มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๖)






ผ่านเมฆมองจันทร์ (๖)


ตอนที่ ๕

ปัจจุบันธรรม – ปัจจุบันอารมณ์


...ปัจจุบันธรรม เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไป อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้
แต่เมื่อใดที่สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นกับเรา
จึงจะเป็นปัจจุบันอารมณ์
ที่เป็นเหตุให้เราเกิดอภิชฌา หรือโทมนัสได้
เราจึงต้องกำหนดให้ทันในปัจจุบันอารมณ์นั้น...



นับตั้งแต่วันนั้นมา …ความฝังใจจากภาพคุณลุงคนนั้น ทำให้สิตางศุ์เริ่มต้นใช้เวลาในการปฏิบัติแทนการไปเที่ยวเล่นกับเด็กๆรุ่นราวคราวเดียวกันเหมือนก่อน จึงทำให้เธอเริ่มมีคำถามด้านการปฏิบัติต่อบิดาด้วยตนเอง

ยังจำได้ว่า….วันหนึ่งซึ่งนับเป็นวันแรกที่เธอเริ่มปฏิบัติอย่างจริงจังอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ที่พ่อปลูกไว้ตรงข้ามสำนักปฏิบัติเพื่อไว้ใช้พักอาศัยขณะที่ไปสอบอารมณ์ โดยให้เหตุผลว่าห้องปฏิบัติจะได้มีไว้ให้คนอื่นๆ

ในขณะนั้นพ่อนั่งเขียนบทความเพื่อลงวารสารของมูลนิธิ ส่วนตัวเธอก็นั่งปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ โดยพยายามที่จะกำหนดรูปนั่งตามที่เคยได้รับฟังมา

ครั้นรู้สึกตัวว่าเมื่อยเธอก็ใส่ใจในทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นแล้วจึงค่อยๆ แก้ไข เพราะยังจำในคำสอนของพ่อที่เตือนผู้ปฏิบัติว่าอย่ารีบร้อนแก้ไข เพราะจะทำให้มองไม่เห็นสภาวะของความเป็นจริง

ตอนนั้นเธอเองก็ไม่รู้ว่าสภาวะที่พ่อว่านั้นคืออะไร

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 09:58:13 น.] ( IP = 58.9.103.31 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

อย่างไรก็ตาม….เมื่อแก้ไขทุกข์เสร็จแล้วอยู่ในอาการยืน เธอก็ทำความรู้สึกตัวในท่านั้นพร้อมกำหนด “รูปยืน” ด้วยเหตุผลที่รู้มาว่า ถ้าไม่กำหนดเช่นนี้ ปัญญาไม่เกิด กิเลสก็อาจจะเข้าได้ด้วยความรู้สึกว่า ท่าที่ยืนนั้นสบายกว่าท่านั่งที่เกิดทุกข์เมื่อครู่นี้

ซึ่งพ่อเคยบอกว่า นั่นคือความพอใจที่เรียกว่า อภิชฌา แต่เมื่อยืนไปได้สักครู่ เธอก็รู้สึกว่าท่าที่ยืนนั้นค่อนข้างเซทำให้ทรงตัวยืนอยู่ไม่ค่อยได้ เธอจึงเปลี่ยนไปเดิน และเมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่ง เธอก็กลับมานั่งที่เดิมอีก แต่พอนั่งไปพักหนึ่งเธอจึงรู้ตัวว่า ชั่วครู่ที่ผ่านมาเธอลืมกำหนดก่อนที่จะเปลี่ยนอิริยาบถจากเดินมานั่ง

“พ่อขา …เวลาเปลี่ยนอิริยาบถแล้วเราลืมกำหนด อย่างนี้เราควรจะทำอย่างไรคะ” เธอไปยืนเกาะโต๊ะตั้งคำถามกับพ่อ

“หือ…ว่าไงนะลูก”

“คือว่า…เมื่อตะกี้หนูปฏิบัติวิปัสสนาอย่างที่พ่อเคยสอน หนูจำได้…แต่ว่าตอนที่หนูยืนแล้วเปลี่ยนมาเป็นเดิน พอเดินแล้วหนูก็กลับมานั่ง ตอนนั้นหนูลืมกำหนดค่ะ จู่ๆ ก็มานั่งเลย”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 10:01:07 น.] ( IP = 58.9.103.31 : : )


  สลักธรรม 2


พ่อวางปากกาลง แล้วหันมามองเธอตรงๆ

“….แล้วหนูรู้ตัวรึเปล่าว่า อะไรทำให้หนูต้องเดิน …แล้วต้องนั่ง”

“ยังไม่ทันรู้ค่ะ…”

“เห็นไหมลูก..ทุกวันนี้เราใช้อิริยาบถกันโดยไม่รู้ว่าอะไรเป็นตัวการให้เราต้องเดิน ยืน นั่ง นอน แท้ที่จริงแล้วอิริยาบถเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุให้เกิดขึ้น ไหนหนูลองคิดย้อนดูซิว่า เมื่อกี้จากท่ายืนมาเดินนั้น อะไรทำให้หนูต้องเดิน…”

“ก็ตอนยืนอยู่นั้น หนูรู้สึกเหมือนโงนเงน ยืนไม่ค่อยได้ค่ะ”

“แล้วตอนที่โงนเงน หนูทำความรู้สึกตรงนั้นหรือเปล่าว่า ยืนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว นั่นคือทุกข์เกิดขึ้นแล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ไขทุกข์ ทุกข์ในที่นี้คืออาการโงนเงนที่ลูกว่ามานั่นแหละ”

“ตอนนั้นหนูกำหนดค่ะ แต่ตอนที่เดินแล้วมานั่ง ….หนูลืมดูว่าอะไรเป็นตัวการ อย่างนี้แล้วหนูจะต้องลุกไปเดินอย่างเดิมใหม่ เพื่อจะได้กำหนดก่อนไหมคะ”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 10:01:42 น.] ( IP = 58.9.103.31 : : )


  สลักธรรม 3

เสียงพ่อหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบว่า..

“ไม่จำเป็นหรอกลูก ลืมแล้วก็ลืมไป ไม่ผิดหรอก จำไว้นะว่า การปฏิบัติวิปัสสนานี้ไม่มีอะไรผิด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นอารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนาได้ทั้งสิ้น … เพียงแต่มีข้อแม้ว่า ขอให้เป็นอารมณ์ปรมัตถ์ที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบันนั้น อย่างที่ลูกบอกว่าลืมไปแล้ว เกิดมานึกได้ทีหลัง ก็ตอนที่นึกได้นั้นเป็นรูป หรือนามล่ะ…

“…….”

“ตัวรู้ น่ะ …รู้ว่าลืม เป็นอะไร รูป หรือนาม”

“อ๋อ เป็นนาม ค่ะ”

“ลูกก็กำหนด นามรู้ แล้วก็ปฏิบัติต่อไป ไม่เห็นจะต้องวิ่งกลับไปตั้งท่าเดินใหม่ให้เหนื่อยซะเปล่าๆ แล้วถ้าลูกขืนไปทำอย่างนั้นเข้า แสดงว่าลูกมีกิเลสเพราะมีความต้องการปฏิบัติ ซึ่งเป็นข้อห้าม กลับบ้านคราวนี้พ่อให้การบ้านลูก ไปหามาว่าข้อห้ามของการปฏิบัติวิปัสสนามีอะไรบ้าง แต่วันนี้ที่พ่ออธิบายมา ลูกพอเข้าใจไหม”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 10:02:45 น.] ( IP = 58.9.103.31 : : )


  สลักธรรม 4

“ขอบพระคุณค่ะ พ่อขา..ลูกเข้าใจแล้วค่ะ แต่ลูกสงสัยอยู่ข้อหนึ่งค่ะ ที่พ่อบอกว่า ต้องกำหนดเจาะจงไปเลยว่ารูปอะไร เป็นรูปยืน รูปเดิน หรือ รูปนั่ง แล้วเรากำหนดรูปเฉยๆ ได้ไหมคะ ก็พ่อเคยสอนว่า รูป คือ อาการตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า ก็เวลาเรากำหนดไม่ว่าจะเป็นรูปอิริยาบถไหนก็รู้สึกตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้านี่คะ..”

“เออ…สำคัญนี่เรา เอาคำสอนพ่อมาย้อนถามพ่อจนได้ เอ้าพ่อถามลูกก่อนว่าที่เขาให้กำหนดรูปไปนั้น เพื่ออะไร”

“เพื่อให้รู้ว่า ไม่ใช่เรา แต่เป็นรูป เพราะถ้าเป็นเราก็จะมีความชอบ ไม่ชอบเกิดขึ้นได้ ค่ะ”

“ที่ตอบมาก็ถูก แต่ก็ยังมีเหตุผลมากกว่านั้น…

..คำว่า ไม่ใช่เรา ในที่นี้ ภาษาธรรมะ เรียกว่า อนัตตา ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปไหน จะทำหรือไม่ทำอะไร ทุกคนก็มีความรู้สึกว่าเป็นเรา หรือที่เรียกว่า อัตตา อยู่ตลอดเวลา นอกจากเป็นเราแล้ว ยังมีความรู้สึกว่าเป็นตัวตน หรือมีตัวตน …อย่างลูกนี่ มีตัวตนไหม”

“มีซิคะ…นี่ไงค่ะ” แล้วเธอก็ยืนให้พ่อดู

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 10:03:41 น.] ( IP = 58.9.103.31 : : )


  สลักธรรม 5

“นี่ล่ะ ที่เขาเรียกว่า อัตตา เป็นตัวตน มีตัวตน เป็นเรา เป็นเขา….แล้วเวลาที่ปฏิบัติลูกรู้สึกว่ามีตัวตนไหม ล่ะ”

“ไม่มีค่ะ เพราะตอนนั้นหนูกำหนดเป็นรูปแล้วนี่คะ”

“แล้วตอนนั่งเป็นอะไร”

“เป็นรูป ค่ะ”

“แล้วตอนเดินล่ะ เป็นอะไร”

“ก็เป็นรูปเหมือนกันค่ะ”

“แล้วตอนที่หนูนั่ง กับเดิน เป็นรูปเดียวกันรึเปล่า”

“ก็รูปเดียวกันซิคะ ก็จากรูปนั่งนั้น ก็เปลี่ยนไปเป็นรูปเดินต่อ”

“อย่างที่หนูพูดนี่นะ เขาเรียกว่า ฆนสัญญา หมายถึงความเป็นกลุ่มเป็นก้อน หรือการประชุมรวมกัน ทำให้เป็นตัวตน ซึ่งทำให้เข้าใจว่าก็ตัวเรานี่แหละที่นั่ง นอน ยืน เดินฆนสัญญานี่เองที่เป็นตัวปิดบัง อนัตตา

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 10:04:08 น.] ( IP = 58.9.103.31 : : )


  สลักธรรม 6

พ่อจะเล่าอะไรให้ฟัง…ในวิสุทธิมรรคก็ได้อุปมาเรื่องนี้เอาไว้ว่า เหมือนคนจูงโคไปโรงฆ่าสัตว์ ทุกคนเห็นเหมือนกันหมดว่า เป็นโค แต่พอฆ่าเสร็จแล้วก็นำกลับออกมาทางเดิมอีก ทุกคนก็เห็นว่าไม่มีโคแล้ว คงเห็นแต่ชิ้นส่วนย่อยของโค เป็นส่วนแขนบ้าง ขาบ้าง หัวบ้าง… ถามว่าตอนนี้ตัวโคมีอีกไหม”

“ไม่มีแล้วค่ะ”

“ใช่ เรื่องนี้อุปมาแล้ว ก็เหมือนกับพวกเรา ก่อนเข้าปฏิบัติก็รู้สึกว่าเป็นเรา เป็นตัวเป็นตน มีอัตตาเข้าเต็มที่ เมื่อเข้าปฏิบัติก็เป็นการไปทำลายตัวตน ให้ออกมาเป็นรูปต่างๆ ที่ไม่เหมือนกันคือ รูปนั่ง รูปยืน รูปเดิน รูปนอน แล้วรูปนั่งก็ไม่เหมือนรูปยืน เพราะอาการท่าทางไม่เหมือนกัน เวลาปฏิบัติในรูป ๒ รูปนี้ เราก็รู้ว่าไม่เหมือนกันเป็นคนละรูปกัน เมื่อกำหนดเช่นนี้ได้จึงจะเป็นการทำลายฆนสัญญา ซึ่งเหมือนการนำโคไปฆ่า ออกมาเป็นชิ้นส่วนย่อยซึ่งไม่ใช่โคอีกต่อไปแล้ว ..ดังนั้นที่ลูกบอกว่า อิริยาบถต่างๆ นั้น เรากำหนดรูปอย่างเดียวจะได้ไหม ตอนนี้ลูกได้คำตอบหรือยังว่า ได้ หรือไม่ได้”

“ไม่ได้ค่ะ”

“เพราะอะไรหรือ”

“เพราะถ้ากำหนดรูปอย่างเดียว จะทำให้เข้าใจว่าเป็นรูปเดียวกัน ก็เหมือนยังเป็นโคตัวเดิมอัตตาก็ยังคงอยู่ แล้วฆนสัญญาก็จะไม่ถูกทำลาย”

“ใช่…แล้วปัญญา ที่เรียกว่า วิปัสสนาปัญญาก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะวิปัสสนาเป็นปัญญาที่เห็นว่ารูปนามเป็นอนัตตาด้วย..นอกไปจากการเห็นว่าเป็นอนิจจัง และทุกขังแล้ว”

“ค่ะพ่อ…นับแต่นี้ต่อไปลูกจะกำหนดให้ชัดเจนว่า ขณะนั้นกำลังกำหนดรูปอะไร หรือนามอะไร”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 10:04:59 น.] ( IP = 58.9.103.31 : : )


  สลักธรรม 7

ตั้งแต่นั้นมาทุกครั้งที่ไปกับพ่อ เธอจะต้องเข้าปฏิบัติจนเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ปฏิบัติ และคณาจารย์ จนทุกคนตั้งฉายาให้เธอว่า โยคาวจรรุ่นเยาว์ เพราะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดานักปฏิบัติทั้งหลาย

หลังจากนั้นแทนที่เธอจะเป็นฝ่ายตั้งคำถาม กลับกลายเป็นว่าเธอจะถูกพ่อซักถาม และอธิบายเพิ่มเติมเรื่องการปฏิบัติให้กับเธอ มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่ปฏิบัติอยู่ เธอก็มองไปที่กลุ่มเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ ๔ - ๕ คนที่กำลังเล่นกันอยู่ เสียงพ่อถามมาว่า

“สิตางศุ์…ทำอะไรอยู่หรือเปล่า ลูก”

“กำลังปฏิบัติอยู่ค่ะ” ก็เธอคิดว่า ตอนนั้นเธอกำลังกำหนด นามเห็นพวกเขาเล่นกันอยู่

“…ถ้างั้นลูกก็หยุดปฏิบัติก่อน แล้วมานั่งตรงนี่ ตั้งใจฟังให้ดีนะ

…การที่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องเข้าใจภูมิของวิปัสสนาให้ดีก่อนเข้าปฏิบัติ เพราะรูปนามนี้จะต้องเป็นวัตถุที่ถูกพิจารณา คือ ถูกเพ่ง หรืออาจเรียกว่าถูกกำหนด เพื่อให้ปัญญาพบความจริง ประการสำคัญรูปนามที่เป็นตัวถูกกำหนดนั้น ต้องเป็น รูปนามที่ปรากฏอยู่ที่ตัวเราเอง จะไปเอารูปนามที่ผู้อื่นหรือสิ่งอื่นไม่ได้

…ตอนนี้ พ่อขอถามลูกว่าขณะนี้มีคนถูกยุงกัดไหม”

“มีค่ะ”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 10:06:30 น.] ( IP = 58.9.103.31 : : )


  สลักธรรม 8

“ใช่มี คนถูกยุงกัดมีเต็มไปหมด เพราะยุงมีอยู่มากมาย ดังนั้นการกัดย่อมต้องมีอยู่ คนที่ถูกยุงกัดก็มีอยู่ สภาพที่มีอยู่ทั่วไปนี้เรียกว่าเป็นปัจจุบันธรรม ถึงไม่เกิดขึ้นที่เรา สิ่งเหล่านั้นก็มีอยู่ เป็นปัจจุบันธรรมที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่เราถูกยุงกัด ความรับรู้สึกที่ถูกยุงกัดย่อมเป็นปัจจุบันอารมณ์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความพอใจ ไม่พอใจได้ หากผู้ปฏิบัตินั้นขาดโยนิโสมนสิการ ประการสำคัญ การปฏิบัติวิปัสสนานี้เป็นไปเพื่อทำลายอภิชฌา และโทมนัส คือความพอใจ ไม่พอใจ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วลูกคิดว่า ผู้ปฏิบัติจะต้องสังเกตให้ทันในปัจจุบันชนิดใดล่ะ”

“ปัจจุบันอารมณ์ ค่ะ”

“เหตุผล...”

“ก็เพราะว่า ปัจจุบันธรรม เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไป อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แต่เมื่อใดที่สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นกับเรา จึงจะเป็นปัจจุบันอารมณ์ ที่เป็นเหตุให้เราเกิดอภิชฌา หรือโทมนัสได้ เราจึงต้องกำหนดให้ทันในปัจจุบันอารมณ์นั้น เป็นการป้องกันไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น ค่ะ

"….เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะไปกำหนดรูปนามที่คนอื่นได้ไหม”

“ไม่ได้ค่ะ”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 10:11:36 น.] ( IP = 58.9.103.31 : : )


  สลักธรรม 9

“เพราะฉะนั้นเราจึงต้องกำหนดรูปนามที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ของเราเอง อย่างคราวก่อนโน้นที่ลูกบอกว่าตอนเดินแล้วไปนั่งนั้น ลูกลืมกำหนด ถามว่าตอนนึกได้นั้น มีรูปเดินอยู่ไหม”

“ไม่มีค่ะ เพราะตอนนั้นมีรูปนั่งอยู่….”

“นั่นซิ …รูปเดินเป็นอดีตอารมณ์ไปแล้ว แต่ขณะนั้นรูปนั่งเป็นปัจจุบันอารมณ์ ลูกก็ต้องกำหนดรูปนั่งไป แล้วคราวนี้อารมณ์อะไรเข้ามาก็กำหนดอารมณ์ที่เป็นปัจจุบันนั้น เช่นตอนระลึกได้ว่า ตายจริงตอนเปลี่ยนมานั่งนี้ลืมกำหนด ตอนนึกได้นี่ก็เป็นปัจจุบันอารมณ์ในขณะนั้นแล้ว ลูกก็ระลึกรู้สึกให้ทันในนามรู้ หรือนามฟุ้งอันนั้น เพราะมันฟุ้งไปในเรื่องอดีตที่ผ่านไปแล้ว กำหนดเสร็จก็กลับมาที่รูปนั่งที่เป็นปัจจุบันต่อไป

แล้วตอนที่ปฏิบัตินั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะจะต้องมีควบคู่กับการปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา ก็คือการสำรวมอินทรีย์ หากไม่สำรวมแล้วจะเป็นการเปิดช่องทางให้กิเลสเข้าได้ง่ายๆ และการสำรวมนี้เองจะเป็นปัจจัยทำให้เกิดสติระลึกรู้สึกตัวในอาการของรูปนามที่เป็นปัจจุบันได้ง่ายอีกด้วย

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 10:12:32 น.] ( IP = 58.9.103.31 : : )


  สลักธรรม 10

….อย่างเมื่อครู่นี้ ลูกนั่งปฏิบัติอยู่ พ่อเห็นลูกมองไปที่เพื่อนๆ ซึ่งกำลังเล่นสนุกอยู่ ตอนนั้นลูกกำหนดอะไร”

“ก็กำหนด นามเห็นซิคะ พ่อขา ก็หนูเห็นเขากำลังเล่นกันอยู่นี่คะ”

“แล้วหนูรู้หรือเปล่าว่าเขาเล่นอะไรกัน”

“ทราบค่ะ เขาเล่นมอญซ่อนผ้ากันค่ะ”

“เห็นไหม..ตอนนั้นไม่ใช่หนูเห็นแล้ว แต่หนูรู้ไปแล้ว เมื่อรู้สัญญาคือความจำได้ในอดีต จำไปถึงชื่อต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นบัญญัติทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว อารมณ์วิปัสสนาที่เป็นปรมัตถ์จะเกิดขึ้นได้หรือเปล่าล่ะ”

“เอ้อ……ไม่ได้ค่ะ”

“แสดงว่าตอนนั้นหนูตกไปจากวิปัสสนาแล้ว นี่ไงเขาถึงบอกว่าผู้ปฏิบัติจะต้องสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ …มิฉะนั้นแล้วกิเลสก็เข้ามาได้โดยง่ายดาย สมมุติว่าหนูกำลังปฏิบัติอยู่ แล้วเดินผ่านต้นกุหลาบที่กำลังชูดอกสวยอยู่ หนูสมควรเข้าไปดมหรือไม่”

“ไม่สมควรค่ะ”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ธ.ค. 2549 , 10:13:20 น.] ( IP = 58.9.103.31 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org