มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ศาสนาพุทธแสดงเรื่องกามไว้อย่างไร




พุทธปรัชญาเรื่องของกามกิเลส



กามกิเลสตามพุทธศาสนานั้นมีความหมายแยกออกเปน ๒ ประการ คือ
๑. กิเลสกาม กามที่เปนสวนของกิเลส ที่ทําใหเกิดความอยาก ความใคร่
ความยินดี ความชอบใจ ความติดตรึงใจ ทีซอนเรนอยูภายในใจ เชน โลภะ ความ่
โลภ ตัณหา ความทะยานอยาก อรติ ความยินดียิ่ง อภิชฌา ความเพงเล็งของคนอื่น
และ ราคะ ความกําหนัด เปนตน
๒. วัตถุกาม กามที่เปนสวนของวัตถุ ไดแก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ทั้งที่ชอบใจ ทีเกลียด และทีรสึกเฉย ๆ เมื่อไดเห็น ไดยิน ไดดม ไดลม หรือไดสัมผัสรู้
นอกจากนี้แลว ยังหมายถึงกามคุณของผูเกิดในอบาย ในโลกมนุษย สวรรค และพรหม
ทั้งรูปพรหมและอรูปพรหมอีกดวย เพราะทั้งหมดนี้เปนที่ตั้งแหงความกําหนัด ความมัวเมา
นั่นเอง



กามทั้ง ๒ ประการนี้ แตกตางกันตรงที่กิเลสกามเปนเจตสิกที่เปนกิเลส ทํา
ใหจิตใจเศราหมอง ทําใหใครอยากได สวนวัตถุกามนั้น เปนสวนที่สามารถสัมผัสไดทาง
ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย อาจจะชอบใจ ไมชอบใจ หรือ
เฉย ๆ เมื่อไดสัมผัสที่เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป
มโนทัศนฝายพระวินัยปฎก เห็นวา กามโดยเฉพาะกามที่เปนของเพศตรงกัน
ขาม จัดวามีอิทธิพลตอทุกคน เพราะธรรมดาวา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
อื่นใด ไมสามารถจะครอบงําจิตของบุรุษไดดีเทา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของ
สตรี กามเหลานี้ไมใชกิจของสมณะที่จะไปคลุกคลีดวย เพราะจะทําใหหลงบทบาทหนา
ที่บรรพชิตจะพึงประพฤติปฏิบัติตามหลักของพระธรรมวินัย นอกจากนี้แลว พุทธปรัชญา
เถรวาทยังมีความเห็นในเรื่องกามอีกวา การที่บรรพชิตคลุกคลีดวยกามคุณนั้น ถาไมรู
เทาทันตามความเปนจริงแลว ก็จะเปนอันตรายตอการประพฤติพรหมจรรย เพราะจะทําให
เปนคนเลี้ยงยาก เปนคนมักมากในปจจัย ๔ เปนคนไมประพฤติปฏิบัติตามหลักพระ
ธรรมวินยเพื่อขัดเกลากิเลสของตนใหเบาบางหรือหมดสิ้นไปัและเปนคนไมสํารวมระวัง
อินทรียเ ปนตน อันจะเปนเหตุใหแสวงหาปจจัย ๔ ในทางที่ไมเหมาะสมแกความเปน
สมณะ และประพฤติละเมิดพระวินัยมากขึ้น เพราะความอยากในวัตถุกามโดยปราศจาก
ความละอาย ดังมีภิกษุหลายรูปที่ละเมิดสิกขาบทที่พระพุทธเจาทรงบัญญัติไวแลว จน
เปนเหตุใหพระองคทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้นเพิ่มเติมอีก


โดย ธีรวัส ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 07:13:20 น.] ( IP = 58.9.109.71 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


พุทธปรัชญาเถรวาท ยังเห็นว่า เมื่อกามเป็นเหตุให้ประพฤติทุศีลการประพฤติทุศีลนี้แหละ ได้ชื่อว่า
สร้างปัญหาแก่สังคม เช่น การทะเลาะวิวาทกันของคนในสังคม เพราะอยากได้วัตถุกามมาครอบครอง การทําสงครามประหัตประหารกัน เพราะ
ตนเป็นฝ่ายเสียผลประโยชนหรืออยากได้มากกว่านั้น เหมือนบางประเทศที่พยายามจะทํา
สงครามกับประเทศที่ตนเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อความสุขสบายของคนในประเทศของตน
โดยไม่คํานึงว่า คนในประเทศที่ตนจะทําสงครามดวยนั้น จะได้รับความทุกข์ทรมาน หรือ
ต้องสูญเสียชีวิตมากเพียงใด เพราะความเห็นแก่ประโยชนสุขของพวกตนฝ่ายเดียว
พุทธปรัชญายังมีความเห็นเรื่องกามอีกว่าเมือกามก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ
แก่สังคม ทําให้สงคมได้รับความเดือดร้อน เพราะความประพฤติทุศีล ในทางตรงกัน
ข้ามถ้ามนุษยไดกามคุณมาปรนเปรออย่างพรั่งพร้อมแล้วดําเนินชีวิตอยู่ในหลักของศีล
ธรรม มีให้แบ่งปันแก่คนอื่นบ้าง มีทําบุญบ้าง มีรักษาศีลบ้าง ก็จะทําให้มีความสุข
สําราญจากการบริโภคกามคุณนั้นได้เช่นเดียวกัน แต่เป็นสุขที่ยังเจือด้วยทุกข์อยู่ เป็นสุข
ที่ยังไม่ประณีต ไม่ประเสริฐ ยังมีความสุขอื่นที่ประณีตกว่า คือ ฌานสุข และฌานสุขก็
ยังมีสขอื่นที่ประณีตกว่า นั่นคือ นิพพานสุข จึงต้องละกามสุข เพื่อเข้าสู่ฌานสุข และ
ตองละฌานสุข เพื่อเข้าสูนิพพานสุข



นอกจากนี้แล้ว พระสูตร- ยังมีความเห็นอีกว่า
กามนั้นปรากฏเป็นดังเหยื่อล่อลวงให้บรรพชิตหลงติด
จนไม่อาจถอนตนออกจากความสุขจากการ
บริโภคกามนั้นได้เหมือนสัตว์ติดบ่วงของนายพราน ถูกนายพรานทําเอาได้ตามชอบใจ
เมือบรรพชิตยึดติดในกามอย่างมัวเมา กิเลสฝ่ายโลภะก็จะพอกพูนขึ้น เจริญขึ้น ทําให่
จิตเศร้าหมอง จิตไม่พร้อมที่จะบําเพ็ญธรรมทําให้จิตกลับตกตํ่าลง บําเพ็ญธรรมก็
ยากที่จะบรรลุได้ เพราะจิตยังติดอยู่กับกาม เหมือนเมื่อครั้งที่พระมหาบุรุษทรงบําเพ็ญทุก
กรกิรยา ฉะนั้น หรือมีความพอใจแค่การได้ฌานสมาบัติ ไม่ยอมยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา
เพือทําพระนิพพานให้แจ้ง ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอยู่ต้องไป ดังนั้น พุทธป
ปรัชญาจึงเห็นว่า กามนี้ปรากฏเป็นสิ่งที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งสําหรับพระอริยบุคคล พระ
อริยบุคคลจึงบริโภคกามอย่างมีสติ มีปัญญา รู้เท่าทันกามตามความเป็นจริง เพราะกลัว
การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีก


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 07:25:47 น.] ( IP = 58.9.109.71 : : )


  สลักธรรม 2


ฝ่ายพระอภิธรรมปิฎก เห็นว่า กระบวนการคิดของมนุษย์มักจะถูก
กามกระตุ้นให้เกิดการคิดที่ผิดศีลธรรม ที่เรียกว่า มิจฉาสังกัปปะ คือ กระบวนการคิดที่
เป็นไปในทางที่ปรารถนากามคุณ คิดในทางพยาบาทปองร้ายคนอื่น และคิดในทางเบียด
เบียนคนอืน เพราะธรรมดาปุถุชนก็มีกิเลสนอนเนื่องอยู่ในจิตใจอยู่แล้ว เมือได้ประสบพบ
เห็นสิงที่ชอบใจ ก็อยากได้มาครอบครองในทางอันไม่ชอบธรรม หรือเมือประสบพบเห็นสิ่ง
ที่ไม่ชอบใจ ก็เกลียดชัง อยากกําจัดออกไปให้พ้นจากชีวิตของตน ดังนั้น พุทธปรัชญา
ฝ่ายอภิธรรมจึงมีความเห็นเน้นเรื่องกระบวนการคิดของสามัญชน ที่มักถูกกามทําให้หันเห
ไปทางที่ผิดศีลธรรม



ในพุทธปรัชญายังได้กล่าวถึงกระบวนการของกาม โดยกามนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็
เพราะการคิดอยากได้อยากดู อยากเห็น อยากดม อยากลิมลอง อยากสัมผัส เพราะ
สมุฏฐานทีทําให้กามเกิดขึ้นนั้นก็คือ ผัสสะ การกระทบกันระหว่างตากับรูป หูกับเสียง
จมูกกับกลิน ลิ้นกับรส กายกับสัมผัส เมื่ออายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอก
แล้ว ถ้าชอบใจ ก็อยากได้ ถ้าไม่ชอบใจก็เกลียดชัง อนึ่ง กามคุณทั้ง ๕ ประการนี้
มีความแตกต่างกันเพราะหน้าที่ในการรับรู้สิ่งที่มากระทบของอายตนะภายในต่างกัน
ส่วนวิบากหรือผลที่จะได้รับจากกามนั้นมีทั้งส่วนดี และส่วนเสีย ขึ้นอยู่กับบุคคลว่า มี
ความใฝ่ดีหรือใฝ่ไม่ดี



อนึ่ง เมื่ออายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอกแล้ว จิตนําไปคิดปรุง
แต่ง จนทําให้เกิดความชอบใจ หรือไม่ชอบใจขึ้นมา กามจึงได้ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว เมื่อกาม
เกิดขึนแล้ว พุทธปรัชญาเถรวาทได้นําเสนอวิธีการดับกามนั้น ตามหลักแห่งอินทริยสังวร
คือ การสํารวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยเมื่อเกิดการกระทบกันของอายตนะ
ทั้งหลายแล้ว ให้กําหนดรู้เท่าทันตามสภาพความเป็นจริง แล้ววางใจเป็นอุเบกขา คือ
เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินก็สักแต่ว่าฟัง เมื่อไดกลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น เมือลิ้ม
่รสก็สักแต่วาลิ้ม เมื่อถูกต้องโผฏฐัพพะก็สักแต่ว่าถูกต้อง หรือเมือรู้ธรรมารมณ์ก็สักแต่ว่ารูั
ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่เปิดช่องให้กิเลสเกิดขึ้น ผัสสะซึ่งเป็นสมุฏฐานให้กามเกิดก็เป็นอันดับ
ไป เมื่อผัสสะดับแล้ว กามก็ได้ชื่อว่าดับตามไปด้วย หรืออาจจะให้วิธีการดับกามตาม
แนวแห่งปฏิจจสมุปบาท หรือตามแนวแห่งอริยสัจ ๔ ก็สามารถดับกามได้เช่นกัน



พุทธปรัชญาเถรวาท ถือว่า กามนั้นให้วิบากหรือผลกระทบได้ ๒ แง่ คือ
ใหทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ซึ่งผลกระทบทั้งสองแง่นั้น แม้บรรพชิตในพระพุทธศาสนาเอง
ก็ได้รับเฉกเช่นเดียวกันกับฆราวาสขึ้นอยู่กับการบริโภคกามของท่านเหลานั้นว่าเป็นไป
เพือให้เกิดปัญญา หรือตัณหา ถ้าบริโภคเพื่อให้เกิดตัณหา ก็จะเป็นเหตุให้มีการประพฤติ
นอกพระธรรมวินัย และประพฤติล่วงละเมิดสิกขาบทมากขึ้น บางท่านถึงกับต้องอาบัติ
แต่สําหรับบรรพชิตผู้บริโภคกามเพื่อให้เกิดปาราชิกก็มี เพราะความหลงมัวเมาในกาม
ปัญญาคือ อาศัยการบริโภคกามนั้นเพื่อให้มีกําลังทางกายในการบําเพ็ญเพียรต่อไป
ชีวตพรหมจรรย์ก็จะประเสริฐขึ้น ภิกษุและสามเณรในปัจจุบันนี้จึงควรสําเหนียกปฏิบัติตาม
หลักพระธรรมวินัย ไม่วาจะเป็นหลักแห่งอปัณณกปฏิปทา หรือหลักของตัดสินพระธรรม
วินัย เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระศาสนา

โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 07:40:52 น.] ( IP = 58.9.109.71 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org