มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๓)






ผ่านเมฆมองจันทร์ (๓)


ตอนที่ ๒



สมถกรรมฐาน – วิปัสสนากรรมฐาน


…พระอภิธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก
ได้อธิบายว่า กรรมฐานมี ๒ อย่าง คือ
สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน…


“ว่าไงหนู.....วันนี้เป็นยังไงบ้าง”

“วันนี้หนูรู้สึกว่าฟุ้งมากค่ะ ...กำหนดอารมณ์ไม่ค่อยทัน”

เรื่องความฟุ้ง เป็นคำถามที่เธอได้ยินบ่อยครั้งจากผู้ที่เข้าปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าปฏิบัติใหม่

“เป็นเรื่องธรรมดาหนู... แล้วหนูฟุ้งเรื่องอะไรล่ะ”

“หลายเรื่องค่ะ เรื่องงานบ้าง เรื่องครอบครัวบ้าง...”

“....แล้วก่อนที่หนูจะฟุ้ง ตอนนั้นหนูกำลังทำอะไร และกำหนดอะไรอยู่ ”

“ ตอนนั้นหนูกำลังนั่ง แล้วดูรูปนั่งอยู่ค่ะ”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ธ.ค. 2549 , 10:02:51 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

“อ้าว ในเมื่อหนูดูรูปนั่ง แล้วทำไมฟุ้งเป็นเรื่องเป็นราวได้ล่ะ แสดงว่าขณะนั้นจิตไม่อยู่ที่รูปนั่งแล้ว ตกไปจากรูปนั่งที่เป็นปัจจุบัน ฟุ้งซึ่งเป็นกิเลสจึงเข้าได้...แต่จะว่าไปแล้วความฟุ้งก็เป็นธรรมะตัวหนึ่งนะหนู แล้วหนูไม่ชอบหรือ”

“ไม่ชอบค่ะ...”

“ไม่ชอบก็เป็นกิเลส ที่เขาเรียกว่า โทมนัสไง ถ้าปฏิบัติแล้วสบาย หนูชอบหรือเปล่าล่ะ”

“....ชอบค่ะ”

“ชอบนี่ก็เป็นกิเลส ที่เรียกว่า อภิชฌา...เห็นไหมหนู กิเลส- ตัณหานี้มันร้ายนัก มันคอยที่จะโผล่อยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องมีสติ..คอยระลึกรู้สึกตัวให้ทันปัจจุบัน ว่าขณะนั้นเป็นรูป หรือนาม อย่างความฟุ้งนี้ หนูรู้หรือเปล่าล่ะว่าเป็นรูป หรือเป็นนาม”

“...เป็นนามค่ะ”

“..นี่ไง หนูก็รู้นี่นา ...ที่นี้พอฟุ้งเกิดขึ้น หนูก็กำหนดนามฟุ้ง พอเราทันปัจจุบันแล้วฟุ้งก็หายไปเอง เราไม่ต้องไปอยากให้มันหาย ..”

“…มันไม่ทันค่ะ กว่าจะรู้ตัวก็ฟุ้งไปตั้งนานแล้ว ขนาดระวังแล้วบางครั้งก็กลับไปฟุ้งอีก”

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คราวนี้หากฟุ้งซ่านอีก หนูก็เพียรกลับมาดูปัจจุบันในรูปใหม่ ที่สำคัญหนูไม่มีหน้าที่ไปแก้ไข หรือคอยระวังไม่ให้ฟุ้ง หากฟุ้งไปก็กลับมาดูอิริยาบถใหม่ ทำอย่างนี้ทุกครั้งที่รู้ว่าฟุ้ง หรือถ้าฟุ้งมากจนกำหนดอามณ์ไม่ได้ก็เปลี่ยนอิริยาบถเสีย”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ธ.ค. 2549 , 10:05:52 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2

มีผู้ปฏิบัติบางรายก้มหน้าก้มตาเดินกลับไปกลับมาช้าๆ นานนับเป็นชั่วโมง ท่านก็จะเดินไปหาพร้อมตั้งคำถามว่า

“ขอโทษ ...กำลังทำอะไรอยู่ครับ...”

“กำลังดูรูปเดินครับ”

“แล้วเห็นหรือเปล่าครับ”

“...........”

“ที่บอกว่าดูรูปเดิน ดูตรงไหนครับ”

“ดูตรงขาครับ”

“อ้าว แล้วรูปนั่งไม่มีขาหรือไง รูปนั่งและรูปเดินเป็นคนละรูปนะครับ แต่ก็มีขาทั้งคู่ แม้รูปในอิริยาบถอื่นก็มีขาทั้งนั้น ...แล้วที่ว่าดูตรงขานะ ดูอย่างไรครับ “

“ก็ดูเวลาที่ ขาขวาย่าง ...ขาซ้ายย่าง”

“แล้วตอนดูนั้น กำหนดอย่างไร”

“ผมก็กำหนดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ”

“อ๋อ..ผมเข้าใจแล้วล่ะ”

ว่าแล้ว พ่อก็ชวนคุณลุงคนนั้นไปนั่งคุยเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา สิตางศุ์จึงรีบตามไปนั่งฟังด้วย

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ธ.ค. 2549 , 10:06:55 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3

“ คุณต้องทำความเข้าใจในอารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนาก่อนนะครับ ขอโทษครับ …คุณทราบไหมครับว่าอารมณ์ หมายถึงอะไร“

“ทราบครับ อารมณ์ หมายถึงสิ่งที่จิตเข้าไปรู้ครับ”

“ถูกต้องครับ เพียงแต่ว่า อารมณ์ที่นำมาดูในการปฏิบัติวิปัสสนานั้นต้องเป็นรูปธรรม หรือนามธรรมซึ่งเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ ไม่ใช่อารมณ์บัญญัติ

เหมือนสมาธิ ที่มีการกำหนดว่า พุท-โธบ้าง สัมมาอรหังบ้าง หรือจะเป็น...หนอต่างๆ อย่างที่คุณกำหนด แล้วประการสำคัญรูป – นาม ที่เป็นอารมณ์ปรมัตถ์นั้นต้องเป็นปัจจุบันธรรมด้วย คือขณะที่กำลังมี กำลังเป็นที่สติเข้าไปพิจารณาได้ ....”

“...อ้าว งั้นที่ผมทำมานี้ก็ไม่ถูกนะซิครับ”

“ถูกครับ ถูก ถ้าเป็นการทำสมาธิ หรือที่เรียกว่าสมถกรรมฐาน ซึ่งหมายถึงการนำเอาคำ หรือภาพที่สร้างขึ้นมาเพ่ง หรือท่องอย่างซ้ำ ๆ เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ หรือบังคับตนเองให้ติดอยู่ในคำหรือภาพนั้น เป็นการตั้งใจให้มั่นอยู่ในเรื่องที่ต้องการเพียงเรื่องเดียวไม่ให้ใจคิดฟุ้งซ่านออกไปจากเรื่องนั้น ก็อย่างเช่นที่คุณตั้งใจดูเดิน แล้วกำหนดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ คำเหล่านี้เป็นบัญญัติธรรมจึงจัดเป็นสมถกรรมฐาน”

“แล้วที่ถูก ผมจะต้องทำอย่างไรครับ”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ธ.ค. 2549 , 10:07:47 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4

“ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ที่คุณมาเข้าปฏิบัตินี้มีเป้าหมายอะไร”

“เพื่อที่จะไม่ต้องเกิดอีกครับ “

“ทำไมจึงไม่อยากเกิดล่ะครับ “

“ไม่อยากมาประสบกับความทุกข์อีก”

“แล้วคุณทราบหรือไม่ครับว่า อะไรที่ทำให้เราต้องเกิด ตัวการอะไรที่ทำให้เราต้องมาประสบกับความทุกข์”

“กิเลสครับ …เห็นพระท่านเทศน์ว่า คนเราถ้าหมดกิเลส ก็ไม่ต้องเกิด แต่จะต้องปฏิบัติธรรม เพื่อนผมเขาบอกว่า ที่นี่เป็นสำนักปฏิบัติ ผมจึงมา…”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ธ.ค. 2549 , 10:08:39 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5

“งั้นคุณก็มาถูกที่ ถูกทางแล้วล่ะครับ เพราะที่นี่เป็นสำนักปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งเป็นการปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็น เอกายมัคโค หมายถึงเป็นทางสู่ความพ้นทุกข์ซึ่งมีเพียงสายเดียวเท่านั้น …แล้วคุณทราบมาก่อนหรือเปล่าครับว่า วิปัสสนานี้ต่างกับสมาธิราวกับฟ้าและดินทีเดียว..”

“ไม่ทราบครับ เวลาผมไปปฏิบัติที่ไหนๆ เขาก็บอกว่าเป็นการปฏิบัติวิปัสสนากันทั้งนั้น ทั้งๆ ที่แต่ละแห่งมีแนวทางการปฏิบัติไม่เหมือนกัน”

“ครับ..ผมเองก็เคยเข้าใจผิดมาก่อน เพราะได้รับการบอกเล่ามาเช่นเดียวกับคุณ จนกระทั่งผมได้มาศึกษาพระอภิธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก ที่ได้อธิบายว่า กรรมฐานมี ๒ อย่าง คือ สมถะกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน ผมขอยกเอาพระบาลีมากล่าวอ้างว่า

…กิเลเส สเมตีติ สมโถ
แปลว่า ธรรมชาติใด ย่อมยังกิเลสทั้งหลายให้สงบ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า สมถ

…ขันธาทิสังขตธัมเม อนิจจาทิวิวิธากาเรน ปัสสตีติ วิปัสสานา
แปลว่า ปัญญาใดย่อมเห็นสังขตธรรมมีขันธ์เป็นต้น โดยอาการต่างๆ มีความไม่เที่ยง เป็นต้น ปัญญานั้นจึงชื่อว่า วิปัสสนา

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ธ.ค. 2549 , 10:09:31 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6

ออกจะยากอยู่นะครับ เพราะเป็นภาษาบาลี แต่ที่พูดให้ฟังนี้ เพื่อให้คุณได้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้มีหลักฐานยืนยัน ไม่ได้กล่าวขึ้นมาลอยๆ ตอนนี้เรามาทำความเข้าใจกันดีกว่าว่า ทั้งสองแตกต่างกันอย่างไร

สมถะ ในที่นี้คือ สมถกรรมฐาน หรือที่เรียกกันว่า การทำสมาธิ เป็นการกระทำเพื่อให้จิตใจตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่เป็นบัญญัติเพียงอย่างเดียวจากที่มีอยู่ถึง ๔๐ อย่าง

เช่นถ้าคุณจะทำสมาธิโดยการเพ่งกสิณดิน ซึ่งกสิณเองก็มีถึง ๑๐ อย่าง คุณก็เพ่งดินไปเพียงอย่างเดียว หรือคุณจะกำหนดลมหายใจภาวนา พุท-โธ คุณก็ตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจโดยไม่จำเป็นต้องไปเพ่งกสิณ อาศัยการตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอย่างเดียว เมื่อทำได้ ความสงบก็จะบังเกิด สามารถทำลายนิวรณ์ซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลางในขณะนั้นได้ …ท่านจึงกล่าวว่า สมถะ ย่อมยังกิเลสทั้งหลายให้สงบ

ส่วนวิปัสสนา หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า วิปัสสนากรรมฐานนั้น ไม่ใช่การทำสมาธิ แม้วิธีการปฏิบัติก็ไม่เหมือนกัน อารมณ์ก็แตกต่างกัน วิปัสสนานี้อารมณ์ต้องเป็น ปรมัตถ์ คือรูป และนาม ที่กำลังเกิดอยู่ในขณะนั้น

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ธ.ค. 2549 , 10:10:20 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 7

แม้ในพระอภิธรรมมัตถสังคหปริเฉทที่ ๙ ก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า คำว่ากรรมฐาน หมายถึง การงาน หรือการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการบรรลุคุณวิเศษ

ในเมื่อกรรมฐานมี 2 อย่างที่แตกต่างกัน การบรรลุผลก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย นั่นก็คือ

ผลที่เกิดจากสมถกรรมฐานนั้น คือ ฌานลำดับต่างๆ ไปจนถึงสูงสุดคือ ฌานสมาบัติ และอภิญญา และผู้ที่บรรลุเช่นนี้ก็ยังต้องเกิด แต่จะเกิดเป็นพรหม หรืออรูปพรหม ตามลำดับฌานที่ได้

ส่วนผลที่เกิดจากวิปัสสนากรรมฐาน คือ ความบริสุทธิ์ที่เรียกว่า วิสุทธิ ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำมัคคพรหมจรรย์ คือศีล สมาธิ และปัญญา จนหมดจดจากกิเลส สำหรับปัญญาที่เกิดจากวิปัสสนานี้เรียกว่า ญาณ ซึ่งมีถึง ๑๖ ขั้นตามลำดับ เมื่อผู้ใดปฏิบัติจนหมดจดจากกิเลสก็เป็นเหตุให้ผู้นั้นไม่ต้องเกิดอีกต่อไป

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ธ.ค. 2549 , 10:11:33 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 8

อธิบายเพียงแค่นี้ คุณก็จะเห็นแล้วว่า กรรมฐานทั้งสองนี้มีความแตกต่างกันอย่างอย่างสิ้นเชิง ผมจึงเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งว่า สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน หากคุณสนใจก็ไปหาอ่านได้นะครับ

เอาล่ะ…. เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมจะอธิบายหลักสำคัญๆ ก่อน หากคุณมีเวลาก็ขอเชิญไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิ ผมอยู่ที่นั่นทุกวัน เว้นเสาร์-อาทิตย์ที่ผมต้องมาที่นี่ …

สำหรับวันนี้ ขอให้คุณรู้ว่าเรื่องของวิปัสสนานี้เป็นเรื่องของปัญญา เป็นเรื่องของการเห็นถูก การรู้ถูกเท่านั้น จึงจะกระทำถูกได้ ตอนนี้คุณก็ทราบแล้วนะครับว่าการปฏิบัติวิปัสสนานี้ต้องดูอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ แล้วปรมัตถ์ในโลกนี้ก็มีรูป กับนาม เท่านั้น ไหน คุณลองบอกมาซิมีอะไรบ้างที่ไม่ใช่รูปและนาม….”

“…………ไม่มีครับ”

“ดังนั้น ผู้ที่จะปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องรู้ว่า อะไรคือรูป อะไรคือนาม เแล้วต้องรู้ด้วยว่าวิธีปฏิบัตินั้น ควรกำหนดอย่างไร และทำไมต้องกำหนดอย่างนั้น

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ธ.ค. 2549 , 10:12:32 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 9

การถาม-ตอบ เรื่องการปฎิบัติวิปัสสนา ช่วยทำให้ผู้ปฏิบัติไม่หลงปฏิบัติผิดๆ ไป

อนุโมทนากับคุณสัตตบงกชค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ธ.ค. 2549 , 17:11:28 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 10


เป็นการสอนที่ไม่น่าเบื่อเลยค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ธ.ค. 2549 , 19:37:24 น.] ( IP = 58.9.142.128 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org