มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๗)






ผ่านเมฆมองจันทร์ (๗)


ตอนที่ ๖

ทุกข์ – กิจที่ควรกำหนดรู้

พระพุทธประสงค์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ต้องการให้พุทธศาสนิกชนได้พ้นไปจากทุกข์นั้น
ประการแรกผู้ปฏิบัติทุกคนต้องรู้ว่า
ทุกข์ เป็นกิจที่ควรกำหนดรู้


ความคิดคำนึงทั้งมวลจบลงด้วยความรู้สึกปวดร้าวขาขวาอย่างรุนแรงเนื่องจากเธอยืนมาเป็นเวลานาน แต่เป็นเพราะด้วยความสันทัดจากการปฏิบัติที่ได้ฝึกฝนมาแต่เล็ก เป็นเหตุให้ทันทีที่เธอใส่ใจในความรู้สึกปวด(ทุกข์) ที่เกิดขึ้น

ความรู้ว่าเป็น “นาม”(ปวด) จากรูปยืนที่เป็นฐานอยู่ขณะนั้นก็เกิดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องคิดที่จะกำหนด สิตางศุ์จึงขยับตัวเพื่อเปลี่ยนท่า แต่ก็รู้ว่าไม่สามารถที่จะยืนต่อไปได้อีกแล้ว เธอจึงใช้วอล์คเกอร์ค่อยๆพยุงตัวเองเดินไปนั่งที่เก้าอี้ผ้าใบ

ทันทีที่นั่งลงความรู้สึกก็เด่นชัดในอาการท่าทางที่นั่ง พร้อมกับความรู้ที่ประกาศออกมาว่าเป็น”รูป”(นั่ง)ก็เกิดขึ้นทันที …แต่เป็นเพราะไม่สะดวกที่จะอยู่ในท่านั่งได้นาน เธอจึงต้องเปลี่ยนอิริยาบถมาเป็นครึ่งนั่งครึ่งนอน

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ธ.ค. 2549 , 09:25:12 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

…ภาพพระจันทร์ทรงกลดที่เด่นชัดกลางท้องฟ้าในเวลานี้ไร้เมฆมาปกคลุม ทำให้เธออดที่จะคิดถึงพ่อไม่ได้ การกระทำของพ่อหลายๆ อย่างทำให้เธอรู้สึกมีความผูกพันกับพระจันทร์

ตั้งแต่เล็ก..ยามใดที่เธอทำผิด พ่อจะพูดสั้นๆ ว่า

“สิตางศุ์ แปลว่า พระจันทร์ พ่อตั้งใจตั้งชื่อนี้ให้ลูกเพราะคิดว่าพระจันทร์เป็นของสูงส่ง …”

และทุกวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา …หลังกลับจากเวียนเทียนที่วัดใกล้ๆ บ้านแล้ว พ่อจะชักชวนทุกคนในบ้านให้มานอนมองพระจันทร์กันที่นอกชาน พร้อมๆ กับการพาทุกคนย้อนกลับคืนสู่อดีตในสมัยพุทธกาลด้วยการเล่าพระพุทธประวัติให้ฟัง โดยทุกครั้งท่านจะเกริ่นนำด้วยข้อความที่ว่า

…พระจันทร์ดวงที่ลูกเห็นอยู่นี้ เมื่อประมาณ ๒๕๐๐ ปีที่แล้ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง….

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ธ.ค. 2549 , 09:27:31 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

พ่อจะเน้นเสียง พร้อมให้น้ำหนักในคำพูดเพื่อให้รู้สึกว่า ไม่ว่าจะเป็นครั้งนี้หรือครั้งนั้น ….พระจันทร์ก็คือดวงเดียวกัน ทำให้ทุกคนที่ได้รับฟังเกิดความรู้สึกว่า …สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ไม่ไกลจากเราเท่าไรนัก

…..เธอเองก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่า การฟังในแต่ละครั้ง พร้อมการมองภาพพระจันทร์เต็มดวงที่ปรากฏบนท้องฟ้าเบื้องบน จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดเส้นทางชีวิตของเธอให้เดินไปตามรอยทางของพ่ออย่างมั่นใจ

“เอ้า…ใครบอกพ่อได้ว่า วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่มีพระจันทร์เต็มดวงนั้น มีวันอะไรบ้าง”

เสียงเซ็งแซ่ที่ลูกๆ แย่งกันตอบ…แล้วพ่อก็ไล่ถามที่ละคนว่าชอบวันใดมากที่สุด

สำหรับสิตางศุ์ คำตอบพร้อมเหตุผลที่เธอให้กับพ่อ

“หนูชอบวันมาฆบูชามากที่สุด หนูคิดว่าเป็นเพราะวันนี้ พวกเราถึงได้รับคำสอน ถ้าวันนั้นไม่มีพระอรหันต์ ๑๒๕๐ รูปมาประชุมพร้อมกันเพื่อรับหลักการที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และช่วยกันออกไปเผยแผ่แล้วละก็ พวกเราคงไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงสั่งให้เราปฏิบัติอย่างไร แต่นี่เพราะท่านเหล่านั้น…หลักของโอวาทปาฏิโมกข์จึงมีมาได้จนถึงทุกวันนี้”

“อือ ตอบได้ดีนี่เรา”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ธ.ค. 2549 , 09:28:35 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3

และ ต่อหน้าพระจันทร์ดวงนี้แหละ ที่คืนหนึ่ง ณ สถานที่ปฏิบัติวิปัสสนา พ่อได้ตั้งคำถามกับเธอว่า

“สิตางศุ์ …ที่ลูกตั้งใจปฏิบัติทุกวันนี้ ลูกมีเป้าหมายอะไรหรือเปล่า”

ตอนนั้น..เข้าใจว่าพ่อคงต้องการให้เธอตอบว่า ปรารถนาความพ้นทุกข์ แต่คำตอบของเธอไม่เป็นเช่นนั้น …

และคงเป็นเพราะคำพูดที่ถูกกลั่นกรองออกมาจากส่วนลึกของหัวใจของเธอก็อาจเป็นได้ จึงทำให้ทันทีที่ได้รับฟังพ่อถึงกับน้ำตาคลอเธอบอกพ่อว่า….

“หนูอยากช่วยพ่อ ….หนูจะเดินตามพ่อไปเคาะประตูบ้านเพื่อชักชวนคนให้ออกมาเรียนรู้ความจริงของชีวิต …”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ธ.ค. 2549 , 09:29:45 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 4

เธอพูดตามใจที่คิดต้องการจะช่วยแบ่งเบาภาระงานของพ่อ เพราะภาพและเสียงของท่านที่ทุ่มเทให้การเผยแพร่งานพระพุทธศาสนาในแต่ละครั้งนั้น ดูช่างน่าเหน็ดเหนื่อยเหลือเกินตามความรู้สึกของเธอในขณะที่ยังเล็ก

จนเมื่อศึกษาอยู่ในขั้นอุดมศึกษาเธอจึงรู้ตัวว่าได้ซึมซับความรู้สึกเกือบทุกอย่างที่พ่อมี เพราะแม้ทุกถ้อยคำพูดที่พ่อถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ เธอก็สามารถกล่าวข้อความเหล่านั้นออกมาได้เสมือนกับว่าเกิดจากความคิด และความรู้สึกของตัวเธอเอง…

“ท่านสาธุชน…… กระผมพยายามเดินเคาะประตูบ้านท่านซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อจะได้ออกมารับรู้เรื่องราวชีวิตของตนเอง และจะได้พาตนเองไปสู่สันติสุขได้ .. แต่เคาะเท่าใดก็ช่างมีคนน้อยเต็มที ที่จะออกมาหาแสงสว่างของชีวิต ผมพยายามเต็มที่ แต่ก็จนใจ กับพวกดื้อทั้งหลาย…”

อาจเป็นเพราะด้วยความเห็นใจในความพยายามของบิดา ที่เธอรู้สึกว่าท่านต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้คนให้รู้จักสิ่งที่มีค่าสูงสุดที่จะสามารถช่วยพวกเขาให้พ้นไปจากความมืดที่ปกคลุมชีวิต ก่อนที่จะถูกคร่าลงโดยพญามัจจุราช

“….ท่านสาธุชนทั้งหลาย พญามัจจุราชเคยมาเคาะประตูบ้านของท่านบ้างหรือเปล่า บางคนพญามัจจุราชเคยมาเคาะประตูหลายครั้ง คือป่วยเจ็บจวนจะตาย บางคนรถคว่ำแต่ก็รอดมาได้ บางคนก็ได้รับอุบัติเหตุต่างๆ นานา บางคนก็ถึงวัยชราเจ็บออด ๆ แอด ๆ สำหรับตัวกระผมเองขอสารภาพว่า พญามัจจุราชมาเคาะประตูบ้านหลายหนแล้ว…”

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ธ.ค. 2549 , 09:31:04 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 5

บิดาของเธอเองก็ต้องผจญกับการเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างหนักถึง ๒ - ๓ ครั้ง และเป็นเหตุให้ท่านหันเหชีวิตเข้ามาศึกษาพระธรรมอย่างจริงจังจนประจักษ์ชัดว่าพระธรรมเท่านั้นที่จะช่วยให้คนเข้าใจสภาพความจริงของชีวิต เกิดศรัทธาที่จะปฏิบัติเพื่อพ้นไปจากทุกข์ได้

“…ท่านสาธุชนทั้งหลาย เวลาในชาตินี้เหลือน้อยลงแล้ว และจะน้อยลงไปเรื่อยๆ จะเหลืออยู่ไม่กี่ปี หรือไม่กี่สิบปี หัวเลี้ยวหัวต่ออันเป็นนาทีทองใกล้เข้ามาทุกเวลานาที การเดินทางซึ่งหมายถึงชาติหน้ากำลังจะมาถึงอย่างแน่นอน

ดังนั้นจึงควรจะศึกษาหาความรู้ความชำนาญในหนทางที่จะต้องเดินไปนี้เสียให้ดี พิจารณาหนทางเสียให้ละเอียด เมื่ออารมณ์ครั้งสุดท้ายใกล้เข้ามา จะได้พาชีวิตไปสู่หนทางที่ราบรื่น แต่ถ้าเตรียมตัวเตรียมใจไว้ไม่พร้อม ก็จะตกอยู่ในความประมาท ความพลาดพลั้งเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่หนทางที่ขรุขระกันดาร บางทีอาจได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว…”

เธอคิดว่าพ่อของเธอได้ใช้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ที่จะช่วยเหลือทุกคนไม่ให้ชีวิตต้องไปประสบกับความทุกข์ทรมาน เพราะเธอได้เห็นการทุ่มเทชีวิตของพ่อให้กับงานนี้ตลอดเวลาเท่ากับอายุของเธอ

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ธ.ค. 2549 , 09:33:12 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 6

ครั้งนี้เธอจึงพูดออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ

“นะคะ พ่อ …เราสองคนพ่อลูกจะช่วยกันเคาะประตูบ้านคน เพื่อช่วยเหลือคนเขาให้รู้จักหนทางไปสู่ความพ้นทุกข์กันนะคะ พ่อขา”

แล้วเธอก็ได้เห็นแววตาของพ่อที่หล่อรื้นไปด้วยน้ำตา เสียงอันสั่นเครือที่ท่านเปล่งออกมา พร้อมมือที่ยื่นมาลูบศีรษะเธอเบาๆ นั้น ทำให้เธอ

รู้สึกว่า เธอคิดถูกแล้วที่ได้ตัดสินใจเลือกเดินตามทางพ่อ …และนั่นหมายความว่า เธอยินยอมใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อตอบแทนพระคุณท่าน…

“ขอบใจลูก พ่อขอบใจจริงๆ มิเสียแรง….”

แต่แล้วพ่อก็ไม่พูดอะไรอีกต่อไป เพียงแต่ถอดแว่นตา หยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อออกมาซับที่ขอบตา แล้วทำทีเป็นเช็ดหน้าตนเอง…

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ธ.ค. 2549 , 09:34:46 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 7

นับตั้งแต่นั้นมา พ่อจะพาเธอไปด้วยทุกครั้งที่ได้รับเชิญให้ไปบรรยายธรรมตามสถานที่ต่างๆ แม้แต่การไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนาต่างจังหวัดที่พ่อกระทำเป็นประจำทุกปี ท่านก็เริ่มพาเธอไปด้วย …ทำให้สิตางศุ์ได้รับประสบการณ์ตรงทั้งทางด้านปริยัติ และปฏิบัติอย่างดียิ่ง…

ครั้งหนึ่ง …เมื่อพ่อพาเธอไปปฏิบัติที่ถ้ำม้าร้อง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เธอได้ไปปฏิบัติต่างจังหวัดเป็นเวลาติดต่อกันอย่างยาวนาน ตลอดเวลาของการปฏิบัติเธอมิได้พบและพูดคุยกับพ่อเลย ผลจากการปฏิบัติในครั้งนั้นนั่นเอง พ่อได้บอกเธอว่า เธอได้ผ่านการฝึกซ้อมมาเพียงพอ และมีภูมิพร้อมที่จะปฏิบัติด้วยตนเองได้แล้ว

…แม้วันแรกๆ จะฟุ้งไปบ้างด้วยความแปลกใหม่ในสถานที่ ทำให้เกิดความกลัวว่าจะไม่ปลอดภัยเพราะเธอและพ่อต้องปฏิบัตห่างไกลกันพอสมควร แต่สิตางศุ์ก็ระลึกได้ถึงคำเตือนที่พ่อให้แก่ผู้ปฏิบัติว่า…ฟุ้งเป็นธรระมะตัวหนึ่ง ในการปฏิบัติวิปัสสนานั้นเราไม่มีสิทธิ์ไปบังคับไม่ให้ฟุ้งเกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วรู้ตัว ก็กลับมาเริ่มต้นที่ฐานเดิม หากปัจจุบันนั้นเป็นรูปนั่งก็กลับมารู้สึกในรูปนั่งนั้น …...

เธอจึงพยายามทำตาม จนในที่สุดเมื่อความรู้สึกตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันรูปและปัจจุบันนามได้ ความกลัวนั้นก็หายไปโดยไม่รู้ตัว

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ธ.ค. 2549 , 09:36:02 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 8

เมื่อเวลาผ่านไป ๆ ตอนนั้นเธอเองก็จำไม่ได้ว่าเป็นวันที่เท่าไรของการปฏิบัติ แต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนมากในความรู้สึกของเธอคือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นตามติดในทุกอากัปกิริยา แม้ว่าขณะนั้นเธอเพิ่งจะเปลี่ยนอิริยาบถไปแล้วก็ตาม จนทำให้เกิดความรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วความสุขนั้นไม่มีเลย มีเพียงแต่ทุกข์ที่น้อยลงเมื่อได้รับการแก้ไข แต่แล้วทุกข์ก็จะทวีมากขึ้น ๆ จนไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้อีกต่อไป

จากประสบการณ์ในครั้งนี้ ทำให้สิตางศุ์เกิดความรู้เพิ่มขึ้นว่าในการเปลี่ยนแปลงอิริยาบถนั้น ทุกข์(เวทนา) จะเกิดขึ้นมากน้อยไม่สำคัญ เพราะไม่สามารถกะเกณฑ์ได้ว่าทุกข์แค่ไหนจึงจะเปลี่ยนอิริยาบถได้ หากอยู่ที่ความรู้สึกในขณะนั้นว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแล้วหรือยัง

แม้ทุกข์จะเกิดขึ้นนิดหน่อย แต่เมื่อโยนิโสมนิการก็เป็นการอ้างทุกข์ซึ่งเป็นสัญญาณในการเปลี่ยนอิริยาบถแล้ว และด้วยสติที่คอยกำกับ ประกอบกับความสำรวมในอินทรีย์ที่มี จึงทำให้ไม่เป็นที่อาศัยของตัณหา ขณะนั้นจึงเป็นเพียงแค่การบรรเทาทุกข์เท่านั้น ไม่ใช่เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อความสบาย เพราะเมื่อปฏิบัติติดต่อกันไปอย่างสม่ำเสมอแล้ว ไม่ว่ารูปไหนๆ อิริยาบถใดๆ ล้วนเป็นทุกข์เหมือนกันหมด

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ธ.ค. 2549 , 09:37:23 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 9

นับเป็นความรู้สึกใหม่ที่เธอได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่า หากได้อาศัยเหตุผลตามความจริงแล้วก็สามารถกันตัณหาได้ และการรู้ว่าเป็นรูป การรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลงอิริยาบถเป็นปัญญาที่ได้มาจากการโยนิโสมนสิการต่ออารมณ์ ไม่ใช่ไปใส่ความรู้สึก หรือสร้างความรู้สึกให้เกิดขึ้น เพราะเราไปทำปัญญาให้เกิดขึ้นโดยตรงไม่ได้ แต่ทำได้แค่เพียงปัจจัย และเมื่อได้ปัจจัยคือ โยนิโสมนสิการ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นเอง แล้วเมื่อทำไปๆ ปัญญานั้นก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกนั้นก็จะทวีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ประการสำคัญอิริยาบถทั้งก่อนเปลี่ยน กำลังเปลี่ยน และหลังเปลี่ยน ผู้ปฏิบัติต้องไม่ทิ้งว่าเป็นรูปอะไร ทุกข์อะไร ที่ไหน สำรวมรู้อยู่ เป็นปัจจุบันตลอด การสำรวมอยู่กับรูปที่เป็นปัจจุบันได้ตลอดนี้เอง จะทำให้ผู้ปฏิบัติสังเกตพบความต้องการที่แทรกเข้ามามากมาย และเมื่อเท่าทันก็จะป้องกันตัณหาทำให้มันไม่อาจแสดงบทบาทได้

ผลจากการปฏิบัติครั้งนี้นี่เอง ทำให้เธอเกิดความมุ่งมั่นที่จะเป็นกำลังส่วนหนึ่งในการช่วยงานเผยแพร่ของบิดา โดยตั้งใจจะเปิดชมรมละกิเลส เพื่อสอนการปฏิบัติวิปัสสนาให้กับผู้ที่สนใจ

เพราะตอนนี้เธอรู้แล้วว่า พระพุทธประสงค์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ต้องการให้พุทธศาสนิกชนได้พ้นไปจากทุกข์นั้น ประการแรกผู้ปฏิบัติทุกคนต้องรู้ว่า ทุกข์ เป็นกิจที่ควรกำหนดรู้ เพราะแม้แต่การหมุนวงล้อแห่งธรรมจักรของพระพุทธองค์ ก็เป็นการประกาศอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ซึ่งเมื่อท่านอัญญาโกณฑัญญะได้สดับก็สำเร็จดวงตาเห็นธรรม ด้วยการรู้ตามกระแสธรรมที่ทรงแสดง ซึ่งตอนหนึ่งได้กล่าวถึงทุกข์ว่า

โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ธ.ค. 2549 , 09:38:25 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 10

....ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ....

....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว ในธรรมทั้งหลายอันเรามิได้เคยฟังมาแล้ว ในกาลก่อนว่า “ทุกข์นี้นั้นแลเป็นความจริงของพระอริยเจ้าอันเราพึงกำหนดรู้”......

เธอตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะบอกลูกศิษย์ทุกคนว่า

...ในการปฏิบัติวิปัสสนานั้น ไม่ว่าจะได้ปัจจุบันน้อย อาจจะสงบหรือไม่สงบก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ขอให้ผู้ปฏิบัติรู้ว่า วันหนึ่งๆต้องแก้ไขทุกข์กี่ครั้ง เพราะการใช้อิริยาบถนั้นเป็นเรื่องของการแก้ทุกข์ทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาบ่อยๆ ก็จะเห็นทุกข์ได้บ่อยขึ้นเพราะเขาคือความจริงที่แสดงอยู่ตลอดเวลา เมื่อกระทำเช่นนี้เท่ากับว่ากำลังปฏิบัติกิจอยู่ในเส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงมอบให้แก่พุทธบริษัท

ส่วนการใช้อิริยาบถใดมากจะถูกหรือผิดนั้น ขึ้นอยู่กับการใส่ใจให้ตรงกับความจริง ไม่ใช่ใช้อิริยาบถนั้นเพราะความอยากสบาย เมื่อทำไปๆ แล้วทุกคนจะได้ความจริงจากรูปนั้น เพราะเมื่อจะเปลี่ยนอิริยาบถ ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกด้วยตนเองว่าถูกทุกข์บังคับให้เปลี่ยน และแม้ขณะเปลี่ยนนั้นก็เป็นทุกข์ จะไม่เห็นเลยว่าเป็นความสุข

เมื่อใครปฏิบัติมาถึงตรงนี้ก็จะเข้าใจได้ชัดเจนในกิจของอริยสัจ คือการกำหนดรู้ทุกข์ เมื่อใดเห็นทุกข์มาก ก็จะละตัณหาได้มาก แล้วเมื่อใดตัณหาหมดก็จะถึงนิโรธ และเมื่อนั้นมรรคก็สมบูรณ์เอง…

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย สัตตบงกช ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ธ.ค. 2549 , 09:39:17 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org