มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆมองจันทร์ (๘)






ผ่านเมฆมองจันทร์ (๘)


ตอนที่ ๗

ทุกข์ในวิปัสสนา – อริยสัจจธรรม

ในการปฏิบัติวิปัสสนานั้น
ผู้ปฏิบัติจะต้องดูทุกข์ในวิปัสสนา
ถ้าดูทุกข์ได้ทั้งหมด ย่อมหมายถึงรู้ถึงทุกขสัจจะแล้ว
เท่ากับว่าผู้นั้นได้เห็นอริยสัจธรรม ซึ่งกล่าวได้ว่า….
เป็นจุดหมายปลายทางของพุทธบริษัทที่ต้องการพ้นทุกข์


“พ่อขา... เมื่อครั้งที่ตามพ่อไปสอบอารมณ์ หนูก็ได้เข้าปฏิบัติมาหลายครั้งแล้ว แต่ทำไมความรู้สึกอย่างนี้จึงไม่เกิดขึ้นในตอนนั้นละค่ะ”

สิตางศุ์ตั้งข้อสงสัย หลังจากการบอกเล่าถึงอารมณ์การปฏิบัติที่เธอได้ประสบมา

“ในคัมภีร์ท่านกล่าวเอาไว้ว่า ….เหมือนกับบุรุษที่สีไฟ เมื่อได้ฟังท่านบอกว่า ให้เอาไม้ไผ่สองอันมาสีกันแล้วจะมีไฟเกิดขึ้น บุรุษผู้นั้นก็จับไม้ไผ่เข้าสองอันนำมาสีกันเข้า แต่ด้วยความใจร้อน เมื่อสีไปได้ไม่นาน ก็อยากให้มันเป็นไฟ ใจจึงเร่งอยู่เรื่อยๆ ให้เป็นไฟเร็วๆ แต่ไฟก็ไม่เกิดขึ้นสักที บุรุษนั้นก็เกิดความขี้เกียจ จึงหยุดพัก แล้วลองสีต่อไปใหม่ แล้วก็หยุดพักอีก เมื่อทำเช่นนี้ความร้อนที่พอมีอยู่บ้าง ก็หายไปล่ะซิ เพราะความร้อนมันเกิดไม่ติดต่อกัน

การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ลูกไปปฏิบัติ ๒ วัน แล้วหยุดกลับไปเรียนหนังสืออีก ๕ วัน …อารมณ์ก็ไม่ต่อเนื่อง ก็เหมือนความร้อนที่เกิดจากการสีไม้ไผ่ พอร้อนนิดหน่อยก็หยุด มันก็เลยไม่อาจที่จะลุกเป็นไฟได้

โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:36:26 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

หากลูกได้ศึกษาเรื่องราวของผู้ที่สำเร็จมรรคผลนิพพาน และเป็นพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล ลูกก็จะพบว่า.. ท่านเหล่านั้นได้บำเพ็ญปัญญาบารมีมามากมาย บางท่านบำเพ็ญกันมาตั้งแต่สมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เทียวนะลูก อาศัยเวลานานมากทีเดียว..แล้วพวกเราล่ะใช้เวลากันมาคนละเท่าใดแล้ว ซึ่งไม่มีใครทราบ

แต่ทว่าบางคนพอเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา ก็คิดพึ่งพระธรรม เอาเวลาไปเข้าปฎิบัติเพื่อจะได้ไปให้พ้นจากการเกิดเร็วๆ โดยหาทราบไม่ว่า..ตนเองได้เคยอบรมบ่มนิสัยมามากน้อยสักเพียงใด ความสามารถจากอดีตจะหนุนเนื่องให้ได้สักเท่าใด พอปฏิบัติไปได้หน่อยเดียว ก็เร่งอยากให้เกิดผล

ยิ่งได้เรียนมาว่าต้องมีญาณโน้น ญาณนี้เกิดขึ้น ใจก็จดจ่ออยากจะได้ นึกตีเทียบอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ตัณหาเอาไปกินหมด อารมณ์ปฏิบัติก็ไม่ต่อเนื่อง มิหนำซ้ำบารมีที่สร้างสมมาก็ยังมีไม่พออีก ...ก็เหมือนบุรุษที่สีไฟ สีไปหยุดไป ไฟก็ไม่เกิด ...

ดังนั้นผู้ที่ต้องการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ต้องรู้ความจริงข้อนี้ และเมื่อมีเวลาพยายามเข้าฝึกหัดปฏิบัติให้เกิดความสันทัด เพื่อเป็นการสร้างสมบารมีธรรม ซึ่งสามารถติดตามข้ามภพข้ามชาติ เพราะเมื่อถึงเวลาทุกอย่างพร้อมแล้ว ผลก็จะเกิดขึ้นเอง

เช่นเดียวกันความทุกข์ที่ลูกได้ประสบครั้งนี้ก็เพราะลูกได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันยาวนาน แล้วลูกก็อาจจะมีอดีตที่สร้างสมมาอุดหนุนด้วย จึงได้ ประสบทุกข์ที่เกิดจากการปฏิบัติจริงๆ …. แล้วลูกรู้ไหมว่า ทุกข์ในวิปัสสนาที่ลูกประสบในห้องปฏิบัติ กับทุกข์ที่ลูกได้รับในชีวิตประจำวันที่บ้านที่โรงเรียนนั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร”

“ไม่ทราบค่ะ”

โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:40:02 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2

ตอนนั้นเธอไม่ทราบจริงๆ และไม่เคยรู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วชีวิตก็คือความทุกข์ดีๆ นี่เอง

“...แต่ พ่อขา เวลาที่เกิดความรู้สึกเช่นนั้น มันมีความรู้สึกว่าจิตใจห่อเหี่ยวเป็นอย่างมากเลยนะคะ...”

“ใช่ลูก ....เมื่อทุกข์มาก ใจก็แห้งมาก ขณะนั้นกิเลสก็จะไกลออกไป เรื่องทุกข์นี้สำคัญมาก เมื่อเห็นอยู่บ่อยๆ ใจก็ต้องสลดเหี่ยวแห้ง จิตใจที่ไม่สลด ตัณหาก็มีโอกาสไหลอาบอารมณ์ได้มาก ซึ่งไม่ต่างไปจากปลาที่ถูกจับขึ้นมาวางไว้บนบก มันย่อมไม่ยินดีกระปรี้กระเปร่าเหมือนอยู่ในน้ำ เพราะถูกพรากไปจากอารมณ์ยินดีที่มันเคยเสพอยู่

ลูกเคยเห็นไหม... ปลาเวลาอยู่บนบก มันจะพยายามตะเกียกตะกายเพื่อที่จะลงไปอยู่ในน้ำ แล้วทันทีที่ลงน้ำมันก็จะสดชื่นแหวกว่ายไปมาอย่างดีอกดีใจ...

ก็เหมือนกับลูกไง....พอได้ไปโรงเรียนพบเพื่อนฝูง สนุกเฮฮา ลูกก็รู้สึกเริงร่ายินดี ถามว่า ตอนนี้ความรู้สึกทุกข์ที่ลูกเคยประสบในห้องปฏิบัติอยู่นั้นมันหลงเหลืออยู่บ้างไหม..”

“...ไม่มีแล้วค่ะ”

โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:41:51 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3

“นี่ไง...ตอนที่ลูกเข้าปฏิบัติก็ไม่ต่างไปจากปลาที่ถูกยกขึ้นมาวางไว้บนบก จนดูเหมือนว่าบางครั้งลูกจะรู้สึกทุรนทุราย แต่พอออกจากการปฏิบัติก็เหมือนปลาที่ได้กลับลงสู่แม่น้ำ ...ซึ่งเป็นแม่น้ำแห่งตัณหาที่พวกเราว่ายวนกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน

...ถ้าถามว่าทำไมความรู้สึกจึงต่างกันได้ถึงขนาดนี้ คำตอบก็คือตอนที่ลูกปฏิบัตินั้นลูกมีโยนิโสมนสิการเป็นเหตุให้รู้ทุกข์ เห็นทุกข์จริง ปัญญาก็ขับไล่ตัณหาให้ห่างออกไป

แต่ตอนที่ลูกกลับมาบ้าน อโยนิโสมนสิการก็เข้าครอบครอง อวิชชาก็ครอบงำ ทำให้วิปลาสเกิดอยู่คู่กับชีวิต เห็นว่าสิ่งนี้ดี-ศุภวิปลาส ทำอย่างนี้มีความสุข –สุขวิปลาส อารมณ์สนุกอย่างนี้เที่ยง-นิจจวิปลาส

เพราะขนาดกลับมาบ้านแล้วลูกก็ยังรู้สึกยินดีอยู่ในอารมณ์นั้น แล้วยังมีความเป็นเราเป็นเขา มีความคิดว่าพวกเราเป็นเด็กเดินเรียนนะ ส่วนพวกโน้นนักเรียนประจำ ที่เขาเรียกว่า อัตตวิปลาส....จริงไหมลูก

ดังนั้นโยนิโสมนสิการจึงสำคัญมากในการปฏิบัติ นอกจากเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาตามที่เรียนกันมาแล้ว ยังเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติได้เห็นทุกข์จริงๆ อย่างที่ลูกได้ไปประสบมา

ซึ่งเป็นทุกข์ในวิปัสสนา ที่มีอยู่ ๕ อย่าง คือ ทุกขเวทนา สังขารทุกข์ สภาวะทุกข์ ทุกขลักษณะ และทุกขสัจจะ ...ลูกรู้จักทุกข์ ๕ อย่างนี้หรือไม่”

“ หนูเคยได้ยินแต่ทุกข์เวทนาค่ะ”

“มันเป็นยังไงล่ะ..”

โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:43:05 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4

“ก็เวลาที่หนูไม่สบาย เช่นปวดศีรษะไงคะ เรียกว่า ทุกขเวทนา”

“ใช่...ทุกขเวทนา คือความไม่สบายกาย แล้วก็ยังมีไม่สบายใจอีกด้วย ทุกขเวทนานี้เป็นทุกข์ขั้นต้น ซึ่งหยาบหน่อย ดูง่าย เห็นง่าย แล้วคนทุกคน ก็ได้ประสบกันมาแล้ว ทุกขเวทนาจึงเป็นทุกข์ที่เราประสบอยู่ในชีวิตประจำวัน

สำหรับทุกข์ชนิดที่ ๒ คือ สังขารทุกข์นั้น คือทุกข์เพราะการแก้ไข ทุกวันนี้เวลาที่ลูกเปลี่ยนอิริยาบถเช่นจากนั่งไปเป็นเดิน ลูกเคยรู้สึกทุกข์หรือไม่”

“ไม่เคยค่ะ”

“เพราะคนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถแล้วเป็นสุขมากกว่า เนื่องจากนั่งแล้วเมื่อย หรือปวดขาเกิดทุกขเวทนา แต่พอเปลี่ยนไปเป็นเดินความปวดความเมื่อยหายไปเกิดความสบายมาแทน ...สังขารทุกข์จึงไม่มีใครได้เห็น ยกเว้นผู้ที่เข้าปฏิบัติติดต่อกันนานๆ จนอินทรีย์เริ่มมีกำลังเท่านั้น

ส่วนทุกข์ชนิดที่ ๓ ที่เรียกว่า สภาวะทุกข์นั้น ก็คือทุกข์จากขันธ์ ๕ นั่นเอง ลูกก็รู้แล้วนี่ว่า ขันธ์ ๕ เมื่อย่อลงแล้วประกอบด้วยอะไร”

“รูป และนาม ค่ะ”

“ถูกต้อง ดังนั้น ทุกข์ที่เรียกว่าสภาวะทุกข์ จึงหมายถึงรูปนามที่มีการเกิดดับ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จัดเป็นทุกข์ที่ละเอียดลงไปอีก แต่ก็ยังมีทุกข์ที่ประณีตยิ่งกว่านี้ นั่นก็คือทุกข์ชนิดที่ ๔ ที่เรียกว่า ทุกขลักษณะ เป็นทุกข์ในสามัญลักษณะ ได้แก่อนิจจัง - ความไม่เที่ยง ทุกขัง - เป็นทุกข์ และอนัตตา – เป็นอนัตตา หรือบังคับบัญชาไม่ได้

โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:44:13 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5

คราวนี้เรามาดูทุกข์ประเภทสุดท้ายที่เรียกว่าทุกขสัจจะๆนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติผ่านการรู้ทุกข์ทั้งสี่เรียบร้อยแล้ว ..ดังนั้นทุกขสัจจะ จึงหมายถึงทุกข์ทั้ง ๔ ประการนั่นเอง

เอาล่ะ คราวนี้พ่อจะถามลูกว่า ในการปฏิบัติวิปัสสนานี้ เขาให้ดูทุกข์อะไร”

“ดูทุกขเวทนาค่ะ” ตอนนั้นเธอนึกแต่เพียงว่าผู้ปฏิบัติต้องคอยสังเกตอิริยาบถ ก็น่าจะต้องดูทุกขเวทนา

“ถ้าให้ดูทุกขเวทนาเพียงอย่างเดียว มันไม่ไปค้านกับสิ่งที่เราทราบมาว่า อริยสัจธรรม เป็นพุทธประสงค์ ที่ต้องการจะให้สัตว์ทั้งหลายได้รู้ ได้เห็นหรือ แล้วในทุกข์ ๕ อย่างนี้ลูกคิดว่าข้อใดน่าจะเป็นอริยสัจ”

ตอนนั้นเธอนิ่งคิด แล้วตอบว่า “ทุกขสัจ ค่ะ”

“ใช่…ทุกข์ กิจที่ควรกำหนดรู้ ที่พระพุทธองค์ตรัสนั้น ชื่อเต็มๆ ก็คือ ทุกขอริยสัจ ซึ่งหมายถึงทรงต้องการให้ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ หรือดูทุกข์ทั้ง ๔ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ทุกขเวทนา สังขารทุกข์ สภาวะทุกข์ หรือทุกขลักษณะ

เพียงแต่ว่าทุกข์ทั้ง ๔ นี้มีความละเอียดอ่อนไม่เหมือนกัน การดูจึงต้องดูของหยาบที่เห็นชัดก่อน แล้วทุกขเวทนาก็เป็นของหยาบ ดูง่าย สังเกตง่ายใครๆ ก็รู้ได้ แต่สังขารทุกข์ ก็เป็นทุกข์ที่ละเอียดขึ้นไปผู้ใดที่โยนิโสมนสิการได้ถูกต้องก็จะสังเกตเห็นได้ และถ้าปัญญาเกิดมากขึ้นเท่าไร กิเลสที่มีก็น้อยลงไปเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ผู้ปฏิบัติเห็นสภาวะทุกข์ ทุกขลักษณะ และทุกขสัจตามลำดับได้

สรุปได้ว่าในการที่จะกำหนดทุกข์นั้น...ทุกข์ที่ง่ายที่สุด ก็ต้องกำหนดรู้ทุกขเวทนาก่อน เพราะทุกขเวทนานั้น วันหนึ่ง ๆ เกิดแก่เรามากมายจนนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่า ต้องแก้ทุกข์กันกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เมื่อเข้าปฏิบัติ เราก็ตามกำหนดรู้ แล้วจะรู้ว่า เราถูกทุกขเวทนาบีบคั้นเบียดเบียนมากมายแค่ไหน แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วสำหรับผู้ที่ปฏิบัติใหม่”

โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:45:37 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6

ความแตกต่างของทุกข์ทั้ง ๔ นี้ พ่อได้อุปมาให้ฟังอีกครั้งเมื่อนั่งเรือข้ามฟากจากบ้านเพื่อไปโรงเรียน

“สิตางศุ์ ลูกคิดว่าในแม่น้ำเจ้าพระยานี้มีปลามากไหม”

“มากค่ะ” เธอเคยเห็นชาวบ้านแถวนั้นตกปลาเพื่อนำไปขาย ครั้งนั้นเธอเกิดความรู้สึกสงสารปลาเป็นอย่างมากที่ถูกเบ็ดเกี่ยวขึ้นมา จนถึงกับต้องเบือนหน้าหนี

“แล้วถ้าน้ำกระเพื่อมขนาดนี้ ลูกมองเห็นปลาไหม”

“บางครั้งก็เห็นค่ะ ถ้าเราตั้งใจดู แต่จะเห็นตัวที่โตๆ เท่านั้น”

“ใช่ลูก …ก็เหมือนทุกขเวทนาไง ถ้าเราเพลิดเพลินอยู่กับงานอื่นแล้วไม่ใส่ใจดู เราก็ไม่เห็น แต่ถ้าเราเข้าปฏิบัติแล้วคอยสังเกต เป็นที่แน่นอนว่าทุกคนต้องเห็นทุกขเวทนา

อุปมาก็เหมือนปลาตัวโต ถ้าน้ำกระเพื่อมน้อยลงลูกก็จะเห็นปลาตัวเล็กได้ ยิ่งน้ำสงบนิ่งไม่กระเพื่อมลูกก็จะเห็นปลาตัวน้อยๆ ที่เล็กลงไปอีก ยิ่งลูกรู้จักคอยสังเกตเผลอๆ ลูกก็จะเห็นลูกน้ำก็อาจเป็นได้

หากเรามาเปรียบกับการปฏิบัติแล้วการกระเพื่อมของน้ำก็คือกิเลสที่พร้อมจะกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา ในทางปฏิบัติเรียกกิเลสนี้ว่าอภิชฌา โทมนัส ถ้ายังมีมากอยู่ก็ไม่อาจเห็นทุกข์ที่แท้จริงได้ ส่วนปลาตั้งแต่ตัวโตไปจนถึงตัวน้อยๆก็เปรียบกับทุกข์ทั้ง ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงให้กำหนดรู้นั่นเอง

การที่ผู้ปฏิบัติโยนิโสมนสิการได้ถูก ปัญญาเกิด กิเลสก็เข้าไม่ได้ ปัญญาเกิดมากเท่าไรผู้ปฏิบัติก็จะรู้ทุกข์ที่ละเอียดอ่อนได้มากยิ่งขึ้น”

โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:46:49 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7

พ่อยังย้ำอย่างหนักแน่นว่า …

“ลูกต้องรู้ด้วยว่า…ในการปฏิบัติวิปัสสนานั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องดูทุกข์ในวิปัสสนา ถ้าดูทุกข์ได้ทั้งหมด ย่อมหมายความว่าเข้าถึงทุกขสัจจะแล้ว เท่ากับว่าผู้นั้นได้เห็นอริยสัจธรรม ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของพุทธบริษัทที่ต้องการพ้นทุกข์ เพราะจุดประสงค์ของการปฏิบัติวิปัสสนาก็เพื่อการบรรลุอริยสัจธรรม อันเป็นผลให้ผู้ปฏิบัติถึงความพ้นทุกข์ทั้งปวงนั่นเอง

วันนั้นพ่อยังได้บอกกับสิตางศุ์ว่า

“ที่อธิบายมานี้เป็นแง่ของทุกข์ในวิปัสสนาเท่านั้นนะ… พ่อยังไม่ได้พูดถึงความละเอียดในขั้นตอนต่างๆ ของญาณปัญญาที่เกิดขึ้น ตลอดจนความหมดจดจากกิเลสที่เรียกว่าวิสุทธิอีกนะนี่”

“อ๋อ...ญาณ ๑๖ ที่พ่อเคยสอนลูกศิษย์ใช่ไหมคะ”

“ใช่ลูก แล้วลูกพอจะจำได้ไหมว่า ญาณลำดับที่เท่าไร ผู้ปฏิบัติจึงจะเห็นอริยสัจจธรรม”

“ญาณที่...ที่ ๑๒ กระมังคะ ที่มีชื่อว่า อนุโลมญาณ”

“ถูกต้อง.....ลูก ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว... เมื่อผู้ใดเห็นทุกข์อันเป็นสัจธรรม ตัณหาหรือสมุทัยย่อมต้องถูกละหมดไป คือหมดความยินดี เพราะได้เห็นจริงแล้ว …เมื่อหมดความยินดี ตัณหาก็ละ …เมื่อละตัณหาหมดแล้ว นิโรธก็แจ้งในขณะนั้น …แต่กว่านิโรธจะแจ้ง หรือที่เรียกว่าเห็นพระนิพพานนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องมีปัญญาที่ปรีชาด้วยมรรคที่เจริญขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง ”

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย สัตตบงกช [15 ธ.ค. 2549 , 08:47:50 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 8

อ่านแล้วซึ้งใจมากเลยครับ นับว่าเป็นการบอกกล่าวเรื่องราวของวิปัสสนาให้ได้เข้าใจอย่างละเอียดชัดมากเลยครับ

ปิติในธรรมและโสมนัสในงานที่คุณสัตตบงกชพยายามถ่ายทอดออกมานี้อย่างมากครับผม

โดย ทับตะวัน [15 ธ.ค. 2549 , 10:19:03 น.] ( IP = 58.9.143.65 : : )


  สลักธรรม 9

อนุโมทนาค่ะ ที่ได้นำสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติวิปัสสนา มาให้เป็นความรู้ในขณะปฏิบัติ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ธ.ค. 2549 , 14:46:40 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบคุณมากครับสำหรับเรื่องดีที่มีประโยชน์ครับผม

โดย เทพธรรม [15 ธ.ค. 2549 , 19:17:54 น.] ( IP = 58.9.138.102 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org