| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผ่านเมฆมองจันทร์ (๘)
![]()
ผ่านเมฆมองจันทร์ (๘)
ตอนที่ ๗
ทุกข์ในวิปัสสนา อริยสัจจธรรม
ในการปฏิบัติวิปัสสนานั้น
ผู้ปฏิบัติจะต้องดูทุกข์ในวิปัสสนา
ถ้าดูทุกข์ได้ทั้งหมด ย่อมหมายถึงรู้ถึงทุกขสัจจะแล้ว
เท่ากับว่าผู้นั้นได้เห็นอริยสัจธรรม ซึ่งกล่าวได้ว่า .
เป็นจุดหมายปลายทางของพุทธบริษัทที่ต้องการพ้นทุกข์
พ่อขา... เมื่อครั้งที่ตามพ่อไปสอบอารมณ์ หนูก็ได้เข้าปฏิบัติมาหลายครั้งแล้ว แต่ทำไมความรู้สึกอย่างนี้จึงไม่เกิดขึ้นในตอนนั้นละค่ะ
สิตางศุ์ตั้งข้อสงสัย หลังจากการบอกเล่าถึงอารมณ์การปฏิบัติที่เธอได้ประสบมา
ในคัมภีร์ท่านกล่าวเอาไว้ว่า .เหมือนกับบุรุษที่สีไฟ เมื่อได้ฟังท่านบอกว่า ให้เอาไม้ไผ่สองอันมาสีกันแล้วจะมีไฟเกิดขึ้น บุรุษผู้นั้นก็จับไม้ไผ่เข้าสองอันนำมาสีกันเข้า แต่ด้วยความใจร้อน เมื่อสีไปได้ไม่นาน ก็อยากให้มันเป็นไฟ ใจจึงเร่งอยู่เรื่อยๆ ให้เป็นไฟเร็วๆ แต่ไฟก็ไม่เกิดขึ้นสักที บุรุษนั้นก็เกิดความขี้เกียจ จึงหยุดพัก แล้วลองสีต่อไปใหม่ แล้วก็หยุดพักอีก เมื่อทำเช่นนี้ความร้อนที่พอมีอยู่บ้าง ก็หายไปล่ะซิ เพราะความร้อนมันเกิดไม่ติดต่อกัน
การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ลูกไปปฏิบัติ ๒ วัน แล้วหยุดกลับไปเรียนหนังสืออีก ๕ วัน อารมณ์ก็ไม่ต่อเนื่อง ก็เหมือนความร้อนที่เกิดจากการสีไม้ไผ่ พอร้อนนิดหน่อยก็หยุด มันก็เลยไม่อาจที่จะลุกเป็นไฟได้
โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:36:26 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
หากลูกได้ศึกษาเรื่องราวของผู้ที่สำเร็จมรรคผลนิพพาน และเป็นพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล ลูกก็จะพบว่า.. ท่านเหล่านั้นได้บำเพ็ญปัญญาบารมีมามากมาย บางท่านบำเพ็ญกันมาตั้งแต่สมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เทียวนะลูก อาศัยเวลานานมากทีเดียว..แล้วพวกเราล่ะใช้เวลากันมาคนละเท่าใดแล้ว ซึ่งไม่มีใครทราบ
แต่ทว่าบางคนพอเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา ก็คิดพึ่งพระธรรม เอาเวลาไปเข้าปฎิบัติเพื่อจะได้ไปให้พ้นจากการเกิดเร็วๆ โดยหาทราบไม่ว่า..ตนเองได้เคยอบรมบ่มนิสัยมามากน้อยสักเพียงใด ความสามารถจากอดีตจะหนุนเนื่องให้ได้สักเท่าใด พอปฏิบัติไปได้หน่อยเดียว ก็เร่งอยากให้เกิดผล
ยิ่งได้เรียนมาว่าต้องมีญาณโน้น ญาณนี้เกิดขึ้น ใจก็จดจ่ออยากจะได้ นึกตีเทียบอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ตัณหาเอาไปกินหมด อารมณ์ปฏิบัติก็ไม่ต่อเนื่อง มิหนำซ้ำบารมีที่สร้างสมมาก็ยังมีไม่พออีก ...ก็เหมือนบุรุษที่สีไฟ สีไปหยุดไป ไฟก็ไม่เกิด ...
ดังนั้นผู้ที่ต้องการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ต้องรู้ความจริงข้อนี้ และเมื่อมีเวลาพยายามเข้าฝึกหัดปฏิบัติให้เกิดความสันทัด เพื่อเป็นการสร้างสมบารมีธรรม ซึ่งสามารถติดตามข้ามภพข้ามชาติ เพราะเมื่อถึงเวลาทุกอย่างพร้อมแล้ว ผลก็จะเกิดขึ้นเอง
เช่นเดียวกันความทุกข์ที่ลูกได้ประสบครั้งนี้ก็เพราะลูกได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันยาวนาน แล้วลูกก็อาจจะมีอดีตที่สร้างสมมาอุดหนุนด้วย จึงได้ ประสบทุกข์ที่เกิดจากการปฏิบัติจริงๆ . แล้วลูกรู้ไหมว่า ทุกข์ในวิปัสสนาที่ลูกประสบในห้องปฏิบัติ กับทุกข์ที่ลูกได้รับในชีวิตประจำวันที่บ้านที่โรงเรียนนั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร
ไม่ทราบค่ะ โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:40:02 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 2
ตอนนั้นเธอไม่ทราบจริงๆ และไม่เคยรู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วชีวิตก็คือความทุกข์ดีๆ นี่เอง
...แต่ พ่อขา เวลาที่เกิดความรู้สึกเช่นนั้น มันมีความรู้สึกว่าจิตใจห่อเหี่ยวเป็นอย่างมากเลยนะคะ...
ใช่ลูก ....เมื่อทุกข์มาก ใจก็แห้งมาก ขณะนั้นกิเลสก็จะไกลออกไป เรื่องทุกข์นี้สำคัญมาก เมื่อเห็นอยู่บ่อยๆ ใจก็ต้องสลดเหี่ยวแห้ง จิตใจที่ไม่สลด ตัณหาก็มีโอกาสไหลอาบอารมณ์ได้มาก ซึ่งไม่ต่างไปจากปลาที่ถูกจับขึ้นมาวางไว้บนบก มันย่อมไม่ยินดีกระปรี้กระเปร่าเหมือนอยู่ในน้ำ เพราะถูกพรากไปจากอารมณ์ยินดีที่มันเคยเสพอยู่
ลูกเคยเห็นไหม... ปลาเวลาอยู่บนบก มันจะพยายามตะเกียกตะกายเพื่อที่จะลงไปอยู่ในน้ำ แล้วทันทีที่ลงน้ำมันก็จะสดชื่นแหวกว่ายไปมาอย่างดีอกดีใจ...
ก็เหมือนกับลูกไง....พอได้ไปโรงเรียนพบเพื่อนฝูง สนุกเฮฮา ลูกก็รู้สึกเริงร่ายินดี ถามว่า ตอนนี้ความรู้สึกทุกข์ที่ลูกเคยประสบในห้องปฏิบัติอยู่นั้นมันหลงเหลืออยู่บ้างไหม..
...ไม่มีแล้วค่ะ โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:41:51 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 3
นี่ไง...ตอนที่ลูกเข้าปฏิบัติก็ไม่ต่างไปจากปลาที่ถูกยกขึ้นมาวางไว้บนบก จนดูเหมือนว่าบางครั้งลูกจะรู้สึกทุรนทุราย แต่พอออกจากการปฏิบัติก็เหมือนปลาที่ได้กลับลงสู่แม่น้ำ ...ซึ่งเป็นแม่น้ำแห่งตัณหาที่พวกเราว่ายวนกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน
...ถ้าถามว่าทำไมความรู้สึกจึงต่างกันได้ถึงขนาดนี้ คำตอบก็คือตอนที่ลูกปฏิบัตินั้นลูกมีโยนิโสมนสิการเป็นเหตุให้รู้ทุกข์ เห็นทุกข์จริง ปัญญาก็ขับไล่ตัณหาให้ห่างออกไป
แต่ตอนที่ลูกกลับมาบ้าน อโยนิโสมนสิการก็เข้าครอบครอง อวิชชาก็ครอบงำ ทำให้วิปลาสเกิดอยู่คู่กับชีวิต เห็นว่าสิ่งนี้ดี-ศุภวิปลาส ทำอย่างนี้มีความสุข สุขวิปลาส อารมณ์สนุกอย่างนี้เที่ยง-นิจจวิปลาส
เพราะขนาดกลับมาบ้านแล้วลูกก็ยังรู้สึกยินดีอยู่ในอารมณ์นั้น แล้วยังมีความเป็นเราเป็นเขา มีความคิดว่าพวกเราเป็นเด็กเดินเรียนนะ ส่วนพวกโน้นนักเรียนประจำ ที่เขาเรียกว่า อัตตวิปลาส....จริงไหมลูก
ดังนั้นโยนิโสมนสิการจึงสำคัญมากในการปฏิบัติ นอกจากเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาตามที่เรียนกันมาแล้ว ยังเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติได้เห็นทุกข์จริงๆ อย่างที่ลูกได้ไปประสบมา
ซึ่งเป็นทุกข์ในวิปัสสนา ที่มีอยู่ ๕ อย่าง คือ ทุกขเวทนา สังขารทุกข์ สภาวะทุกข์ ทุกขลักษณะ และทุกขสัจจะ ...ลูกรู้จักทุกข์ ๕ อย่างนี้หรือไม่
หนูเคยได้ยินแต่ทุกข์เวทนาค่ะ
มันเป็นยังไงล่ะ.. โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:43:05 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 4
ก็เวลาที่หนูไม่สบาย เช่นปวดศีรษะไงคะ เรียกว่า ทุกขเวทนา
ใช่...ทุกขเวทนา คือความไม่สบายกาย แล้วก็ยังมีไม่สบายใจอีกด้วย ทุกขเวทนานี้เป็นทุกข์ขั้นต้น ซึ่งหยาบหน่อย ดูง่าย เห็นง่าย แล้วคนทุกคน ก็ได้ประสบกันมาแล้ว ทุกขเวทนาจึงเป็นทุกข์ที่เราประสบอยู่ในชีวิตประจำวัน
สำหรับทุกข์ชนิดที่ ๒ คือ สังขารทุกข์นั้น คือทุกข์เพราะการแก้ไข ทุกวันนี้เวลาที่ลูกเปลี่ยนอิริยาบถเช่นจากนั่งไปเป็นเดิน ลูกเคยรู้สึกทุกข์หรือไม่
ไม่เคยค่ะ
เพราะคนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถแล้วเป็นสุขมากกว่า เนื่องจากนั่งแล้วเมื่อย หรือปวดขาเกิดทุกขเวทนา แต่พอเปลี่ยนไปเป็นเดินความปวดความเมื่อยหายไปเกิดความสบายมาแทน ...สังขารทุกข์จึงไม่มีใครได้เห็น ยกเว้นผู้ที่เข้าปฏิบัติติดต่อกันนานๆ จนอินทรีย์เริ่มมีกำลังเท่านั้น
ส่วนทุกข์ชนิดที่ ๓ ที่เรียกว่า สภาวะทุกข์นั้น ก็คือทุกข์จากขันธ์ ๕ นั่นเอง ลูกก็รู้แล้วนี่ว่า ขันธ์ ๕ เมื่อย่อลงแล้วประกอบด้วยอะไร
รูป และนาม ค่ะ
ถูกต้อง ดังนั้น ทุกข์ที่เรียกว่าสภาวะทุกข์ จึงหมายถึงรูปนามที่มีการเกิดดับ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จัดเป็นทุกข์ที่ละเอียดลงไปอีก แต่ก็ยังมีทุกข์ที่ประณีตยิ่งกว่านี้ นั่นก็คือทุกข์ชนิดที่ ๔ ที่เรียกว่า ทุกขลักษณะ เป็นทุกข์ในสามัญลักษณะ ได้แก่อนิจจัง - ความไม่เที่ยง ทุกขัง - เป็นทุกข์ และอนัตตา เป็นอนัตตา หรือบังคับบัญชาไม่ได้ โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:44:13 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 5
คราวนี้เรามาดูทุกข์ประเภทสุดท้ายที่เรียกว่าทุกขสัจจะๆนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติผ่านการรู้ทุกข์ทั้งสี่เรียบร้อยแล้ว ..ดังนั้นทุกขสัจจะ จึงหมายถึงทุกข์ทั้ง ๔ ประการนั่นเอง
เอาล่ะ คราวนี้พ่อจะถามลูกว่า ในการปฏิบัติวิปัสสนานี้ เขาให้ดูทุกข์อะไร
ดูทุกขเวทนาค่ะ ตอนนั้นเธอนึกแต่เพียงว่าผู้ปฏิบัติต้องคอยสังเกตอิริยาบถ ก็น่าจะต้องดูทุกขเวทนา
ถ้าให้ดูทุกขเวทนาเพียงอย่างเดียว มันไม่ไปค้านกับสิ่งที่เราทราบมาว่า อริยสัจธรรม เป็นพุทธประสงค์ ที่ต้องการจะให้สัตว์ทั้งหลายได้รู้ ได้เห็นหรือ แล้วในทุกข์ ๕ อย่างนี้ลูกคิดว่าข้อใดน่าจะเป็นอริยสัจ
ตอนนั้นเธอนิ่งคิด แล้วตอบว่า ทุกขสัจ ค่ะ
ใช่ ทุกข์ กิจที่ควรกำหนดรู้ ที่พระพุทธองค์ตรัสนั้น ชื่อเต็มๆ ก็คือ ทุกขอริยสัจ ซึ่งหมายถึงทรงต้องการให้ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ หรือดูทุกข์ทั้ง ๔ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ทุกขเวทนา สังขารทุกข์ สภาวะทุกข์ หรือทุกขลักษณะ
เพียงแต่ว่าทุกข์ทั้ง ๔ นี้มีความละเอียดอ่อนไม่เหมือนกัน การดูจึงต้องดูของหยาบที่เห็นชัดก่อน แล้วทุกขเวทนาก็เป็นของหยาบ ดูง่าย สังเกตง่ายใครๆ ก็รู้ได้ แต่สังขารทุกข์ ก็เป็นทุกข์ที่ละเอียดขึ้นไปผู้ใดที่โยนิโสมนสิการได้ถูกต้องก็จะสังเกตเห็นได้ และถ้าปัญญาเกิดมากขึ้นเท่าไร กิเลสที่มีก็น้อยลงไปเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ผู้ปฏิบัติเห็นสภาวะทุกข์ ทุกขลักษณะ และทุกขสัจตามลำดับได้
สรุปได้ว่าในการที่จะกำหนดทุกข์นั้น...ทุกข์ที่ง่ายที่สุด ก็ต้องกำหนดรู้ทุกขเวทนาก่อน เพราะทุกขเวทนานั้น วันหนึ่ง ๆ เกิดแก่เรามากมายจนนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่า ต้องแก้ทุกข์กันกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เมื่อเข้าปฏิบัติ เราก็ตามกำหนดรู้ แล้วจะรู้ว่า เราถูกทุกขเวทนาบีบคั้นเบียดเบียนมากมายแค่ไหน แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วสำหรับผู้ที่ปฏิบัติใหม่
โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:45:37 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 6
ความแตกต่างของทุกข์ทั้ง ๔ นี้ พ่อได้อุปมาให้ฟังอีกครั้งเมื่อนั่งเรือข้ามฟากจากบ้านเพื่อไปโรงเรียน
สิตางศุ์ ลูกคิดว่าในแม่น้ำเจ้าพระยานี้มีปลามากไหม
มากค่ะ เธอเคยเห็นชาวบ้านแถวนั้นตกปลาเพื่อนำไปขาย ครั้งนั้นเธอเกิดความรู้สึกสงสารปลาเป็นอย่างมากที่ถูกเบ็ดเกี่ยวขึ้นมา จนถึงกับต้องเบือนหน้าหนี
แล้วถ้าน้ำกระเพื่อมขนาดนี้ ลูกมองเห็นปลาไหม
บางครั้งก็เห็นค่ะ ถ้าเราตั้งใจดู แต่จะเห็นตัวที่โตๆ เท่านั้น
ใช่ลูก ก็เหมือนทุกขเวทนาไง ถ้าเราเพลิดเพลินอยู่กับงานอื่นแล้วไม่ใส่ใจดู เราก็ไม่เห็น แต่ถ้าเราเข้าปฏิบัติแล้วคอยสังเกต เป็นที่แน่นอนว่าทุกคนต้องเห็นทุกขเวทนา
อุปมาก็เหมือนปลาตัวโต ถ้าน้ำกระเพื่อมน้อยลงลูกก็จะเห็นปลาตัวเล็กได้ ยิ่งน้ำสงบนิ่งไม่กระเพื่อมลูกก็จะเห็นปลาตัวน้อยๆ ที่เล็กลงไปอีก ยิ่งลูกรู้จักคอยสังเกตเผลอๆ ลูกก็จะเห็นลูกน้ำก็อาจเป็นได้
หากเรามาเปรียบกับการปฏิบัติแล้วการกระเพื่อมของน้ำก็คือกิเลสที่พร้อมจะกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา ในทางปฏิบัติเรียกกิเลสนี้ว่าอภิชฌา โทมนัส ถ้ายังมีมากอยู่ก็ไม่อาจเห็นทุกข์ที่แท้จริงได้ ส่วนปลาตั้งแต่ตัวโตไปจนถึงตัวน้อยๆก็เปรียบกับทุกข์ทั้ง ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงให้กำหนดรู้นั่นเอง
การที่ผู้ปฏิบัติโยนิโสมนสิการได้ถูก ปัญญาเกิด กิเลสก็เข้าไม่ได้ ปัญญาเกิดมากเท่าไรผู้ปฏิบัติก็จะรู้ทุกข์ที่ละเอียดอ่อนได้มากยิ่งขึ้น
โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:46:49 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 7
พ่อยังย้ำอย่างหนักแน่นว่า
ลูกต้องรู้ด้วยว่า ในการปฏิบัติวิปัสสนานั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องดูทุกข์ในวิปัสสนา ถ้าดูทุกข์ได้ทั้งหมด ย่อมหมายความว่าเข้าถึงทุกขสัจจะแล้ว เท่ากับว่าผู้นั้นได้เห็นอริยสัจธรรม ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของพุทธบริษัทที่ต้องการพ้นทุกข์ เพราะจุดประสงค์ของการปฏิบัติวิปัสสนาก็เพื่อการบรรลุอริยสัจธรรม อันเป็นผลให้ผู้ปฏิบัติถึงความพ้นทุกข์ทั้งปวงนั่นเอง
วันนั้นพ่อยังได้บอกกับสิตางศุ์ว่า
ที่อธิบายมานี้เป็นแง่ของทุกข์ในวิปัสสนาเท่านั้นนะ พ่อยังไม่ได้พูดถึงความละเอียดในขั้นตอนต่างๆ ของญาณปัญญาที่เกิดขึ้น ตลอดจนความหมดจดจากกิเลสที่เรียกว่าวิสุทธิอีกนะนี่
อ๋อ...ญาณ ๑๖ ที่พ่อเคยสอนลูกศิษย์ใช่ไหมคะ
ใช่ลูก แล้วลูกพอจะจำได้ไหมว่า ญาณลำดับที่เท่าไร ผู้ปฏิบัติจึงจะเห็นอริยสัจจธรรม
ญาณที่...ที่ ๑๒ กระมังคะ ที่มีชื่อว่า อนุโลมญาณ
ถูกต้อง.....ลูก ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว... เมื่อผู้ใดเห็นทุกข์อันเป็นสัจธรรม ตัณหาหรือสมุทัยย่อมต้องถูกละหมดไป คือหมดความยินดี เพราะได้เห็นจริงแล้ว เมื่อหมดความยินดี ตัณหาก็ละ เมื่อละตัณหาหมดแล้ว นิโรธก็แจ้งในขณะนั้น แต่กว่านิโรธจะแจ้ง หรือที่เรียกว่าเห็นพระนิพพานนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องมีปัญญาที่ปรีชาด้วยมรรคที่เจริญขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
![]()
![]()
โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:47:50 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 8อ่านแล้วซึ้งใจมากเลยครับ นับว่าเป็นการบอกกล่าวเรื่องราวของวิปัสสนาให้ได้เข้าใจอย่างละเอียดชัดมากเลยครับ
ปิติในธรรมและโสมนัสในงานที่คุณสัตตบงกชพยายามถ่ายทอดออกมานี้อย่างมากครับผมโดย ทับตะวัน [15 ธ.ค. 2549 , 10:19:03 น.] ( IP = 58.9.143.65 : : )
สลักธรรม 9อนุโมทนาค่ะ ที่ได้นำสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติวิปัสสนา มาให้เป็นความรู้ในขณะปฏิบัติ
โดย เซิ่น (เซิ่น) [15 ธ.ค. 2549 , 14:46:40 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
สลักธรรม 10ขอบคุณมากครับสำหรับเรื่องดีที่มีประโยชน์ครับผม โดย เทพธรรม [15 ธ.ค. 2549 , 19:17:54 น.] ( IP = 58.9.138.102 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |