ฝ่ายพระอภิธรรมปิฎก เห็นว่า กระบวนการคิดของมนุษย์มักจะถูก
กามกระตุ้นให้เกิดการคิดที่ผิดศีลธรรม ที่เรียกว่า มิจฉาสังกัปปะ คือ กระบวนการคิดที่
เป็นไปในทางที่ปรารถนากามคุณ คิดในทางพยาบาทปองร้ายคนอื่น และคิดในทางเบียด
เบียนคนอืน เพราะธรรมดาปุถุชนก็มีกิเลสนอนเนื่องอยู่ในจิตใจอยู่แล้ว เมือได้ประสบพบ
เห็นสิงที่ชอบใจ ก็อยากได้มาครอบครองในทางอันไม่ชอบธรรม หรือเมือประสบพบเห็นสิ่ง
ที่ไม่ชอบใจ ก็เกลียดชัง อยากกําจัดออกไปให้พ้นจากชีวิตของตน ดังนั้น พุทธปรัชญา
ฝ่ายอภิธรรมจึงมีความเห็นเน้นเรื่องกระบวนการคิดของสามัญชน ที่มักถูกกามทําให้หันเห
ไปทางที่ผิดศีลธรรม
ในพุทธปรัชญายังได้กล่าวถึงกระบวนการของกาม โดยกามนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็
เพราะการคิดอยากได้อยากดู อยากเห็น อยากดม อยากลิมลอง อยากสัมผัส เพราะ
สมุฏฐานทีทําให้กามเกิดขึ้นนั้นก็คือ ผัสสะ การกระทบกันระหว่างตากับรูป หูกับเสียง
จมูกกับกลิน ลิ้นกับรส กายกับสัมผัส เมื่ออายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอก
แล้ว ถ้าชอบใจ ก็อยากได้ ถ้าไม่ชอบใจก็เกลียดชัง อนึ่ง กามคุณทั้ง ๕ ประการนี้
มีความแตกต่างกันเพราะหน้าที่ในการรับรู้สิ่งที่มากระทบของอายตนะภายในต่างกัน
ส่วนวิบากหรือผลที่จะได้รับจากกามนั้นมีทั้งส่วนดี และส่วนเสีย ขึ้นอยู่กับบุคคลว่า มี
ความใฝ่ดีหรือใฝ่ไม่ดี
อนึ่ง เมื่ออายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอกแล้ว จิตนําไปคิดปรุง
แต่ง จนทําให้เกิดความชอบใจ หรือไม่ชอบใจขึ้นมา กามจึงได้ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว เมื่อกาม
เกิดขึนแล้ว พุทธปรัชญาเถรวาทได้นําเสนอวิธีการดับกามนั้น ตามหลักแห่งอินทริยสังวร
คือ การสํารวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยเมื่อเกิดการกระทบกันของอายตนะ
ทั้งหลายแล้ว ให้กําหนดรู้เท่าทันตามสภาพความเป็นจริง แล้ววางใจเป็นอุเบกขา คือ
เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินก็สักแต่ว่าฟัง เมื่อไดกลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น เมือลิ้ม
่รสก็สักแต่วาลิ้ม เมื่อถูกต้องโผฏฐัพพะก็สักแต่ว่าถูกต้อง หรือเมือรู้ธรรมารมณ์ก็สักแต่ว่ารูั
ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่เปิดช่องให้กิเลสเกิดขึ้น ผัสสะซึ่งเป็นสมุฏฐานให้กามเกิดก็เป็นอันดับ
ไป เมื่อผัสสะดับแล้ว กามก็ได้ชื่อว่าดับตามไปด้วย หรืออาจจะให้วิธีการดับกามตาม
แนวแห่งปฏิจจสมุปบาท หรือตามแนวแห่งอริยสัจ ๔ ก็สามารถดับกามได้เช่นกัน
พุทธปรัชญาเถรวาท ถือว่า กามนั้นให้วิบากหรือผลกระทบได้ ๒ แง่ คือ
ใหทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ซึ่งผลกระทบทั้งสองแง่นั้น แม้บรรพชิตในพระพุทธศาสนาเอง
ก็ได้รับเฉกเช่นเดียวกันกับฆราวาสขึ้นอยู่กับการบริโภคกามของท่านเหลานั้นว่าเป็นไป
เพือให้เกิดปัญญา หรือตัณหา ถ้าบริโภคเพื่อให้เกิดตัณหา ก็จะเป็นเหตุให้มีการประพฤติ
นอกพระธรรมวินัย และประพฤติล่วงละเมิดสิกขาบทมากขึ้น บางท่านถึงกับต้องอาบัติ
แต่สําหรับบรรพชิตผู้บริโภคกามเพื่อให้เกิดปาราชิกก็มี เพราะความหลงมัวเมาในกาม
ปัญญาคือ อาศัยการบริโภคกามนั้นเพื่อให้มีกําลังทางกายในการบําเพ็ญเพียรต่อไป
ชีวตพรหมจรรย์ก็จะประเสริฐขึ้น ภิกษุและสามเณรในปัจจุบันนี้จึงควรสําเหนียกปฏิบัติตาม
หลักพระธรรมวินัย ไม่วาจะเป็นหลักแห่งอปัณณกปฏิปทา หรือหลักของตัดสินพระธรรม
วินัย เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระศาสนา