มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ



ลานกวีธรรม
[ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ สลักจิต - สลักธรรม ] [ คีตธรรมออนไลน์ ]


บารมีตุ๊แต๊ๆ




“ คดีนี้ต้องไม่แพ้” ไอ้นพย้ำ “เพราะมันหมายถึงอนาคตหน้าที่การงานของกูด้วย”
“ ก็มันแพ้เขาแหงๆ ต่อให้เอาเทวดามาว่าความให้ก็แพ้”
“เอาเหอะ มึงขึ้นมาช่วยกู เพราะกูเองไม่มีปัญญาทำอะไรแล้ว และนัดคราวนี้ศาลก็กำชับไม่ให้ขอเลื่อนคดีแล้ว แต่กูบอกมึงก่อนนะว่ากูมีเงินแค่ซื้อตั๋วรถไฟไปกลับให้มึง”
“แล้วมึงจะเสียตังค์โดยใช่เหตุทำไมวะ กูบอกแล้วไงว่าโอกาสชนะเป็น 0” ผมไม่วายทักท้วงมันก่อนที่จะยอมทำตามคำขอร้องของมัน

ผมเพิ่งรู้จักไอ้นพได้ไม่นานนัก ตอนที่ผมเดินทางไปว่าความที่สงขลา แล้วบังเอิญว่ามันโดยสารรถไฟขบวนเดียวกับผม โดยเพื่อนร่วมทางของผมเป็นผู้แนะนำให้รู้จักกัน
ความที่วิชาการที่จำเป็นในการว่าความของมันค่อนข้างอ่อนแอ ทำให้มันต้องเอางานที่มันได้รับมอบหมายมาปรึกษาผมอยู่เนืองๆ จนกระทั่งมันตัดสินใจกลับไปตายรัง คือกลับไปทำมาหากินที่เชียงใหม่

แล้ววันหนึ่ง มันก็โทรศัพท์ทางไกลมาหาผมเพื่อปรึกษาคดีที่มันรับมา
ก็แค่คดีแพ่งที่ฟ้องเรียกเงินตามเช็ค จำนวนเงินตามเช็คแค่ห้าหมื่นบาท แถมเป็นทนายความฝ่ายจำเลยด้วย แบบนี้มันจะได้ค่าจ้างว่าความไม่กี่พันบาทหรอก
หลังจากที่ลงทุนเสียโทรศัพท์ทางไกลเพื่อปรึกษาผมได้ไม่กี่ครั้ง มันก็ตัดบทเอาดื้อๆว่าให้ผมขึ้นไปเชียงใหม่เพื่อว่าความคดีนั้นแทนมัน

โดย เวทย์ [18 พ.ย. 2546 , 22:23:11 น.] ( IP = 202.129.12.40 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้


สลักธรรม 1

มัน

>จากข้อมูลที่ไอ้นพมันบอกมา จำเลยในคดีดังกล่าวคือพระนิกรธรรมวาที ซึ่งขณะนั้นกำลังมีชื่อเสียงขจรขจายเป็นที่ศรัทธาของบรรดาญาติโยมทั่วประเทศไทย ส่วนเช็คฉบับที่ถูกฟ้องเป็นเช็คผู้ถือ หมายถึงเช็คที่สั่งธนาคารจ่ายเงินให้แก่ใครก็ตามที่นำเช็คฉบับนั้นมาขึ้นเงิน

เช็คแบบนี้หากจะโอนเปลี่ยนมือก็เพียงแค่ส่งมอบเช็คให้กันไปโดยไม่ต้องมีการสลักหลังให้ยุ่งยาก ซึ่งถ้านำมาฟ้องร้องทางแพ่งแล้ว ฝ่ายโจทก์มีภาระการพิสูจน์เพียงแค่นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพระนิกรฯ ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

ส่วนฝ่ายจำเลยมีหนทางเดียวที่จะเอาตัวรอดได้คือต้องหาพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเชื่อว่าโจทก์ได้รับเช็คมาโดยไม่สุจริต แต่หนทางเดียวที่ว่านี้เป็นทางตันเพราะในทางปฏิบัติแล้วเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

เกือบตลอดระยะทางบนรถไฟเที่ยวนั้น ผมนึกถึงแต่ภาพยนต์โทรทัศน์ชุดหนึ่งมีชื่อภาษาไทยว่า “ขบวนการพยัคฆ์ร้าย” แต่ชื่อภาษาอังกฤษสิ Mission impossible แปลเป็นไทยว่าภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ มันช่างเหมาะเจาะกับสภาพภารกิจที่ผมกำลังเดินทางไปปฏิบัติเสียจริงๆ

จริงๆ

หลังจากไปถึงเชียงใหม่ ไอ้นพก็โอดครวญให้ผมฟังว่ามันคงไปไม่รอดในวิชาชีพทนายความแล้ว เพราะนอกจากมันจะไม่แม่นข้อกฎหมาย และไม่ค่อยรู้จักใครแล้ว มันยังเสือกไม่มีใจรักที่จะเป็นทนายความด้วย และตอนนั้นมันเพิ่งจะได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โชคดีที่ได้รู้จักอาจารย์ชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่จะสามารถสนับสนุนให้มันเลื่อนฐานะเป็นลูกจ้างประจำและข้าราชการประจำไปในที่สุดได้ และอาจารย์คนนี้เป็นคนหนึ่งที่เลื่อมใสศรัทธาพระนิกรฯ และติดต่อให้มันเป็นทนายความให้พระนิกรฯ รวมทั้งเป็นคนกำหนดเงื่อนไขของการแพ้ไม่ได้ให้กับมัน

ตอนนั้นผมก็ยังอ่อนเยาว์ทั้งในฐานะทนายความและต่อโลก เลยนึกไม่ออกว่ามันมีความจำเป็นอะไรที่พระนิกรฯ จะแพ้คดีนั้นไม่ได้ จนกระทั่งไอ้นพพาผมไปพูดคุยกับอาจารย์คนนี้แหละผมถึงได้รับรู้ว่าการพ่ายแพ้คดีนั้นอาจหมายถึงการเสื่อมศรัทธาของคนทั่วไปที่มีต่อพระนิกรฯด้วย

โดย เวทย์ [18 พ.ย. 2546 , 22:26:13 น.] ( IP = 202.129.12.40 : : )


สลักธรรม 2

นิกรฯด้วย

เช้าวันรุ่งขึ้น เราสามคนออกเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังอำเภอพร้าว เพราะสมัยนั้นยังมีการส่งผู้พิพากษาจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ไปนั่งพิจารณาคดีที่นั่น โดยอาศัยสถานที่ของที่ว่าการอำเภอพร้าวทำเป็นห้องพิจารณา เรียกเป็นภาษาราชการว่า ศาลเคลื่อนที่ประจำอำเภอพร้าว

เราแวะกินข้าวมื้อเช้าที่บ้านโยมของพระนิกรฯ ก่อนที่จะไปศาล ที่นั่นทำให้ผมยิ่งเครียดกับภารกิจที่ได้รับนั้นมากขึ้นเพราะมีชาวบ้านมาต้อนรับอุ่นหนาฝาคั่ง แถมไอ้นพดันบอกกับคนพวกนั้นว่าผมเป็นทนายความฝีมือดีที่มันจุดธูปเชิญมาจากกรุงเทพฯ

ตอนรถแล่นออกจากบ้านนั้น สายตาหลายคู่ที่แสดงการฝากความหวังทั้งหมดไว้กับผมทำให้ผมแอบอธิษฐานให้มีเครื่องบินสักลำบินมาตกใส่รถที่ผมนั่งอยู่นั้นเสีย แต่คำอธิษฐานของผมไร้ผล

ขณะที่รถค่อยๆแล่นผ่านประตูรั้วของที่ว่าการอำเภอพร้าวเข้าไป ไอ้นพชี้ให้ผมดูรถเบ๊นซ์ 300 ป้ายแดงซึ่งจอดอยู่พร้อมบอกผมว่าฝ่ายโจทก์มาถึงก่อนเราแล้ว
แสงแห่งความหวังเจิดจ้าขึ้นมาในความคิดของผมทันที ผมรีบบอกให้ไอ้นพชี้ตัวโจทก์ให้แล้วโอนภาระงานธุรการเกี่ยวกับการติดต่อกับศาลทั้งหมดให้มันก่อนที่จะเข้าไปยกมือไหว้ทักทายคู่ความฝ่ายตรงข้าม

โดย เวทย์ [18 พ.ย. 2546 , 22:27:32 น.] ( IP = 202.129.12.40 : : )


สลักธรรม 3

“ พ่อเลี้ยงชูชีพใช่ไหมครับ ” ผมเอ่ยทักก่อนที่จะแนะนำตัว
“ ผมขอรบกวนคุยกับพ่อเลี้ยงสักนิด คือผมดูแล้วว่าคนระดับพ่อเลี้ยงไม่น่าจะลงทุนมาจากน่านเพื่อฟ้องคดีนี้เลยนี่ครับ”
“ ผมต้องการพิสูจน์ว่าตุ๊ตนนี้บ่ดี” พ่อเลี้ยงตอบเสียงเครียด
“ ไม่ดียังไงบ้างครับ ผมก็ไม่รู้จักหรือสนใจอะไรท่านมาก่อนหรอก คดีนี้เพื่อนมันขอให้ผมช่วยผมก็มา ยังไม่รู้เรื่องอะไรในคดีนี้มากด้วยซ้ำ”

ได้ผลแฮะ พ่อเลี้ยงชูชีพระบายความอัดอั้นใจให้ผมฟังเสียยืดยาว ซึ่งผมก็ฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ


“ พ่อเลี้ยงคงไม่มีโอกาสทำอย่างที่ตั้งใจหรอกครับ” ผมติงหลังจากพ่อเลี้ยงเล่าความเป็นมาจบแล้ว

“ ในศาลนี่เราไม่ได้มีโอกาสให้การนอกเรื่องนอกราวตามใจเรา อย่างคดีนี้ประเด็นมีแค่ว่าเช็คนี่พระลงชื่อสั่งจ่ายแล้วก็มีคนเอาไปจ่ายค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อจากพ่อเลี้ยง เรื่องอื่นๆที่พ่อเลี้ยงเล่าให้ผมฟังนี่มันนอกประเด็นนะครับ” ผมพักหายใจหายคอบ้าง “ ผมเชื่อว่าพ่อเลี้ยงไม่ได้โกหกผม แต่พ่อเลี้ยงก็น่าจะเชื่อผมว่าพ่อเลี้ยงไม่มีโอกาสเอาเรื่องนอกประเด็นมาพูดได้มากขนาดนั้นหรอก”
ถึงตอนนี้พ่อเลี้ยงอึ้งไป

“ คดีนี้พ่อเลี้ยงชนะแน่นอนครับ แต่พ่อเลี้ยงจะไปยึดทรัพย์พระถึงในวัดเหรอ แล้วทรัพย์สินเหล่านั้นก็มาจากศรัทธาชาวบ้านทั้งนั้นด้วย” ตอนท้ายนี่ผมอาศัยความรู้ว่าชาวเหนือมีความเชื่อเคร่งครัดเรื่องไม่ควรเอาของวัดมาเป็นของตน

“ ได้มาเท่าไหร่ผมก็จะเอาไปทำบุญทั้งหมด” พ่อเลี้ยงตอบไม่ทันขาดคำเจ้าหน้าที่ศาลก็เรียกให้เข้าห้องพิจารณาเพราะผู้พิพากษากำลังจะขึ้นนั่งบนบัลลังก์

โดย เวทย์ [18 พ.ย. 2546 , 22:32:20 น.] ( IP = 202.129.12.40 : : )


สลักธรรม 4


เมื่อเข้าไปในห้องพิจารณาซึ่งอยู่มุมสุดของอาคารชั้นล่าง ผมมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นชาวบ้านยืนกันสลอน ลองกะประมาณด้วยสายตาก็คงสักสองร้อยคนขึ้นไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาวบ้านเหล่านี้มาเชียร์ฝ่ายไหน

ทันทีที่ศาลเริ่มดำเนินกระบวนพิจารณา ผมรีบแถลงศาลว่าผมได้คุยอะไรกับพ่อเลี้ยงบ้าง และเน้นว่าไม่อยากเห็นคดีนี้ลงเอยอย่างน่าอเน็จอนาถต่อความรู้สึกของชาวพุทธ ปิดท้ายด้วยการเสนอขอให้โจทก์เอาเงินจำนวนนั้นทำบุญกับวัดที่พระนิกรฯจำพรรษาโดยไม่ต้องไปทำบุญที่อื่น ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นคล้อยตามผมก็ได้ช่วยไกล่เกลี่ย

หลังจากอิดเอื้อนเล็กน้อยในที่สุดพ่อเลี้ยงก็ยอมถอนฟ้องคดีนั้น แลกกับการที่มีผู้ที่ศรัทธานับถือพระนิกรฯ ออกเงินบริจาคเท่ากับทุนทรัพย์ของคดีแล้วให้วัดออกใบโมทนาบัตรให้แก่พ่อเลี้ยงชูชีพเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่ามีเงินเข้าบำรุงวัดตามจำนวนนั้นจริง


ผมเดินออกจากห้องพิจารณามาอย่างยิ้มย่อง ในที่สุดพระนิกรฯก็ไม่ได้แพ้คดีนี้ ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ฝ่ายตรงข้ามสามารถกินเลือดกินเนื้อพระนิกรฯได้เลยถ้าพระนิกรฯโผล่หน้ามาให้เห็น แต่ตอนนี้เขาถอนฟ้องไปแล้ว และถ้าผมเดินออกไปถึงกลุ่มชาวบ้าน พวกเขาคงจะรุมล้อมแสดงความชื่นชมยินดีกับผม

ชาวบ้านกำลังสลายกลุ่มทยอยกันกลับ แต่ไม่มีใครสักคนให้ความสนใจผม ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มหรือการสบตาทักทาย ผมรู้สึกเก้อกับสถานการณ์ตอนนั้น งุนงงด้วยความแปลกใจจนกระทั่งได้ยินชาวบ้านคนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เพิ่งผ่านพ้นไปตามความรู้สึกของเขา

“ บารมีตุ๊แต๊ๆ เปิ้นตึงยอมถอนฟ้อง ”

โดย เวทย์ [18 พ.ย. 2546 , 22:34:44 น.] ( IP = 202.129.12.40 : : )

สลักธรรม
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
Your Photo : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command
Register User
Login User

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล
[ คีตธรรมออนไลน์ ] [ กวีไทยออนแอร์ ] [ นายติวเตอร์ ]

สถานศึกษา ธุรกิจการเงิน หน่วยงานราชการ ข่าวสาร-หนังสือพิมพ์ แหล่งธรรมะ รวมลิงก์ธรรมะ เชื่อมโยง

ค้นหาเพลงตามชื่อเพลง
เพลงที่ขึ้นต้นด้วยภาษาไทย
อื่น ๆ
เพลงที่ขึ้นต้นด้วยภาษาอังกฤษ
a b c d e f g h i j k l m n o p q r s t u v w x y z


ตรวจสอบอันดับผู้เยี่ยมชม :