มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๔)






ผ่านเมฆมองจันทร์ (๔)


ตอนที่ ๓



รูป – นาม และการกำหนด

ผู้ที่จะประจักษ์ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้
ก็จะต้องปฏิบัติวิปัสสนา โดยมีนาม และรูป เป็นอารมณ์
อย่างที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ขณะนี้ว่า
อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม และควรกำหนดอย่างไร



๑) ทางตา

สีเป็นรูป เพราะเป็นคลื่นแสง(ที่สะท้อนมากระทบประสาทตา) การเห็นสีเป็นนาม เพราะจักขุวิญญาณ คือจิต ซึ่งเป็นนามเป็นผู้เห็น เวลาเห็นผู้ปฏิบัติจะต้องกำหนด นามเห็น

เหตุที่กำหนดเช่นนี้เพื่อแก้ไขความเห็นผิด หรือความโง่ ที่คิดว่า เรา(อัตตา) เป็นผู้เห็น

ผมขอยกตัวอย่างให้ฟัง….เช่น ที่สำนักแห่งนี้จะมีดอกบัวเต็มไปหมด ดอกบัวที่คุณเห็นนั้นเป็นรูป การเห็นเป็นนาม แต่ถ้าเป็นเรา(อัตตา)เห็นแล้วอาจมีจิตชอบดอกบัวก็มีกิเลสเกิดร่วมกับการเห็นนั้น เท่ากับว่าขณะนั้นกิเลสเข้าไปครอง

ฉะนั้น กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน ก็เกิดขึ้นกับการเห็น แต่ในความเป็นจริงแล้วใครเป็นผู้เห็น นามคือจักขุวิญญาณเป็นผู้เห็น เวลาเห็นคุณจึงต้องมีโยนิโสมนสิการไปที่ นามเห็น เมื่อมีโยนิโสมนสิถูกต้อง ปัญญาเกิด กิเลสก็เกิดร่วมไม่ได้ …พอเข้าใจไหมครับ “

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ธ.ค. 2549 , 12:17:44 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

คำพูดในครั้งนั้นทำให้สิตางศุ์นึกไปถึงภาพทางวิทยาศาสตร์ที่พ่อนำมาประกอบการสอนให้กับนักศึกษาจนสามารถทำให้ทุกคนเกิดความเข้าใจได้อย่างง่ายดาย อาจเป็นเพราะท่านเคยเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์มาก่อน จึงสามารถนำเรื่องราวมาเปรียบเทียบกันได้

“ท่านนักศึกษา…ทุกท่านลองดูภาพนี้ซิครับ รูปต่างๆที่เราเห็นทุกวันนี้เกิดได้อย่างไร ไหน มีนักศึกษาท่านใดสามารถอธิบายให้ฟังได้ว่า การเห็นเกิดขึ้นได้อย่างไร”

นักศึกษาทุกคนนั่งเงียบ พ่อจึงอธิบายต่อไปว่า

“….ในทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่า วัตถุแต่ละชนิดมีการดูดกลืนความ ยาวคลื่นของแสงมากน้อยต่างกัน และยังสะท้อนออกมาไม่เท่ากันอีกด้วย

ตัวอย่างเช่นใบไม้ที่เรามองเห็นเป็นสีเขียวได้นั้น ก็เพราะใบไม้ดูดกลืนความยาวคลื่นของแสงสีต่างๆ ไว้ได้หมด เว้นแต่คลื่นแสงสีเขียวเท่านั้นที่ไม่ดูดเอาไว้มันจึงสะท้อนออกมา

..เมื่อเรามองไปที่ใบไม้ เราจึงเห็นสีเขียว มันก็คือคลื่นแสงสีเขียวที่สะท้อนออกจากใบไม้นั้นแหละ

..เมื่อเรามองไปที่ใบไม้ เราจึงเห็นสีเขียว มันก็คือคลื่นแสงสีเขียวที่สะท้อนออกจากใบไม้นั้นแหละ

ดังนั้นที่การเราเห็นรูปเป็นสีต่างๆได้นั้น ก็เป็นเพราะวัถุที่เราเห็นนั้นสะท้อนแสงที่มีความยาวคลื่นต่างๆกันออกมาผ่านเลนส์ตาเข้ามากระทบจอภาพที่เรียกว่า เรตินา ซึ่งมีเซลล์ประสาทตาอยู่ 2 ประเภท คือ cones ที่รับภาพสี และ Rods รับภาพขาวดำ

แต่เมื่อพูดถึงในทางธรรมะแล้ว คลื่นแสงที่สะท้อนออกมาจากวัตถุนั้นไม่ได้มาพร้อมกันนะครับ ฉะนั้นไม่ใช่พอเห็นปุ๊ป เป็นรูปใบไม้สีเขียวปั๊ปเลยนะครับ ….แต่จะเป็นจุดเล็กจุดน้อย อาศัยการทำงานของวิถีจิตที่มีมากมาย และเกิดดับเร็วมาก ในที่สุดเราจึงรู้ว่าเป็นรูปอะไร มีสีอะไรบ้าง

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ธ.ค. 2549 , 12:20:09 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

…นี่ถ้าไม่เป็นเพราะสัพพัญญุตาญาณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เรื่องราวเช่นนี้ไม่มีใครที่จะสามารถล่วงรู้ได้เลย….

แม้แต่การได้ยินก็เช่นกัน ทางวิทยาศาสตร์อธิบายแต่เพียงว่าเสียงนั้นเป็นคลื่นซึ่งเกิดจากความสั่นสะเทือนของอากาศ ช่วงคลื่นแห่งความสั่นสะเทือนนี้ ย่อมเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วในอากาศธรรมดา ประมาณวินาทีละ ๑,๑๐๐ฟุต แล้วจึงจะไปกระทบเยื่อแก้วหู (Tympanum) ก่อให้เกิดความสั่นสะเทือน

แล้วจึงสะเทือนไปยังกระดูกรูปฆ้อน (Malleus) กระดูกรูปทั่ง (Incus) และกระดูกรูปโกลน (Stapes)อีกทีหนึ่ง จากนั้นก็สั่นสะเทือนไปจนถึงแอ่งน้ำเล็กๆ ซึ่งมีประสาทรับเสียงตั้งอยู่มากมายในขนาดต่างๆ กัน จึงทำให้ได้ยินเสียง ผมขออธิบายโดยย่อเพียงเท่านี้แหละครับ”

ในครั้งนั้นลูกศิษย์ของพ่อคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ และเป็นอาจารย์คณะกายวิภาคศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งได้ออกมาช่วยอธิบายเรื่องการได้ยินว่า

“…….เมื่อความสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงมากระทบ hair cells ของ Organ of Corti ที่อยู่ตรงแอ่งน้ำเล็กๆ นั้น การสั่นของ hair cells นี่เองจะทำให้เกิด nerve impulse ขึ้นที่ peripheral process ของ spiral gangloin cells จากนี้จะถ่ายทอด impulse เป็นทอดจนถึง auditory center (ศูนย์รับรู้เสียง)และ auditory association center (ศูนย์พิจารณา และเสพอารมณ์พร้อมบันทึกลงเป็นความจำ) ตามลำดับ”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ธ.ค. 2549 , 12:21:33 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3

และยังได้อธิบายเพิ่มเติม โดยเปรียบเทียบกับการทำงานของวิถีจิตว่า

“..เมื่อคลื่นเสียงมากระทบอายตนะครั้งหนึ่ง แล้วก็ดับตามความห่างของช่วงคลื่น เรียกว่าเกิดรูปขณะหนึ่ง ในรูปหนึ่งขณะนี้ จิตซึ่งทำหน้าที่รับรู้รูปหนึ่งขณะ จะทำงานเกิดดับ ๆ ถึง ๑๗ ขณะใหญ่ หรือ ๕๑ ขณะเล็ก ซึ่งเรียกว่า ๑ วิถีจิต (หรืออาจจะเรียกว่า A Neural Reaction)……..”

เสียงพ่อที่ยังคงอธิบายการปฏิบัติให้คุณลุงฟัง ดังต่อไปว่า

“….ทางหู ก็เหมือนกัน เสียงเป็นรูป เพราะเป็นคลื่นเสียง ได้ยินเสียงเป็นนาม เพราะโสตวิญญาณ คือจิต ซึ่งเป็นนามเป็นผู้ได้ยิน เวลาได้ยินผู้ปฏิบัติจะต้องกำหนด นามได้ยิน เหตุที่กำหนดเช่นนี้เพื่อแก้ไขความเห็นผิด หรือความโง่ ที่คิดว่า เรา(อัตตา) เป็นผู้เห็น …ขอโทษครับ คุณเคยถูกแม่บ้านบ่นว่าไหมครับ”

“..เคยครับ”

“แล้วรู้สึกอย่างไร ชอบไหมครับ”

“ ไม่ชอบครับ ได้ยินแล้วรู้สึกหงุดหงิด รำคาญ”

“นั่นไง…กิเลสเกิดขึ้นกับการได้ยินแล้ว หงุดหงิด รำคาญ ก็คือโทสะ ….ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเสียงที่คุณได้ยินนั้นเป็นคลื่นเสียง ซึ่งเป็นรูปที่มีความถี่ไม่เท่ากัน จึงเกิดเป็นเสียงสูง เสียงกลาง เสียงต่ำ แล้วตัวที่มารู้คลื่นเสียงก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นโสตวิญญาณ คือจิต ซึ่งหมายถึงนามเป็นผู้ได้ยิน ดังนั้นเวลาได้ยินคุณจึงต้องมีโยนิโสมนสิการไปที่ นามได้ยิน เมื่อมีโยนิโสมนสิการถูกต้อง ปัญญาเกิด กิเลสก็เกิดร่วมไม่ได้”

“ เรื่องนี้…ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลย”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ธ.ค. 2549 , 12:23:10 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 4

“เห็นไหมครับ เรื่องปฏิบัติวิปัสสนานี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะต้องเรียนรู้เหตุผลก่อน จึงจะเข้าปฏิบัติได้ มิฉะนั้นเข้ามาแล้วปฏิบัติไม่ถูก ก็ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

เพราะการปฏิบัติวิปัสสนาเป็นกุศลวิวัฏฏะ หมายถึง ทำเพื่อไม่เกิด เมื่อไม่เกิดก็ไม่ต้องทุกข์ …แต่ถึงอย่างไรที่คุณมาเข้าปฏิบัตินี้ แม้จะกำหนดยังไม่ถูกต้องนักก็ยังเป็นกุศลอยู่ หากแต่เป็นกุศลในวัฏฏะ คือยังต้องเกิดอยู่ แต่เมื่อเกิดแล้วก็ได้รับแต่สิ่งที่ดี …ก็น่าอนุโมทนา เอาล่ะ เรามาพูดถึงภูมิวิปัสสนาในข้อต่อไปดีกว่า

ทางจมูก …กลิ่นเป็นรูป รู้กลิ่นเป็นนาม เวลาได้กลิ่นต้องกำหนด รูปกลิ่น เช่น รูปหอม รูปเหม็น เป็นต้น เพื่อป้องกันความเห็นผิดว่า เราหอม เราเหม็น ….คุณมีข้อสงสัยอะไรไหมครับ”

“เอ…ข้อนี้ผมงงครับ ก็เวลาผมดมดอกมะลิ จริงๆแล้วผมหอมนี้ครับ”

“แล้วในความถูกต้อง คุณคิดว่าอะไรเป็นตัวที่ให้กลิ่นหอมล่ะ… ความหอมอยู่ตรงไหน ที่คุณ หรือดอกมะลิ”

“ดอกมะลิ ครับ”

“เราจึงต้องกำหนดตามสภาวะความเป็นจริงไงครับ แล้วดอกมะลิ เป็นรูป หรือเป็นนามล่ะ”

“เป็นรูปครับ”

“ใช่ จึงต้องกำหนดตามความเป็นจริงว่า รูปหอม (คือดอกมะลินั่นแหละหอม) เป็นการแก้ความเข้าใจผิดที่ว่า เราหอม … เราเพียงแต่รู้ว่าหอม เพราะมีจิตซึ่งเป็นตัวรู้ ในขณะที่ดอกมะลินั้นเป็นรูปไม่มีจิต มันไม่รู้หรอกว่ามันหอม แต่เรานี่ซิ เข้าไปรู้ แค่รู้ไม่พอนะครับ ยังตามติดมาด้วยความชอบ ไม่ชอบซะอีก กิเลสมันก็เข้ามากับการได้กลิ่นนั้น แต่ถ้าคุณกำหนดได้ทันคือโยนิโสมนสิการว่าเป็น รูปหอม ปัญญาเกิด กิเลสก็เกิดไม่ได้”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ธ.ค. 2549 , 12:24:15 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 5

“อาจารย์ครับ ผมได้ยินคำว่า โยนิโสมนสิการ มาหลายครั้งแล้ว หมายถึงอะไรครับ”

“ขอโทษครับ ผมเองก็ลืมอธิบายจุดสำคัญตรงนี้ไป….

คำว่าโยนิโสมนสิการนี้ หมายถึงการกระทำในใจโดยแยบคาย พูดง่ายๆ คือการวางใจได้อย่างถูกต้อง เพื่อจะได้เกิดปัญญา ปัญญาในที่นี้คือวิปัสสนาปัญญานะครับ ซึ่งตอนต้นเราก็พูดกันแล้วว่า สมาธิกับวิปัสสนานี้มีความแตกต่างกัน พอจะจำได้ไหมครับ”

“ ……”

“งั้นผมทบทวนให้ฟังอีกครั้ง นะครับ

สมาธิ เป็นความตั้งมั่นในอะไรสักอย่างเพื่อให้เกิดความสงบ

แต่วิปัสสนานี้เป็นปัญญา แล้วไม่ใช่ปัญญาทางโลกๆ ที่เรียนจบจนได้ด๊อกเตอร์อะไรนะครับ เพราะคำว่า วิปัสสนา เป็นชื่อของปัญญา แต่เป็นปัญญาที่รู้ว่า นามรูปนี้ไม่เที่ยง (อนิจจัง) นามรูป เป็นทุกข์ (ทุกขัง) และนามรูป ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร ไม่มีตัวตน (อนัตตา)

เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะประจักษ์ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ ก็จะต้องปฏิบัติวิปัสสนา โดยมีนาม และรูป เป็นอารมณ์ อย่างที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ขณะนี้ว่า อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม และควรกำหนดอย่างไร

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ธ.ค. 2549 , 12:25:10 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 6

มาติดตามอ่านต่อค่ะ ซึ่งเป็นตอนที่ผู้ปฏิบัติรู้หลักการกำหนด อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม เพื่อแก้ไขความเห็นผิด

อนุโมทนากับคุณสัตตบงกชค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ธ.ค. 2549 , 17:17:39 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 7

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ธ.ค. 2549 , 10:34:39 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณมากๆเลยครับ สำหรับการอธิบายธรรมในแบบนี้นะครับ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ทำหน้าที่รู้ครับ

อนุโมทนาสาธุ ในกุศลจิตของท่านที่นำมาลงให้อ่านอย่างยิ่งครับผม เป็นประโยชน์มากจริงๆครับ

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ธ.ค. 2549 , 18:12:44 น.] ( IP = 58.9.144.242 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org