มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๒)






ผ่านเมฆมองจันทร์ (๒)


ตอนที่ ๑



พระจันทร์ – พระนิพพาน


หากเปรียบพระนิพพานเป็นของสูง
ก็อุปมาเหมือนกับพระจันทร์
จะว่าไปแล้วก็คงไม่แตกต่างไปสักเท่าใดนัก
เพราะถึงจะสูงเท่าไร ก็ยังมีคนไปถึงได้……


“พ่อขา…วันนี้ที่โรงเรียนเปิดทีวีให้พวกหนูดูอพอลโล 11 เหยียบดวงจันทร์….” เด็กน้อยคุยอวดพ่อ

“แล้วเป็นอย่างไรบ้างล่ะลูก”

“สนุกจังเลยค่ะ พ่อขา ตอนที่เขาเดินบนดวงจันทร์นะคะ เหมือนกับจิงโจ้กระโดดเลย ตัวลอยๆ ยังไง๊ชอบกล…”

จำได้ว่า...ตอนนั้นเธอและเพื่อนๆ ที่เรียนอยู่ระดับชั้นประถมตื่นเต้นมากที่ได้เห็นมนุษย์ในชุดนักบินอวกาศค่อยๆ ไต่บันไดลงไป และทันทีที่รองเท้าโตๆ เหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ ทุกๆคนก็ปรบมือไชโยกันเป็นการใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อนีล อาร์มสรอง พร้อมด้วยนักบินอวกาศอีกท่านหนึ่งเดินบนดวงจันทร์นั้นเรียกเสียงหัวเราะอย่างสนั่นหวั่นไหวจากเด็กๆ ที่ต่างชอบอกชอบใจในท่าเดินจนตัวลอยเหมือนจิงโจ้ จนคุณครูบอกว่าโรงเรียนแทบพัง เด็กๆ จึงค่อยสงบลงไปได้….

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ย. 2549 , 10:24:22 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



“นั่นซิ…แล้วลูกทราบไหมว่า ทำไมเขาถึงต้องเดินอย่างนั้น”

“ไม่ทราบค่ะ เป็นเพราะอะไรหรือคะ พ่อขา”

“ก่อนอื่นพ่อต้องถามลูกก่อนว่า… จรวดที่สหรัฐส่งไปยังดวงจันทร์นั้น ออกนอกโลกได้อย่างไร"

ตอนนั้น เข้าใจว่าเธอยังเล็กเกินไปสำหรับเรื่องที่ลึกซึ้งเช่นนี้ พ่อจึงสาธิตโดยการโยนยางลบขึ้นไปบนอากาศ อย่างแรง ..และในที่สุดมันก็ตกลงมากับพื้น แล้วหยิบยางลบนั้นส่งให้สิตางศุ์ โยนขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงตั้งคำถามว่า

"ทำไม พ่อจึงโยนยางลบได้สูงกว่าลูก"

"….ก็ คุณพ่อมีแรงมากกว่า นี่....คะ

"ก็ใช่….แล้วทำไม ยางลบของเราทั้งสองคน จึงต้องตกลงมาล่ะ "

"…ก็ คุณครูวิทยาศาสตร์สอนหนูว่า โลกของเรามีแรงดึงดูด …"

"นั่นซิ …แล้วลูกไม่สงสัยหรือว่า ในเมื่อโลกมีแรงดึงดูดแล้ว ทำไม อพอลโล 11 จึงออกนอกโลกได้”

เธอส่ายหน้า

“เอาล่ะ....พ่อจะอธิบายให้ฟัง...

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ย. 2549 , 10:25:24 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2



ความจริงแล้ว ก่อนหน้าที่อพอลโล ๑๑ จะไปเหยีบดวงจันทร์ครั้งนี้ เคยมียานอวกาศของทั้งของสหรัฐและรัสเซียก็เคยเดินทางมาวนรอบดวงจันทร์ และลงบนดวงจันทร์มาก่อนหน้านั้นหลายลำแล้ว แต่ไม่มียานลำใดนำมนุษย์ไปด้วย จนกระทั่งถึงยานอพอลโล ๘ ซึ่งนับเป็นยานลำแรกที่นำมนุษย์ ๓ คนมาโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเรื่องตื่นเต้นที่สุดของปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ก็ว่าได้

เพราะยังไม่มีเวลาใดในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้นที่สร้างความตื่นเต้นระทึกใจเท่ากับขณะอพอลโล ๘ หมุนรอบดวงจันทร์ เพราะถ้าหาก อพอลโล ๘ ออกจากวงโคจรรอบดวงจันทร์ไม่ได้ สามชีวิตบนยานอวกาศลำนั้น จะต้องเดินทางวนอยู่รอบดวงจันทร์ตลอดกาล

ทำไมคนเขาถึงกลัวว่าจะออกจากวงโคจรรอบดวงจันทร์ไม่ได้ ลูกรู้ไหม”

“.....ก็ดวงจันทร์มีแรงดึงดูดเหมือนกันนี่คะ”

“ใช่ลูก ดวงจันทร์มีแรงดึงดูด แล้วปรากฏการณ์ที่เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์ ที่เรารู้จักคืออะไรเอ่ย...”

“น้ำขึ้น น้ำลง…ค่ะ” สิตางศุ์รีบตอบ เพราะจำได้ว่าครั้งหนึ่งพ่อพาครอบครัวไปเที่ยวทะเล แล้วอธิบายปรากฏการณ์เรื่องนี้ให้ลูกๆ ฟัง

“...ถูกต้อง แต่แรงดึงดูดของดวงจันทร์นั้น มีเพียง 1 ใน 6 ของโลก ฉะนั้นลูกจะเห็นได้ว่าตอนที่มนุษย์อวกาศเดินบนดวงจันทร์นั้น เหมือนคนตัวลอยคล้ายจิงโจ้กระโดด..”

ถึงตอนนี้เธอนึกสนุก จึงทำท่าเดินของมนุษย์อวกาศให้พ่อดู ...เสียงพ่อหัวเราะอย่างถูกใจ

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ย. 2549 , 10:32:48 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3



“เอ้า... เดี่ยวฟังพ่อเล่าต่อนะ .....

หลังจากอพอลโล ๘ แล้ว ยังมีอพอลโล ๑๐ ที่พามนุษย์ไปสู่ดวงจันทร์ เพียงแต่ว่าการเดินทางไปดวงจันทร์ทั้งของพอลโล ๘ และ ๑๐ นั้นยังไม่มียานลำใดลงบนดวงจันทร์เลย

อพอลโล ๘ เพียงแค่พาลูกเรือสามคนโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ ๑๐ รอบเป็นเวลา ๒๐ ชั่วโมงแล้วเดินทางกลับ ส่วนอพอลโล ๑๐ โคจรอยู่รอบดวงจันทร์ ๓๑ รอบ และส่งยานดวงจันทร์ สนูปี้ พร้อมลูกเรือสองคนลงไปอยู่เหนือดวงจันทร์ ๙ ไมล์ แล้วเดินทางกลับโลก แค่นั้นก็ถือว่าภารกิจของอพอลโล ๘ และ ๑๐ ประสบความสำเร็จ แล้วในตอนนั้น

เมื่อการเดินทางไปดวงจันทร์ของอพอลโลทั้งสองลำพบความสำเร็จตามแผนการที่กำหนดไว้ทุกประการ ทันทีที่อพอลโล ๑๐ เดินทางกลับถึงโลก นาซ่า จึงตัดสินใจให้อพอลโลลำต่อไป คือ อพอลโล ๑๑ นำชาวอเมริกันไปลงบนดวงจันทร์ ซึ่งนับเป็นระยะเวลาที่ห่างจากอพอลโล ๑๐ เดินทางกลับถึงโลกไม่ถึงสองเดือน”

...มาถึงตอนนี้ เธอรู้สึกชื่นชม และภูมิใจที่มีพ่อเก่ง เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพ่อมีความรอบรู้ในหลายๆ ด้าน สิ่งที่เธอได้รับฟังในวันนี้ทำให้เธอเกิดความมุ่งมั่นว่า สักวันหนึ่งเธอจะต้องเก่งอย่างพ่อให้ได้ เธอจึงนั่งฟังด้วยความตั้งใจเป็นอย่างมาก

“.....สำหรับการเดินทางไปดวงจันทร์ในแต่ละครั้งนั้น เมื่อจรวดถูกปล่อยออกจากฐานยิงแล้ว อพอลโลจะขึ้นไปโคจรอยู่รอบโลก จากการขับดันของจรวดท่อนแรกและท่อนที่สองก่อน หลังจากนั้นจรวดท่อนที่ ๓ ก็จะถูกจุดระเบิดเพื่อขับดันอพอลโลออกจากวงโคจรรอบโลก ต่อมาอพอลโลจึงแยกตัวออกจากจรวดท่อนที่สาม

เมื่อแยกตัวออกมาแล้ว อพอลโลหมุนตัวเป็นมุม ๑๘๐ องศา เพื่อหันหัวไปเชื่อมต่อกับยานดวงจันทร์ซึ่งเป็นยานพานักบินอวกาศสองคนลงบนดวงจันทร์ และอยู่บนจรวดท่อนที่ ๓ เมื่อเชื่อมต่อได้แล้ว เครื่องยนต์บนยานบริการถูกจุดระเบิดเพื่อดึงยานดวงจันทร์ออกจากจรวดท่อนที่สาม หลังจากนั้น อพอลโลจึงจะมุ่งหน้าไปดวงจันทร์ และลงจอดเหมือนที่ลูกเห็นการถ่ายทอดในวันนี้นั่นเอง

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ย. 2549 , 10:33:20 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4



...เห็นไหมลูก! กว่าที่อพอลโล ๑๑ จะไปถึงดวงจันทร์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องอาศัยการจุดระเบิดถึง ๓ ขั้นตอน...”

ตอนนั้นจำได้ว่าพ่อนั่งนิ่ง หลับตาเงียบไปพักหนึ่ง และเมื่อลืมตาขึ้นมา พ่อก็พูดต่อไปว่า

“แต่ว่า... สิ่งที่พ่อต้องการจะถ่ายทอดให้ลูกได้รับรู้ต่อไปนี้ มีค่ายิ่งกว่าที่ลูกได้รู้ว่าสหรัฐสามารถส่งอพอลโล ๑๑ เหยียบดวงจันทร์ได้เสียอีก เพราะเมื่อเขาไปได้ เดี่ยวเขาก็กลับมาอีก กลับมาใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ แล้วในที่สุดนักบินอวกาศที่ลูกชื่นชมในวันนี้ก็หนีไม่พ้นความแก่ ความเจ็บ และความตายไปได้

ประการสำคัญเมื่อเขาตายแล้ว เขาก็ต้องเกิดใหม่อีก แล้วยังไม่รู้ว่าจะเกิดเป็นอะไร หรือเมื่อเกิดเป็นคนแล้วเขาจะได้เป็นนักบินอวกาศหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ลูก ตื่นเต้นกันในวันนี้ มันไม่เที่ยงแท้ถาวร ต่อไปข้างหน้าอาจจะมีการจัดทัวร์ไปดวงจันทร์ก็ได้ หรือมีการไปสำรวจดาวดวงอื่นๆอีก ซึ่งเวียนวนค้นคว้าไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น

สำหรับสิ่งที่พ่อบอกว่ามีค่ายิ่งนั้นก็คือ พระนิพพาน …ซึ่งมีท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่า พระนิพพานนั้นไปแล้วไม่กลับ คือเมื่อถึงแล้วไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป หากเปรียบว่า พระนิพพานเป็นของสูง ก็อุปมาเหมือนกับพระจันทร์ จะว่าไปแล้วก็คงไม่แตกต่างไปสักเท่าใดนัก เพราะถึงจะสูงเท่าไรก็ยังมีคนไปถึงได้

เช่นเดียวกันบุคคลที่จะไปถึงพระนิพพานได้ก็จะต้องมีความสามารถที่พิเศษที่เป็นเสมือนพลังขับดัน ๓ ขั้น ดูแล้วก็ไม่ต่างกับการจุดระเบิด ๓ ครั้งของยานอพอลโลเท่าไรนัก

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ย. 2549 , 10:33:59 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5

พลัง ๓ ขั้นที่ว่านี้ก็คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ที่มีกำลัง ที่เขาเรียกกันว่า อธิศีล อธิจิต ซึ่งหมายถึงสมาธิที่มีกำลัง และอธิปัญญา บุคคลใดที่มีพลัง ๓ ขั้นนี้สมบูรณ์เต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมถึงพระนิพพานได้...”

“พ่อขา...พระนิพพานนี้เป็นเมือง ที่เป็นเมืองแก้ว ใช่ไหมคะ....หนูเคยได้ยินคุณย่าอธิษฐาน....” แล้วเธอก็เลียนเสียงคุณย่า

“....ข้าวของข้าพเจ้า ขาวดั่งดอกบัว ยกขึ้นเหนือหัว ถวายแด่พระสงฆ์ จิตใจจำนง มุ่งตรงต่อพระนิพพาน ขอให้ถึงเมืองแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร ขอให้ได้พบพระศรีอารย์ ในอนาคตกาลด้วยเทอญ....”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ย. 2549 , 10:35:28 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6

ตอนนั้นเธอยังเด็กมาก และเกิดความข้องใจเป็นนักหนา ก็ในเมื่อดอกบัวที่คุณย่าถวายพระนั้นเป็นสีเขียวอ่อน

“คุณย่าเจ้าขา...ดอกบัวสีเขียวนะเจ้าคะ ไม่ใช่สีขาว...” ….แต่แล้ว คำอธิบายของคุณย่าในครั้งนั้นมีความสำคัญจนทำให้เธอจดจำมาถึงวันนี้ได้

“...ก็จริงลูก แต่ดอกบัวจะเป็นสีเขียวก็ตอนที่ยังตูมอยู่เท่านั้น แต่เมื่อบานแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นสีขาว และกลีบเลี้ยงที่เป็นสีเขียวนั้นก็ร่วงหล่นไป เหมือนกับพระอรหันต์ไงลูก ตอนแรกท่านก็เป็นปุถุชนเช่นเราๆ ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยกิเลส แต่พอปฏิบัติไปๆ ในที่สุดท่านก็บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส ซึ่งเปรียบเสมือนดอกบัวที่เมื่อได้รับแสงแล้วก็จะบานเต็มที่ กลีบเลี้ยงสีเขียวย่อมร่วงหล่นไป ชูให้เห็นกลีบดอกสีขาวภายในที่คลี่บานออกมา

...ดังนั้นการที่ย่าพูดว่า ข้าวของข้าพเจ้าขาวดั่งดอกบัว จึงหมายถึงดอกบัวที่บาน ก็เหมือนความตั้งใจของย่าที่ทำกับข้าวถวายพระ ย่าก็ทำมาอย่างดี เตรียมข้าวของตั้งแต่วันวาน แล้วตื่นมาทำตั้งแต่เช้ามืด จนมาถึงตอนที่นั่งอธิษฐานนี้ จิตใจของย่าถูกหล่อเลี้ยงด้วยบุญตลอดเวลา กิเลสก็เกิดไม่ได้ เหมือนดอกบัวที่ได้รับแสง นี้ล่ะย่าถึงบอกว่าเป็นบุญที่สมบูรณ์ที่สุด ...”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ย. 2549 , 10:36:13 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7



“แล้วทำไม คุณย่าต้องพูดดังๆ ด้วยเจ้าคะ”

“อ้าว ...ถ้าย่าพูดเบาๆ แล้วหนูจะได้ยินหรือเปล่าล่ะ หนูก็ไม่ได้ยิน แล้วเทวดาก็อาจจะไม่ได้ยิน เมื่อไม่ได้ยินก็ไม่ได้อนุโมทนา ก็ไม่ได้บุญกันพอดี”

ภายหลังเธอจึงได้เข้าใจว่าการกระทำเยี่ยงคุณย่านี้เป็นเจตนาของกุศลที่ให้กำลังแรง เพราะเป็นการกระทำที่ครบทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ดังนั้นครั้งใดที่เธอพาลูกศิษย์ไปทำกุศลเธอจะแนะนำให้พวกเขาได้กระทำให้ครบทั้ง 3 กรรม เพื่อกำลังของกุศลจะได้มีมากขึ้นนั่นเอง

ครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกที่พ่ออธิบายเรื่องเกี่ยวกับ พระนิพพาน ให้เธอได้รับฟัง

“ที่เขากล่าวว่า พระนิพพานเป็นเมืองแก้วนั้น เป็นการเปรียบเทียบน่ะ เอ้าก่อนอื่น....พ่อขอถามลูกก่อนว่า พระรัตนตรัย แปลว่า อะไร”

“ แก้วสามประการ ค่ะ”

“มีอะไรบ้าง”

“พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ค่ะ” ตอนนั้นสิตางศุ์นึกในใจว่า คำถามกล้วยๆ

“แล้วพระทั้งสามที่ลูกพูดมานั้น...เป็นแก้ว หรือเปล่าล่ะ” ...เธออึ้งไปกับคำถามของพ่อ

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ย. 2549 , 10:36:40 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 8



“เห็นไหมลูก ฉะนั้นคำว่ารัตนะ ที่แปลว่าแก้วนี้ จึงเป็นการอุปมาเท่านั้น ด้วยความเป็นจริงแล้ว รัตนะ พจนานุกรมนอกจากจะแปลว่าแก้วแล้ว ยังหมายถึง คน สัตว์ หรือสิ่งของที่ถือว่าวิเศษ และมีค่ามาก หรือหมายถึงของประเสริฐสุด

พระรัตนตรัยที่ลูกบอกว่าเป็นแก้วสามประการ จึงหมายถึงสิ่งที่ประเสริฐสุด ๓ ประการที่ทุกคนต้องการนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธจึงมีการตั้งเจตนาด้วยการกล่าว ๓ ประโยคในการแสดงตนเป็นพุทธมามกะว่า

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ….ข้าพเจ้า ขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า
ธัมธัง สรณัง คัจฉามิ….ข้าพเจ้า ขอถึงซึ่งพระธรรมเจ้า
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ….ข้าพเจ้า ขอถึงซึ่งพระสังฆเจ้า….”

สิตางศุ์รีบบอกพ่อว่า…”หนูเคยกล่าวค่ะ ทางโรงเรียนเขาพาพวกหนูไปที่วัด แล้วพระท่านให้พวกหนูกล่าวคำนี้…”

“เออ แล้วที่ลูกพูดว่า ขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้าน่ะ ลูกคิดว่าถึงอะไร

“..ก็ไปถึงพระพุทธเจ้า ไงค่ะ พ่อขา”

“ก็แล้วตอนนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปนานแล้ว นิพพานในที่นี้หมายถึงไม่มีการเกิดอีกแล้ว ลูกจะไปถึงพระองค์ท่านได้อย่างไรล่ะ”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ย. 2549 , 10:37:04 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 9



“ก็…..ก็….เอ้อ…” เธออึกอัก ไม่สามารถหาคำตอบได้"

“นี่ไง…เป็นความผิดพลาดอย่างมากมาย ที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดกัน ซึ่งพวกเราที่เป็นชาวพุทธทุกคนต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจถูกให้เกิดขึ้นให้ได้ ลูกต้องจำไว้นะ สิตางศุ์ …หากมีโอกาส ลูกต้องอธิบายคนที่ยังไม่เข้าใจให้มีความรู้ว่า

การที่ใครก็ตามจะขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้านั้น คนผู้นั้นต้องรู้ก่อนว่า พระพุทธเจ้าคืออะไร อย่างไรจึงเรียกว่าพระพุทธเจ้า หลายๆ คนมักเข้าใจว่าเจ้าชายสิทธัตถะน่ะเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่ใช่ เพียงแต่พระองค์เป็นเจ้าชายที่สร้างบารมีมาอย่างพรั่งพร้อมสมบูรณ์ และเมื่อตรัสรู้แล้วจึงจะเป็นพระพุทธเจ้า แล้วลูกรู้ไหมว่า พระองค์ตรัสรู้อะไร”

ทั้งๆ ที่เธอยังเล็กมาก แต่คงเป็นเพราะด้วยความทุ่มเทที่พ่อมีให้กับพระศาสนา จนดูเหมือนว่าพ่อฝากฝังทุกๆ เรื่องให้กับเธอ ... ซึ่งตอนนั้นเธอก็ได้ตอบพ่อว่า

“อริยสัจ ๔ ค่ะ..”

“ใช่ลูก …แต่อริยสัจ ที่ลูกตอบได้ถูกต้องนี้ เป็นเพราะลูกได้ร่ำเรียนมา แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้น เป็นการรู้แจ้งด้วยพระองค์เองโดยไม่มีใครมาบอก มาสอน ซึ่งการรู้แจ้งด้วยปัญญาของพระองค์เช่นนี้ เขาเรียกว่า ตรัสรู้ หรือ พระปัญญาธิคุณ และเพราะการตรัสรู้นี้เองจึงทำให้พระองค์หมดจดจากกิเลส เรียกว่า พระบริสุทธิคุณ และด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อสัตว์โลกทั้งหลาย พระองค์จึงทรงประกาศธรรมที่ได้ตรัสรู้ ซึ่งเราเรียกว่า พระมหากรุณาธิคุณ….ไหนลูกสวดบทพระพุทธคุณให้พ่อฟังหน่อยซิ”

เด็กน้อยหลับตาตั้งใจสวดมนต์ด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว

“…..สมเด็จพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้ดี ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ทรงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ เป็นที่พึ่งอันเอกของโลก …ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนอบน้อมถวายอภิวาทสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น…”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ย. 2549 , 10:37:30 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 10



จริงซิ…เธอไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า แท้จริงบทสวดมนต์ที่เธอท่องทุกๆ วันนั้น ได้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในเนื้อความนั้นแล้ว

“เห็นไหมลูก…เพราะการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ จึงเกิดพระธรรมขึ้น แต่โดยความเป็นจริงพระธรรมมีอยู่แล้ว หากแต่ยังไม่มีใครค้นพบ เอ้า..ลูกเคยเป็นทุกข์ไหม อย่างลูกหกล้ม แล้วร้องไห้นะ เป็นทุกข์ไหม”

“เป็นค่ะ”

“เมื่อทุกข์มี เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ หรือที่เรียกว่า สมุทัย ก็ย่อมต้องมีอยู่ แล้วทุกคนเมื่อมีชีวิตย่อมต้องมีทุกข์ทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครต้องการความทุกข์ ทุกคนย่อมต้องการความสุข แต่ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะหาหนทางไปสู่ความสุขอันสถาพรได้ และแล้วองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้แหละป็นบุคคลแรกของโลกที่พบหนทางสู่ความสุขอันสถาพร ที่เรียกว่า พระนิพพาน หรือ นิโรธ ด้วยการปฏิบัติที่เรียกว่า มรรค

เพราะเหตุนี้เองจึงกล่าวว่าพระองค์ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ….ไว้ลูกโตขึ้นกว่านี้สักหน่อย แล้วพ่อจะอธิบายขั้นตอนปฏิบัติให้ลูกฟัง แล้วลูกจะได้รู้ว่า ปฏิบัติแล้วผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร กิเลสจึงถูกทำลาย…

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ย. 2549 , 10:37:54 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org