มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ศึกษาที่มาเรื่องของ๒.จิต-จากหลักฐานต่างๆทางพระพุทธศาสนา




ศึกษาที่มาเรื่องของ๒.จิต-จากหลักฐานต่างๆทางพระพุทธศาสนา



๒.๑.๑ นิยามและความหมายของจิต
จิต เป็นธรรมชาติรู้อารมณ์( อารมมณวิชานนลกขณํ ) คือ ได้รับอารมณ์อยู่เสมอทำความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายให้วิจิตร ก็เพราะอำนาจของจิต ความวิจิตรของสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายนั้นเพราะกำเนิดวิจิตร เพราะการกระทำทางกาย วาจา ใจวิจิตร เพราะตัณหาคือความพอใจวิจิตรเพราะสัญญา คือ ความจำเรื่องราวต่างๆวิจิตร ก็เพราะจิตวิจิตร
สรุปความว่า ธรรมชาติของจิตนั้นมีอยู่ ๓ ประการ คือ
๑. มีความรู้รับอารมณ์อยู่เสมอ
๒. เป็นเหตุให้เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์ได้คล้ายๆกับผู้นำ
๓. ทำให้สิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต วิจิตรพิสดาร
กุศลจิตย่อมนำสัตวโลก ไม่สู่สุคติภูมิ อกุศลย่อมฉุดคร่าสัตว์โลกให้ไปสู่อบายภูมิสัตว์ทั้งหลายย่อมมีปกติเป็นไปตามอำนาจแห่งจิต
จิตตชวาโยที่สามารถทำให้การยืน เดิน นั่ง นอน เกิดขึ้นได้ ก็เพราะอาศัยความ
ประสงค์ของจิตที่เป็นไปต่างๆ เป็นเหตุ ร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหวเป็นไปต่างๆ ปรากฏขึ้นได้เหมือนกับรูปหุ่นที่เขากำลังเชิดอยู่นั้น ก็เพราะอาศัยความเป็นไปต่างๆแห่งจิตตชวาโยเป็นเหตุ
จิตนี้เกิดดับอย่างเร็ว บทข้ออุปมาเปรียบเทียบได้ยาก
จิตมีจำนวน ๘๙ หรือ ๑๒๑ แต่โดยลักษณะการรู้อารมณ์แล้วมี ๑




จิตเป็นคำที่แสดงความหมายในเชิงธรรมนามตามทรรศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นจิตมาจากธาตุ “จิต”แปลว่า คิด ดังนั้นคำว่าจิตใ จ ความหมายว่าความคิด สภาพที่นึกคิด ใจ ธรรมชาติที่รู้จักอารมณ์ หรือ วิญญาณ (พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตโต) ๒๕๓๒:๓๒๙)
ที่กล่าวว่าจิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เพราะจิตนั้นรับอารมณ์ทั้ง ภายนอกและภายใน เสมอจึงเรียกว่ารู้อารมณ์ โดยสภาพเช่นนี้จิตจึงเป็นผู้รู้ หรือตัวรับรู้ ดังบาลีว่า
“จินเตตีติ จิตตํ อารมมณํ วิชานาตีติ อตโถ”
“ธรรมชาติที่ชื่อว่าจิต เพราะคิดหรือรู้อารมณ์”
คำว่าจิต มีชื่อเรียกต่างๆกันไปหลายชื่อ คำเหล่านี้ต่างกันเพียงรูป แต่มีความหมาย เหมือนกันหรือคล้ายกัน ใช้แทนกันได้ คำไวพจน์ (synonyms) ของจิต ได้แก่ มโนมานัสหรือมนัส หทัย ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ และมโนวิญญาณธาตุ คำเหล่านี้มีความหมายเกยกัน มิใช่ตรงกันโดยสมบูรณ์ (พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตโต )๒๕๓๒ :๓๒๙)ใช้แทนกันได้ในบางโอกาส มิใช่ใช้แทนกันได้ทุกโอกาสเสมอไป ในพระอภิธรรมปิฎก คัมภีร์ธัมมสังคณี ได้กล่าวคำเหล่านี้ไว้ว่า



โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 พ.ย. 2549 , 19:34:27 น.] ( IP = 58.9.109.223 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ศึกษาที่มาเรื่องของ.จิต-จากหลักฐานต่างๆทางพระพุทธศาสนา



“ธรรมชาติใดที่มีในสมัยนั้น คือ มโนทัย มนัส หทัย ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ อันสมควรแก่ธรรมทั้งหลาย มีผัสสะเป็นต้น เหล่านั้น ธรรมชาตนั้นคือมนินทรีย์”
ไวพจน์ของจิตเหล่านี้ มุ่งแสดงความหมายถึงสิ่งเดียวกัน แต่ทีเรียกชื่อไปต่างๆกันนั้น ก็เพราะทำหน้าที่ต่างกัน เหมือนกับบุคคลเดียวกัน แต่มีหลายบทบาทหลายหน้าที่เช่นเป็นพ่อของบุตร ในขณะเดียวกันก็มีหน้าที่เป็นครูบ้าง เป็นผู้อำนวยการบ้าง เป็นประธานบ้าง เป็นลุงบ้าง เป็นตาบ้าง เป็นต้น ตามหน้าที่ตามภาวะของแต่ละคน
คำไวพจน์ของจิตเหล่านี้แยกอธิบายได้ดังนี้
๑. มโน มาจากธาตุ “ มนุ” แปลว่าคิดดั้งนั้น มโน จึงมีความหมายว่า ความคิดตัวรับรู้ หรือสภาพที่คิด มโนแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า ใจ เช่นในคาถาว่า มโนปุพุพงุคมา
แปลว่ามีใจสภาพถึงก่อน หรือมีใจเป็นประธาน
คำว่ามโนทุจิต
แปลว่าความประพฤติชั่วด้วยใจ มโนมยิทธิ
แปลว่าฤทธิ์ทางใจหรือว่าฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ เป็นต้น ถ้าคำว่ามโนใช้กับคำว่าวิญาณ ย่อมมุ่งหมายแสดงสภาวะของการรับรู้อารมณ์โดยตรงนั่นคือรู้อารมณ์ทางใจหรือความนึกคิด



๒. มานัสหรือมนัส มาจาก ธาตุ มนุ แปลว่าคิดเช่นเดียวกัน ดังนั้นมานัสจึงมีความหมายเช่นเดียวกับมโนดังตัวอย่างกับข้อความต่อไปนี้
“วธเก เทวทตฺตมฺหิ โจเร องฺคุลิมาลเก
ธนปาเล ราหุเล จ สพฺพตฺถ สมมานโส”
“พระผู้มีพระภาคทรงมีพระทัยสม่ำเสมอกันในสัตย์ทั้งปวง คือนายขมังธนู พระเทวทัต โจรคุลิมาล ช้างธนบาล และพระราหุล”
๓. หทัย มาจาก ธาตุ “หร” + ย ปัจจัย (เปลี่ยน ร เป็น ท) ธาตุ “หร” แปลว่าจับเอา ยึดเอา ยึดถือ ดังนั้นคำว่าหทัยจึงหมายถึงสิ่งที่ยึดจับ ซึ่งก็คือใจนั่นเอง เช่นคำว่า “หทยงฺคมาวาจา” แปลว่าถ้อยคำอันจับใจหรือคำว่า “นิพฺพินฺนหทโย” แปลว่าผู้มีใจเบื่อหน่ายแล้วความหมายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหทัยนั้นบ่งถึงความรู้สึกนึกคิดด้วยนอกจากนั้น “หทัย” ยังมีความหมายเชิงรูปนามธรรมด้วยเป็นหนึ่งในจำนวนอปาทายรูป ๒๔ หทัยรูปได้แก่ หทัยวัตถุ หมายถึงที่ตั้งแต่ใจ คือหัวใจ พระอรรถาจารยณ์รุ่นหลังตีความหมายว่าหทัยวัตถุหน้าจะหมายถึงสมองซึ่งความเห็นนี้ค้านกับความเห็นของพระพทุธโฆษาจารณ์ที่เห็นว่าหทัยวัตถุ หมายถึงหัวใจ ส่วนความเห็นรุ่นหลังที่เห็นว่าหทัยวัตถุหมายถึงสมองนั้น เพราะสมองเป็นที่ตั้งของความคิด ปัญญา และความรู้สึกต่างๆที่อาศัยอยู่ในร่างกายก็อาศัยสมองันนี้เป็นที่ตั้งของประสาทต่างๆ


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 พ.ย. 2549 , 19:46:54 น.] ( IP = 58.9.109.223 : : )


  สลักธรรม 2

ศึกษาที่มาเรื่องของ.จิต-จากหลักฐานต่างๆทางพระพุทธศาสนา




๔. ปัณฑระ แปลว่าธรรมชาติที่ผ่องใส ในที่นี้หมายถึงจิตเหตุที่ใช้คำว่า ปัณฑระเป็นชื่อของจิต ก็เพื่อต้องการแสดงให้ทราบว่า จิตนี้สามารถทำให้ผ่องใส ดังพุทธพจน์ที่ว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เป็นธรรมชาติที่ผ่องใสได้ แต่ที่เศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลสที่จรมา”
อุปกิเลส หมายถึง อวิชชา (ความรู้เท่าไม่ทันความเป็นจริง) ตัณหา (ความยาก) อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ซึ่งเป็นสิ่งที่หมักหมม อยู่ในจิตใจของเรา และเป็นต้นเหตุให้จิตไปเกาะอยู่กับอารมณ์ต่างๆ ทั้งที่ดีและไม่ดี ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ที่น่าปรารถนาก็ก่อให้เกิดความกำหนด ที่ไม่น่าปรารถนาก็ก่อให้เกิดความขุ่นเคือง ซึ่งทั้งความกำหนัด และความขุ่นเคือง ที่เกิดจากความได้สัมผัสอารมณ์ต่างๆนี้เองที่ทำให้จิตต้องเศร้าหมองไป ไม่แจ่มใสอย่างที่ควรจะเป็นลักษณะของจิตที่ผ่องใสยอ่มเป็นจิตที่ปราศจากอุปกิเลส มีความบริสุทธิ์แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวกับอารมณ์ภายนอก อ่อนโยนเหมาะแก่การงาน คือบังคับควบคุมให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของเราได้
จากความหมายของปัณฑระนี้ ทำให้เห็นได้ว่า จิตนั้นเป็นสภาวะเดิมเป็นธรรมชาติที่ผ่องใส ซึ่งปราศจากอุปกิเลสต่างๆ และจิตนี้มีธรรมชาติที่เป็นอาการซึ่งหมายถึความคิดต่างๆคิดดีก็มีคิดไม่ดีก็มีตัวความคิดนี้เป็นจิตที่เป็นอาการไม่ใช่สภาวะเดิม จิตที่เป็นอาการนี้เกิดดับอยู่ในอารมณ์ทุกขณะจิต อาการที่ปรากฏเป็นอารมณ์ของจิตก็คือเรื่องราวที่ปรากฏเป็นกิเลส เป็นความคิดปรุงแต่งต่างๆ




๕. มนายตนะ มาจากธาตุ “มนุ” + อายตนะ (ที่ติดต่อหรือที่เชื่อมต่อเพื่อรับรู้อารมณ์) มนายตนะจึงแปลว่าใจที่เชื่อมต่อของความนึกคิด ในประเด็นนี้จึงมุ่งกล่าวถึงจิตในฐานะที่เป็นอายตนะหนึ่งในบรรดาอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ
๖. มนินทรีย์ มาจากธาตุ “ มนฺ”+อินทรีย์ (สิ่งที่เป็นใหญ่ของการทำหน้าที่ของตนแต่ละอย่าง ) มินนทรีย์ แปลว่า อินทรีย์ คือใจ ซึ่งเป็นความหมาย ของจิตนั่นเอง เพราะสิ่งที่เป็นใหญ่ในการทำกิจ คือทำให้ธรรมอื่นๆเป็นไปตามนั้นด้วย หนึ่งในอินทรีย์นั้นก็คือจิต ความหมายนี้เน้นส่วนที่เป็นหน้าที่หรือกิจกรรมของจิตโดยตรง กล่าวคือจิตเป็นเจ้าการในการคิดหรือการรู้อารมณ์



โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 พ.ย. 2549 , 19:54:44 น.] ( IP = 58.9.109.223 : : )


  สลักธรรม 3

ศึกษาที่มาเรื่องของ.จิต-จากหลักฐานต่างๆทางพระพุทธศาสนา



๗. วิญญาณ มาจากอุปสรรค (prefix) “วิ” แปลว่าต่าง , หลากหลาย + ธาตุ “ญา” แปลว่า “รู้” ดังนั้น คำว่า “วิญญาณ” จึงหมายถึงรู้ความต่างจำเพาะ หรือรู้อย่างหลากหลาย รู้ในที่นี้คือรู้อารมณ์นั่นเอง บางแห่งท่านให้ความหมายว่า ความรู้แจ้งอารมณ์ หมายถึงความรู้ประเภทยืนพื้น หรือความรู้ที่เป็นตัวยืน เป็นฐานและเป็นทางเดินให้กับขันธ์อื่นๆ ทั้งหมด ความรู้แจ้งอารมณ์นี้เป็นการรับรู้โดย ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ และทางใจด้วย คือการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัสทางกาย และการรู้อารมณ์ทางใจ
จากความหมายข้างต้นจึงทำให้เห็นลักษณะพิเศษของวิญญาณ คือเป็นการรู้ความต่างจำเพาะ รู้ความหมายจำเพาะ หรือรู้แยกต่าง เช่น เมื่อเห็นผืนผ้าลาย ที่ว่าเห็นนั้น ไม่เพียงแต่เห็นเท่านั้น แต่รู้ลักษณะอาการ เช่น สีสัน เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกันเป็นพื้นอยู่ด้วย ที่เป็นความรู้ขั้นวิญญาณ(consciousness) เพราะวิญญาณรู้เห็นความแตกต่างนั้นอยู่ แม้จะไม่ได้กำหนดหมายว่าอะไรเป็นอะไรก็ตาม อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น เมื่อรับประทานผลไม้ แม้จะไม่ได้กำหนดหมายว่าเป็นรสเปรี้ยว รสหวาน ก็รู้รสหวาน ที่เปรี้ยวนั้นซึ่งแตกต่างกัน และแม้ในรสที่เปรี้ยวหรือหวานด้วยกัน แม้จะไม่ได้กำหนดหมายรู้ว่าเป็นรสเปรี้ยวมะม่วง เปรี้ยวมะปราง หรือเปรี้ยวสับปะรด หรือหวานกล้วยหอม หวานกล้วยไข่ หรือหวานแอปเปิ้ล แต่เมื่อลิ้มก็ย่อมรู้รสที่ต่างจำเพาะนั้น ความรู้อย่างนี้คือวิญญาณ เป้นความรู้ยืนพื้น เมื่อรู้แล้วนามขันธ์อื่นๆก็จะปฏิบัติตามมา เช่น หมายรู้ว่ารสหวานคืออะไร รสเปรี้ยวอะไร(สัญญา) รู้สึกอร่อยหรือไม่อร่อย(เวทนา) เป็นต้น การรู้อารมณ์ของวิญญาณนี้เป็นกิจกรรมประจำของจิต ดังนั้นวิญญาณจึงแสดงความหมายของจิต ในแง่ที่เป็นความรู้นั่นเอง และเป็นความรู้ที่แยกความหลากหลายของสิ่งต่างๆด้วย



๘. วิญญาณขันธ์ แปลว่ากองแห่งวิญญาณ เป็นศัพท์ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติใช้ในขันธ์ ๕ เพื่อแสดงว่าวิญญาณมีอยู่หลายหมู่หลายประเภท ได้แก่ จักขุวิญญาณ(วิญญาณทางตา หรือการเห็นรูป)เป็นกองหนึ่ง โสตวิญญาณ(วิญญาณทางหูหรือการได้ยินเสียง)เป็นกองหนึ่ง ฆานวิญญาณ(วิญญาณทางจมูก หรือการได้กลิ่น)เป็นกองหนึ่ง ชิวหาวิญญาณ(วิญญาณทางลิ้นหรือการรู้รส)เป็นกองหนึ่ง กายวิญญาณ(วิญญาณทางกายหรือการรู้สัมผัสทางกาย)เป็นกองหนึ่ง และมโน
วิญญาณ(วิญญาณในมโนทวารหรือการนึกคิดอารมณ์ที่รับมาจากทวารทั้ง ๕)จัดเป็นกองหนึ่ง


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 พ.ย. 2549 , 19:59:07 น.] ( IP = 58.9.109.223 : : )


  สลักธรรม 4

ศึกษาที่มาเรื่องของ.จิต-จากหลักฐานต่างๆทางพระพุทธศาสนา




๙. มโนวิญญาณธาตุ แปลว่าธาตุคือมโนวิญาณ เป็นศัพท์ที่ใช้ในอภิธรรม หมายถึงวิญญาณในวิถีที่เรียกว่าวิถีวิญญาณ หรือวิถีจิตในส่วนเฉพาะที่เป็นอาวัชชนจิต(อาการที่จิตรับอารมณ์ใหม่เป็นครั้งแรกของวิถีจิตแต่ละขณะ) และสัมปฏิจฉนจิต(อาการที่จิตรับอารมณ์ต่อจากปัญจวิญญาณ แต่ยังไม่ถึงชวนจิต) การบัญญัติศัพท์คำนี้มุ่งแสดงให้เห็นความเป็นธาตุของมโนวิญญาณ ซึ่งเป็นความคิดของจิตและความคิดของจิตนี้เอง ที่เป็นธาตุที่ทรงสภาวะของคนอยู่อย่างนั้นเอง ตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งขึ้น ความคิดของจิต หรืออาการรับอารมณ์ในวิถีของจิตนั้นเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีผู้ใดสร้างหรือบันดาลให้จิตมีธรรมชาติอย่างนั้น
ในพระสูตรที่ชื่อว่าธาตุวิภังค์ ได้กล่าวบุรุษสตรีบุคคลว่ามีกายและจิตประกอบกันอยู่ และจิตนั้นเรียกว่า วิญญาณธาตุ แปลว่า ธาตุรู้ หมายถึงจิตที่เป็นธรรมชาติหรือสภาวะเดิม ที่เป็นธาตุรู้ ธาตุรู้นี้ย่อมผ่องใสควรแก่การงาน คือควบคุมได้
นอกจากนั้นในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาและฎีกายังให้ความหมายของจิตว่าเป็นสิ่งที่วิจิตร เพราะจิตมีอำนาจในการทำธรรมชาติทั้งหลายให้วิจิตรได้ ๖ ประการด้วยกัน คือ




๑. วิจิตตกรณา จิตฺตํ (วิจิตรโดยการกระทำ) หมายความว่าที่ชื่อว่าจิตเพราะสร้างสิ่งที่วิจิตร คำว่าวิจิตร ตามรูปศัพท์หมายถึงความหลากหลาย มากมาย หรือว่าชนิดต่างๆ เพราะจิตนี้เองจึงทำให้วัตถุสิ่งของและความประพฤติของสัตว์โลกทั้งหลายในโลก มีการกระทำต่างๆคือให้มีความงดงาม น่าดู แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว
๒. อตฺตโน จิตฺตตาย (วิจิตรด้วยตนเอง) หมายความว่าที่ชื่อว่าจิต เพราะตัวเองก็วิจิตร จิตสามารถสร้างสิ่งที่วิจิตรได้ ก็เพราะว่าจิตเองนั้น ก็มีความวิจิตรอยู่ด้วย กล่าวคือสภาพของจิตนั่นเองทั้งที่เป็นกุศล อกุศล วิบาก กิริยา เช่น จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตฟุ้งซ่าน หรือ จิตมีศรัทธา จิตมีปัญญา จิตสงบ เป็นต้น ความวิจิตรของจิตนี้เองที่พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบกับความหลากหลายของสัตว์ทั้งหลายที่แม้มีมากหลายสายพันธุ์ และมีสีสันสวยงาม วิจิตรพิสดารมากมายหลายชนิดก็ตาม แต่ก็ยังไม่เทียบเท่าความวิจิตรของจิต ที่ถูกปรุงแต่งเป็นหลากหลายสภาพ ดังที่พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า แม้สัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นจะดูวิจิตร แต่จิตก็ยังวิจิตรกว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น



โดย tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 พ.ย. 2549 , 20:03:24 น.] ( IP = 58.9.109.223 : : )


  สลักธรรม 5

ศึกษาที่มาเรื่องของ.จิต-จากหลักฐานต่างๆทางพระพุทธศาสนา



๓. จิตฺตํ กมฺมกิเลเสหิ (วิจิตรในการสั่งสมกรรมและกิเลส) หมายความว่าชื่อว่าจิต เพราะถูกกรรมและกิเลสทำให้วิจิตร คือจิตนี้เป็นตัวเก็บสั่งสมกรรมและกิเลสที่ทำไว้ทั้งหมด คือบาปบุญทั้งหลาย จิตเป็นตัวสั่งสมเก็บเอาไว้ และสามารถนำข้ามภพข้ามชาติไปได้อีกด้วยสิ่งที่เป็นตัวการให้จิตมีความวิจิตร ก็คือกรรมกิเลส (กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม) ได้แก่อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กิเลสเป็นแรงผลักดันให้ทำกรรม ส่วนกรรมก็เกิดมาจากกิเลสที่สั่งสมอยู่ในจิตนั่นเอง หมุนเวียนส่งผลไปตลอดสังสารวัฏ
๔. จิตฺตํ ตายติ (วิจิตรในการรักษาวิบาก) หมายความว่า ที่ชื่อว่าจิต เพราะรักษาวิบาก(ผลกรรม)ทำให้วิจิตร ความวิจิตรในที่นี้ก็คืออาการหรือคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความรู้ ความถนัด ความสามารถ ความเคยชิน อุปนิสัย เป็นต้น เมื่อกล่าวโดยสภาพทั่วไปแล้ว คนเราย่อมมีคุณสมบัติหรืออาการต่างๆ เหล่านี้ไม่เหมือนกัน อาการหรือคุณสมบัติเหล่านี้ เป็นความวิจิตรของจิต เกิดมาจากจิต เพราะจิตเป็นผู้เก็บรักษาไว้ คือกรรมทั้งหมดที่ทำไว้นั้น จิตเป็นตัวรักษาวิบาก คือผลของกรรมนั้นไม่ให้สูญหายไปไหน แล้วผลของกรรมนั้นก็จะปรากฎขึ้นมาเมื่อถึงโอกาส



๕. จิโนติ อตฺตสนฺตานํ (วิจิตรในการสั่งสมสันดานของตน) หมายความว่าที่ชื่อว่าจิต เพราะสั่งสมไว้ซึ่งการแผ่ขยายของตน สั่งสมไว้ซึ่งการสืบต่อของตน และสั่งสมไว้ซึ่งการสืบต่อเพื่อการมีตัวตนต่อไป การแผ่ขยาย หมายถึงการที่จิตขึ้นสู่วิถี เพื่อรับอารมณ์ และสั่งสมผลของการเสวยอารมณ์นั้นสู่ภวังคจิต จากนั้นก็สามารถกลับขึ้นสู่วิถีได้อีก สั่งสมเพื่อการสืบต่อ หมายความว่า จิตเป็นธรรมชาติที่เกิดดับต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา จิตขณะเก่าที่ดับไปส่งผ่านผลที่สั่งสมไว้ต่อมาที่จิตขณะใหม่ที่เกิดขึ้น และสั่งสมไว้ซึ่งการสืบต่อเพื่อการมีตัวตนต่อไป หมายความว่า จิตมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนว่าเป็นเรา เป็นเขาความยึดมั่นถือมั่นเป็นเหมือนเชื้อไฟที่ทำให้จิตมีปฏิสนธิ(เกิด)ขึ้นมาอีก สิ่งใดก็ตาม เมื่อทำไว้เสมอๆแล้ว จิตก็ย่อมสั่งสมสิ่งนั้นไว้ ทำให้เกิดความชำนาญหรือคุ้นเคยในการกระทำสิ่งนั้นๆเรื่อยๆจนทำให้ติดเป็นนิสัยสันดาน


โดย tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 พ.ย. 2549 , 20:05:46 น.] ( IP = 58.9.109.223 : : )


  สลักธรรม 6

ศึกษาที่มาเรื่องของ.จิต-จากหลักฐานต่างๆทางพระพุทธศาสนา



๖. วิจิตฺตารมฺมณํ (วิจิตรด้วยอารมณ์ต่างๆ) หมายความว่าที่ชื่อว่าจิต เพราะมีอารมณ์อันวิจิตรมากมาย จิตนี้รับอารมณ์ต่างๆอยู่เสมอ ทั้งในด้านการเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัสกาย และนึกคิดเรื่องต่างๆสับเปลี่ยนเวียนอยู่ในอารมณ์ทั้ง ๖
จิตนี้ เมื่อกล่าวตามสภาวธรรมแล้วก็มีเพียง ๑ เท่านั้น คือ เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แต่เมื่อจำแนกออกเป็นประเภทต่างๆตามลักษณะของตนแล้ว จิตอย่างย่อมี ๘๙ ดวง อย่างพิสดารมี ๑๒๑ ดวง
จิตเป็นคำที่แสดงความหมายในเชิงนามธรรม ตามทรรศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้น จิตมาจากธาตุ “จิต” แปลว่า คิด ดังนั้น คำว่า “จิต” จึงมีความหมายว่าความคิด สภาพที่นึกคิด ใจ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ หรือวิญญาณ



พระสัทธัมมโชติกะธัมมาจริยะ,ปรมัตตถโชติกะ ปริจเฉทที่ ๑-๒-๖ จิต เจตสิก รูป นิพพาน หลักสูตร จูฬอภิธรรมิกตรี , พิมพ์ครั้งที่ ๗ , ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร , ๒๕๓๖,หน้า ๕-๗
(สงคห. ๖๓)
อภิ.สํ. ๓๔/๒๑/๑๐.
(ขุ .ธ.๒๕/๑๑/๑๕)
(ที.สี.๑๑/๒๒๘/๒๒๗; อภิ.สํ.๓๔/๘๔๐/๓๒๗)
(ที.สี.๙/๑๓๑/๑๐๑)
(ธ.อ. ๑/๑๔๒)
(ประยุทธ์ หลงสมบูญ ม.ป.ป.:๗๐๐)
(ธ.อ.๑/๑๘)
(อภิ.สฺ.๓๔/๕๐๔/๑๘๕)
(พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ๒๕๓๒:๘๔)
(วิสุทธิ. ๓/๑๑)
(สมเด็ดพระญาณสังวร สมเด็ดพระสังฆราช สกลมหาฆปรินายก ๒๕๓๙:๑๙๓)
(องฺ. เอก.๒๐/๕๐/๑๑)
(ที.สี.๙/๑๓๒/๑๐๒)
(สมเด็ดพระญาณสังวร สมเด็ดพพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ๒๕๓๙ :๑๙๔)
(ที . ปา. ๑๑/๓๐๔/๒๒๕;อภิ . วิ . ๓๕/๙๙/๘๕).
(อภิ. วิ .๓๕/๒๓๖/๑๖๑ )
(พระธรรมปิฎก(ประยุทธ์ ปยุตโต) ๒๕๓๘ : ๑๗ - ๑๘)
(ที.ปา. ๑๑/๓๐๖/๒๕๕; อภิ.วิ. ๓๕/๑๒๐/๑๐๕)
(อภิ.วิ. ๓๕/๑๒๔/๑๐๘)
(ม.อุ. ๑๔/๑๖๙/๑๒๕)
(สงคหฎีกา ๗๔)
(ส.ข. ๑๗/๒๕๙/๑๘๔)
(Awale ๑๙๙๕ : ๑๖)
พระเทพเวที( ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพฯ : สหธรรมิก, ๒๕๓๘), หน้า ๓๒๙.


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 พ.ย. 2549 , 20:07:53 น.] ( IP = 58.9.109.223 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org