหนึ่งพระจันทร์เริ่มทอแสงสาดกระทบคลื่นเมฆสีขาว ดูเสมือนเป็นภาพศิลปะที่มีการเคลื่อนไหวอย่างน่าดู จนทำให้เธอไม่อาจละสายตาไปจากท้องฟ้าได้

…ความแปรเปลี่ยนบนม่านฟ้าในเวลานี้ ดูไปแล้วไม่ต่างไปจากความคิดของคนเราที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา บางเวลาเรื่องบางเรื่องดูเหมือนจะมืดสนิทประดุจมีก้อนเมฆทาว์เวอริ่งคิวมูลัส ปกคลุมจนเต็มท้องฟ้า ทำให้ไม่มีแสงสว่างที่พอจะมองเห็นลู่ทางการแก้ปัญหาได้เลย

แต่ทว่าเมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไป ดังเช่นฟ้าหลังฝนในขณะนี้ ซึ่งเมฆก้อนเดิมนั้นได้แปรสภาพไปเป็นฝนแล้ว ส่วนที่เหลือก็จะถูกกระแสลมพัดพาให้กระจายออกไป คงเหลือไว้แต่เพียงเมฆสเตรโตรคิวมูลัสสีขาวบางๆ ที่เป็นประดุจคลื่นในท้องทะเล ปกคลุมเต็มไปหมด

ยิ่งเมื่อแสงจากพระจันทร์สาดส่องมากระทบเข้า เมฆสีขาวเหล่านั้นก็ถูกแต้มด้วยสีส้มเหลือบสลับกับสีเหลืองทอง และแล้วค่อยๆ กระจายลอยห่างออกจากกัน จนกลับกลายมาเป็นเส้นสีขาวบางๆ ยิ่งลอยออกไปไกลเท่าไร สีขาวก็จะยิ่งจางลง ๆ จนหายไปในที่สุด ภาพต่างๆ ที่ได้เห็นทำให้สิตางศุ์นึกไปถึงภาษิตที่กล่าวว่า … ความทุกข์ หรือปัญหา คือสมบัติอันมีค่าของพระอริยะ

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 พ.ย. 2549 , 14:58:00 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 8



อาจเป็นเพราะสภาพอากาศอันเนื่องมาจากฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักในตอนเย็น จึงทำให้พระจันทร์ที่ปรากฏโดดเด่นอยู่เหนือแมกไม้ดูสวยสดเป็นพิเศษด้วยแสงสีรุ้งที่เรื่อๆ อยู่รายรอบ และดูเสมือนว่าวงกลม ที่เป็นปรากฏการณ์ทรงกลดนั้น จะค่อยๆ ขยายกว้างมากขึ้นๆ

จากความรู้ที่เรียนมาทำให้เธอบอกตัวเองว่า พระจันทร์ทรงกลดที่เห็นอยู่ในขณะนี้ เกิดจากการสะท้อนและหักเหของแสงจากพระจันทร์ ที่เมื่อกระทบเข้ากับเกล็ดน้ำแข็ง เล็ก ๆ ของละอองไอน้ำชั้นบนของบรรยากาศจึงทำให้เห็นภาพของพระจันทร์ขยายขนาดโตขึ้นซ้อนกันกับพระจันทร์ดวงจริง เมื่อมีรังสีของแสงสีรุ้งกระจายอยู่โดยรอบย่อมทำให้เกิดความสวยงาม ยิ่งท้องฟ้ามืดสนิทก็จะยิ่งทำให้เห็นปรากฏการณ์รังสีทรงกลดของพระจันทร์ได้อย่างชัดเจน

ขณะเดียวกันเงามืดมัวๆ ในพื้นสีเหลืองทองที่สุกปลั่งของดวงจันทร์ ซึ่งใครๆ มักมองเห็นเป็นรูปของกระต่ายนั้นก็ดูเด่นชัดขึ้น ….ตั้งแต่เริ่มจำความ เธอเคยฟังการบอกเล่ามาว่าเป็นสัญญลักษณ์ของกระต่ายตัวหนึ่ง

ซึ่งเมื่อครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมี กระต่ายน้อยตัวนี้จะคอยเฝ้าดูอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา ครั้นเห็นว่าพระองค์ไม่ได้ทรงเสวยอะไรเลย จึงตั้งจิตอธิษฐานสละชีวิตของตนเอง โดยกระโดดเข้ากองไฟเพื่อจะได้เป็นอาหารให้แก่พระโพธิสัตว์

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 พ.ย. 2549 , 14:58:49 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 9



….นับแต่นั้นมา คราใดที่สิตางศุ์มองไปยังดวงจันทร์ เธอก็อดระลึกถึงเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะเธอคิดว่ากระต่ายตัวนั้นได้กระทำสิ่งที่สูงส่ง สมควรที่จะได้อยู่ในที่สูงเป็นอย่างยิ่ง

เช่นเดียวกัน บิดาของเธอเคยอุปมาให้ฟังว่า พระจันทร์เป็นของสูง ส่องแสงที่ร่มเย็นให้กับผู้คนทั้งหลาย แม้เราจะสามารถมองเห็นได้ก็ตาม แต่การเดินทางเพื่อไปถึงพระจันทร์นั้นเป็นไปได้ยากยิ่ง ซึ่งไม่ต่างไปจากพระนิพพานที่ทุกคนยอมรับว่าเป็นธรรมเบื้องสูง ผู้ที่เรียนพระอภิธรรมทุกคนย่อมรู้จัก และรู้ดีว่าเป็นธรรมประเภทใด แต่ก็ไปถึงได้ยากเช่นเดียวกัน เว้นแต่ว่าบุคคลผู้นั้นต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่อย่างพิเศษ

มาถึงตอนนี้เมฆที่เหลืออยู่ในท้องฟ้าเบาบางลงไปมากแล้ว แม้ว่าขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออกจะยังคงมีเมฆคิวมูลัสหนาทึบก้อนใหญ่อยู่ก็ตาม แต่ส่วนใหญ่จะปรากฏเมฆอัลโตคิวมูลัส ที่มองดูคล้ายฝูงแกะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ รวมทั้งเมฆเซอรัสที่มีลักษณะเป็นแผ่นสีขาวบางๆ เสมือนมีใครมาใช้พู่กันป้ายไว้

ทำให้สิตางศุ์อดคิดไม่ได้ว่ากิเลสที่เรามีอยู่นั้นก็คงไม่ต่างไปจากเมฆที่มีอยู่ในท้องฟ้าสักเท่าไรนัก เพราะบางเวลาก็มีน้อย แต่บางเวลาก็มีมาก และไม่มีใครรับประกันได้ว่า เมื่อไรกิเลสชนิดใดจะปรากฏขึ้น คืนนี้ก็เช่นเดียวกันจะปรากฏเมฆอื่นๆ อีกหรือไม่นอกจาก ๓ ชนิดที่เห็นอยู่ในขณะนี้

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 พ.ย. 2549 , 14:59:25 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 10



ดังนั้นเมฆที่มีอยู่ ๑๐ ชนิดก็คงไม่ต่างไปจากกิเลส ๑๐ อย่างที่คนเรามีสักเท่าไรนัก เพราะกิเลสแต่ละตัวก็มีอาการที่แตกต่างกันออกไป

เช่นเดียวกันหากเมื่อใดท้องฟ้ายังคงหนาแน่นไปด้วยเมฆมากมายหลายชนิด โอกาสที่จะมองเห็นดวงจันทร์ย่อมเป็นไปไม่ได้ ซึ่งไม่ต่างไปจากปุถุชนที่หนาแน่นด้วยกิเลสย่อมไม่มีโอกาสเห็นหรือถึงพระนิพพานนั่นเอง

แต่ทว่าเมื่อใดที่เมฆทั้ง ๑๐ สลายตัวหมดไป ท้องฟ้าย่อมแจ่มใส เราสามารถมองเห็นดวงจันทร์ได้ชัดเจนฉันใด บุคคลใดที่กิเลส ๑๐ ถูกประหารให้หมดลงไป จิตใจย่อมใสบริสุทธิ์ ก็จะสามารถเข้าถึงพระนิพพานได้ฉันนั้น

ยิ่งคิด ...สิตางศุ์ก็ยิ่งอดคิดถึงบิดาไม่ได้…

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 พ.ย. 2549 , 14:59:56 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org