ลานกวีธรรม
[ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ
] [ สลักจิต - สลักธรรม
] [ คีตธรรมออนไลน์
]
ห้วงคำนึง..
สลักธรรม 1จักรภพจบผ่านไปด้านไหน
เธอยังไขใสแสงอยู่แจ้งหน
เฉกตะวันผันส่องครองมณฑล
เธอนั้นคนล้นค่าราคาควร
แม้โลกหล้ามาพาลระรานใส่
จะโต้กลับยับไปเอาไห้หวน
จะโรมรันบั่นคอด้วย..ขอ-ทวน
ขอเพียงนวลอวลร่างอยู่ข้างเคียง
มหิทธากว่าภพจบสามหล้า
สูงสุดฟ้าอากาศเกินนาทเสียง
สวยเลอสรวงล่วงคำจักย้ำเรียง
ลึกเกินเหวี่ยงเพียงดิ่งจะทิ้งไป
ล่วงมาตราหาใดจะใช้วัด
ล่วงขนาดขาดขัดจะวัดได้
ล่วงขอบเขตเลศคิดของจิตใจ
รวมแล้วไซร้ไม่ถึงคำนึงนวล
เลิศพิสุทธิ์ฉุดย้ำมาทำถ้อย
วิจิตรรอยคล้อยงามอร่ามหวน
เปล่งประกายฉายฉานสะคราญควร
ลุกคุถ้วนล้วนสว่างกลางห้วงใจ.โดย สดายุ [25 พ.ย. 2546 , 15:40:17 น.] ( IP = 213.68.98.20 : : unknown, unknown )
สลักธรรม 2ช่างไพเราะและยิ่งใหญ่เหลือเกินกับหัวใจที่ส่องสว่างท่ามกลางกาลเวลา
ขอบคุณมากค่ะคุณสดายุ ....ที่แวะมาทักทายกันเสมอ
ดีใจมากที่ได้พบกันอีกครั้ง
แต่ว่าคืนนี้ขอชื่นชมอย่างเดียวก่อนนะคะ
เพราะไม่ค่อยสบาย มีไข้และเวียนศีรษะไม่น้อยเลยค่ะ..
พรุ่งนี้นะคะ ...พรุ่งนี้จะมาเสริมสร้างความงามของวรรณศิลป์ด้วยกัน...โดย พี่ดอกแก้ว [25 พ.ย. 2546 , 22:26:23 น.] ( IP = 202.129.46.124 : : )
สลักธรรม 3สวัสดีครับคุณพี่...
ไม่ได้มาหลายเพ-ลา....มัวไปยุ่งกับกลอนประเภท....hit to human heart...บ้านครูก๊อง(ครูไหวใจร้าย-คุรุทาส)อยู่...
เปิดอ่านมาตามเมล์ของคุณพี่เสมอครับ...
รู้สึกว่าคนเรานี้ไม่สามารถควบคุมได้แม้แต่ร่างกายของตัวเอง...เมื่อเจอโรคภัยไข้เจ็บ...
กายนี้มันย่อมมิใช่ของเราอย่างที่เข้าใจกันโดยแน่แท้...ชื่อที่ใช้ปิดบนกายยิ่งแล้วใหญ่....
อย่างไรก็แล้วแต่...ก็หวังว่าความรู้ทางชีวะวิทยาทางโลกสมัยใหม่คงช่วยคุณพี่ให้กลับเหมือนเดิมได้โดยเร็วนะครับ...
อยากถามความเห็นคุณพี่....
กรณีท่านโมคคัลลานะ / ท่านองคุลีมาลย์...เกี่ยวกับ....
อนันตริยะกรรม...วิบากที่ส่งผล....การตัดสายใยแห่งปฏิจจสมุปบาท....การบรรลุมรรคผล......ในมุมมองของอภิธรรม....ว่าแม้...วิบากอันร้ายแรงก็ไม่สามารถขัดขวางการบรรลุมรรคผลได้......เพียงแต่ไปพ้นได้แต่จิต....กายยังต้องรับผลอยู่จากวิบากนั้น....หรือมีเงื่อนเหตุอย่างอื่นด้วยครับ
คุณพี่ช่วยไขให้ผมหน่อยครับ....ขอบพระคุณครับโดย สดายุ [26 พ.ย. 2546 , 09:19:32 น.] ( IP = 213.68.98.20 : : unknown, unknown )
สลักธรรม 4อยู่กลางใจไหววาบอาบไอหวาน
บอกตำนานการคงอยู่คู่แสงไข
เกื้อกำเนิดเกิดก่อความเกรียงไกร
ให้เคลื่อนไหวในโลกหล้าพาร่มเย็น
คือแสงไฟจากใจบุรุษเพชร
หมายเผด็จดัสกรผ่อนเคืองเข็ญ
บารมีปรี่แรงแห่งบำเพ็ญ
ระบัดความร่มเย็นสู่มรรคา
สาดส่องไปสู่ฤทัยผู้ใสจิต
หมดนิมิตเกิดก่อต่อตัณหา
แม้นวิบากหลากไหลไม่นำพา
จิตโสดาตัดรอนสิ้นถิ่นชนกกรรม
เป็นกุศลพ้นวัฏฏะละเหตุทุกข์
สิ้นเชื้อปลุกอนุสัยไร้ความช้ำ
ถึงเศษบาปอาบร่างสร้างระกำ
มิอาจทำใจไหวในเหตุการณ์
การบรรลุมรรคผลจนสิ้นเชื้อ
มีปัญญาก่อเกื้อเพื่อสังหาร
สามัคคีมีในมรรคจักรอนราญ
กิเลสพาลตามประเภทเหตุกำลัง
คือทางเดียวที่เหนี่ยวได้ไปนิพพาน
เป็นทางที่ทิ้งมารไว้เบื้องหลัง
ตัดวัฏฏะละเหตุเก่าที่น่าชัง
จิตพิสุทธิ์ถึงฝั่งวิมุติธรรม
ละกิเลสได้สิ้นเชื้อไม่เหลือไฟ
ในดวงใจไร้ทุกข์มารุกล้ำ
แต่กายต้องกระทบวิบากกรรม
ที่เคยทำตามส่งผลไม่พ้นไป
จนกว่าจะปรินิพพานลง
อโหสิกรรมเลิกส่งผลมาให้
เพราะไร้สิ้นผู้รับผลพิษภัย
ไม่มีใดนอกเหตุกรรมนำผลเลย
ขอทวนซ้ำย้ำวิบากว่าคือผล
หาใช่กลลวงใครไม่เปิดเผย
เมื่อใดเหตุปัจจัยพร้อมย่อมเกิดเลย
อยู่ที่จิตจะวางเฉย..เพราะรู้จริง
แม้นพระพุทธองค์ผู้ทรงชัย
ก็มิอาจพ้นผลกรรมได้เลยสักสิ่ง
เคยบำเพ็ญทุกรกิริยาหาความจริง
ไม่อาจอิงด้วยฤทธิ์ฌานผ่านผลภัย
ทรงบอกทางสายเอกไว้เสกจิต
มิได้ทรงให้สิทธิ์เลือกทางไหน
เมื่อจิตพ้นธุลีที่นองใจ
จึงตัดใยอกุศลพ้นภพภูมิ
โดย พี่ดอกแก้ว [26 พ.ย. 2546 , 21:36:42 น.] ( IP = 202.129.46.87 : : )
สลักธรรม 5
![]()
สวัสดีค่ะคุณสดายุ
การบรรลุมรรคผลนั้น เป็นการชำระกิเลสให้ปราศไปจากจิตในระดับต่างๆ ...แต่ไม่สามารถระงับวิบากกรรมใดๆได้ ....แต่เมื่อไม่มีกิเลสแล้ว ต่อให้มีวิบากทั้งดีหรือชั่วมากระทบก็ไม่อาจทำให้หวั่นไหวได้อีกแล้วค่ะ
สำหรับอนันตริยกรรมนั้น เป็นอกุศลที่มีกำลังมากจะส่งผลทันทีทำให้ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานในชาตินั้นได้ และจะส่งผลในชาติต่อไปทันทีด้วยเช่นกันคือเมื่อตายแล้วก็ต้องไปบังเกิดในอเวจีมหานรก ......แต่เมื่อพ้นจากอเวจีมหานรกแล้ว ก็จะเหลือเพียงเศษกรรม..ที่ได้รับในภายหลังตั้งแต่ชาติที่สามไปจนถึงปรินิพพานเป็นอโหสิกรรม
เพราะฉะนั้น จะต้องพิจารณานะคะว่าการบรรลุมรรผลนั้นคือการสิ้นกิเลสที่ใจ ..แต่สภาพของวิบากขันธ์นั้นมิได้ถูกทำลายไปเพราะการสิ้นกิเลสที่เคยมีอยู่...
และทางสายเดียวที่จะพ้นไปจากกิเลสทั้งหลายและไม่ต้องรับวิบากขันธ์อีกก็คือ การเข้าสู่ปรินิพพานค่ะ
เพราะฉะนั้น ที่บอกว่าไปพ้นแต่จิต..ส่วนกายนั้นยังต้องรับวิบากอยู่ ...ถูกต้องแล้วค่ะ ..และก้ต้องรับไปจนกว่าจะเป็นอโหสิกรรมนั่นแหละค่ะ ..ไม่มีข้อยกเว้น หรือเส้นทางสายใดให้หลบหลีกได้อีก
และตรงนี้ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ..ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ..ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ..
โดย พี่ดอกแก้ว [26 พ.ย. 2546 , 21:40:55 น.] ( IP = 202.129.46.87 : : )
สลักธรรม 6ขอบคุณครับคุณพี่...
ผมอ่านจากตำรา...
กรณีท่านโมคัลลานะ....ทุบตีมารดาในชาติก่อนหน้า....จัดเป็นอนันตริยะกรรม
ในปัจจุบันชาติ....เมื่อฟังธรรมจากพระตถาคต...ท่านบรรลุธรรมภายใน7วัน(ขณะที่พระสารีบุตร..15วัน)....ตัดเหตุเงื่อนของปฏิจจสมุปบาทได้ขาด
ท่านนิพพานเนื่องจากโดนทุบตีโดยโจรผู้ร้าย....จัดเป็นวิบากผล
อันนี้ยังพอเข้าใจได้ครับ
กรณีท่านองคุลีมาลย์....ฆ่าคนมาเป็นพัน...แต่สามารถบรรลุธรรมในชาติเดียวกันได้....วิบากที่ได้รับกลับแค่ถูกขว้างปาได้รับบาดเจ็บ...
ดูออกจะคล้ายแนวเซ็นไปหน่อยนะครับ....คือวางดาบก็เป็นอรหันต์ได้เลย..
ผมเลยคล้ายกับจะได้ข้อสรุปว่า....หลักการแห่งกรรม....กับปฏิจจสมุปบาทนี้ไม่ขึ้นแก่กัน....เป็นอิสระต่อกัน....
คุณพี่คิดเห็นอย่างไรครับโดย สดายุ [27 พ.ย. 2546 , 08:14:45 น.] ( IP = 213.68.98.21 : : unknown, unknown )
สลักธรรม 7หลักการของปฏิจสมุปบาท และหลักกรรมโดยสรุปแล้วก็เป็นเรื่องเดียวกันค่ะ..คือ ทำเหตุก็ต้องได้รับผล ..เมื่อมีการกระทำ ก็ย่อมส่งให้มีผลติดตามมาไม่ว่าจะเป็นปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร หรืออเนญชาภิสังขาร
เพราะมีการกระทำกรรมเหล่านี้มีพื้นฐานมาจากอวิชชาและตัณหา จึงทำให้เกิดกรรมภพและอุปัตติภพ คือการเวียนว่ายตายเกิดตามมา ....การเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆนี้ถ้าเปรียบให้เข้าใจง่ายๆแล้ว ก็คือ วิบากหรือผลในการกระทำกรรมที่เป็นวัฏฏะกรรมนั่นเองค่ะ
และการรับผลที่เป็นวิบากนั้นก็ต้องเป็นไปตามกาลที่เหมาะสม
ขออธิบายเรื่องวิถีจิต คือ ทางเดินของจิตในการทำงานของจิตสักนิดนึงก่อนนะคะ ว่า ....โดยปกตินั้นจิตจะมีเส้นทางเดินของตนไปตามจิตตนิยาม...และโดยย่อก็เริ่มจากการรับอารมณ์ การพิจารณาอารมณ์ การตัดสินอารมณ์ ..เมื่อตัดสินแล้วก็จะมีจิตประเภทหนึ่งที่เป็นผู้เสพอารมณ์ เรียกว่า ชวนจิต ...ชวนจิตนี้คือตัวการหรือผู้กระทำกรรมทั้งฝ่ายดีและไม่ดีค่ะ..โดยทั่วไปแล้วในแต่ละวิถีนั้นจะมีชวนจิตอยู่ ๗ ดวง
ดวงที่หนึ่งนั้นเป็นดวงเริ่มต้นกระทำการ ..จึงมีกำลังไม่มากเพราะยังไม่ชำนาญ ...เพราะฉะนั้นผลที่เกิดจากการกระทำกรรมโดยชวนจิตดวงนี้ จึงให้ผลได้ไม่ยาวนาน คือ จะให้ผลในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้นเอง ...เป็นความสุขสบายใจ หรือกังวลใจ หรือที่ในพระสูตรจะมีเล่าไว้ว่า ทำบุญกับพระอรหันต์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัตินั้นจะให้ผลใน ๗ วัน ..คำว่าที่ให้ผลทันทีภายใน ๗ วันนั้นก็ด้วยอำนาจของชวนจิตดวงแรกนี้แหละค่ะ
สำหรับชวนจิตดวงที่ ๒ - ๖ นั้น นับเป็นการกระทำกรรมที่มีอำนาจมาก และมีกำลังมาก ..ลองเปรียบเทียบกับกร๊าฟนะคะ ว่า ชวนจิตดวงแรกก็คือ จุดเริ่มต้น ส่วนดวงที่ ๒ - ๖ นั้นเป็นส่วนที่กร๊าฟพุ่งขึ้น และชวนจิตดวงสุดท้ายคือดวงที่ ๗ ก็เป็นส่วนที่กร๊าฟตกลงแล้ว ...
โดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ย. 2546 , 16:05:54 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 8
เพราะฉะนั้น ชวนจิตดวงที่ ๗ จึงทำหน้าที่เป็นผู้นำปฏิสนธิในชาติต่อไปทันที เช่น ด้วยอำนาจของอนันตริยกรรมของพระเทวทัต ..ชวนจิตดวงสุดท้ายของวิถีแห่งอนันตริยกรรมนั้น เป็นผู้นำพระเทวทัตลงสู่อเวจีมหานรกค่ะ
สำหรับดวงที่ ๒ - ๖ ที่เหลือ ก็จะมีอำนาจส่งให้ในภายหลัง ซึ่งไม่ทราบว่าจะส่งให้เมื่อใด และสิ้นสุดเมื่อใด ..โดยการกำหนดแล้วท่านจึงกำหนดไว้ว่า สามารถส่งผลได้นับตั้งแต่ชาติที่สาม จนถึงเข้าสู่นิพพานเป็นพระอรหันต์ที่ตายแล้ว ....
ที่ควรสังเกตอีกประการหนึ่งนะคะก็คือว่า เราไม่ได้มีการทำกรรมเพียงวิถีจิตเดียว แต่เรามีวิถีจิตเกิดมากมายนับไม่ถ้วนในแต่ละวินาที ...ท่านเปรียบว่า ลัดนิ้วมือเดียวมีจิตเกิดดับถึงแสนโกฏิขณะ...
เพราะฉะนั้น ในแต่ละวันที่เราได้รับ เราจึงไม่อาจทราบได้เลยว่า เป็นชวนจิตดวงที่ ๒ - ๖ ที่ได้กระทำไว้ในชาติไหน หรือเป็นผลของชวนจิตดวงแรกในชาตินี้หรือเปล่าค่ะโดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ย. 2546 , 16:07:31 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 9สำหรับท่านองคุลิมาลย์นั้น
ท่านสั่งสมปัญญาบารมีมาจนเปี่ยมเป็นบัวพ้นน้ำแล้วค่ะ....แม้กรรมใหม่ที่ท่านได้กระทำจะดูหนักหนาสาหัส ..แต่อำนาจแห่งปัญญาบารมีนั้นมีมากกว่า ..เมื่อได้ฟังธรรมและพิจารณาธรรมแล้ว ท่านก็สามารถแทงตลอดในธรรมนั้น ..ด้วยการเจริญสติปัญญาไปตามคำสอนของพระพุทธองค์ จนกระทั่งบรรลุพระโสดาปัตติผล
และการสั่งสมปัญญาบารมีนี้ก็คือการเรียนธรรม ปฏิบัติธรรมในอดีตชาติ ...ที่อยู่บนพื้นฐานของคำว่า ปุญญาภิสังขารด้วยค่ะ ..ที่ต้องให้ผลเป็นวิบากชาติที่ปฏิสนธิเป็นผู้ที่ประกอบไปด้วยปัญญา ..ไม่เป็นคนพิการบ้าใบ้ หรือไม่มีปัญญามาพร้อมกับการเกิด...
และเมื่อมาได้ฟังธรรมก็สามารถพิจารณาธรรมนั้นได้โดยกระทำกรรมประเภทใหม่คือ วิวัฏฏกรรม ...สามารถประหารกิเลสได้ตามอำนาจญาณปัญญาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันชาตินี่เอง ...
เพราะฉะนั้น การบรรลุธรรมจึงมิใช่ผลแห่งปฏิจสมุปบาทธรรม ...แต่เป็นผลมาจากการกระทำกรรมใหม่ที่เดินอยู่บนทางมรรคสามมัคคี ไม่มีพื้นฐานมาจากอวิชชาและตัณหา ...แต่รูปร่างกายนี้เป็นผลมาจากปฏิจสมุปบาทธรรมค่ะโดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ย. 2546 , 16:17:46 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 10ขอบคุณครับคุณพี่...
เรื่องเข้าใจยากหนึ่งในสี่ของพุทธศาสนาคือเรื่องจิตนี้แหละ....มันลึกล้ำและสลับซับซ้อนมากนัก....ในความคิดผม
ผมเคยอ่าน..อภิธรรม...ของอ.รวี ภาวิไล...เฉพาะเรื่องจิตอย่างเดียวนี่....เกินจะเข้าใจได้ครับ...อาจไว้เพื่ออธิบายโลกกุตรธรรมหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้....
แต่อย่างไรก็เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาให้ยิ่งขึ้นเป็นลำดับแหละครับ.....จะพยายามอ่านหนังสือที่คุณพี่ส่งไปให้ตามกำลังสมองและเวลาที่มีครับ
ขอบคุณครับโดย สดายุ [27 พ.ย. 2546 , 16:30:12 น.] ( IP = 213.68.98.21 : : unknown, unknown )
สลักธรรม คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
| ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
| [ คีตธรรมออนไลน์ ] [ กวีไทยออนแอร์ ] [ นายติวเตอร์ ] |
|
สถานศึกษา ธุรกิจการเงิน หน่วยงานราชการ ข่าวสาร-หนังสือพิมพ์ แหล่งธรรมะ รวมลิงก์ธรรมะ เชื่อมโยง |
| ค้นหาเพลงตามชื่อเพลง |
|
เพลงที่ขึ้นต้นด้วยภาษาไทย เ แ โ ใ ไ ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช ซ ญ ฐ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ฤ ล ว ศ ส ห อ ฮ อื่น ๆ |
|
เพลงที่ขึ้นต้นด้วยภาษาอังกฤษ a b c d e f g h i j k l m n o p q r s t u v w x y z |