มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ



ลานกวีธรรม
[ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ สลักจิต - สลักธรรม ] [ คีตธรรมออนไลน์ ]


ห้วงคำนึง..




ลมลูบไล้ใบหน้าก็ว่าหนาว
หากอุ่นผ่าวราวใจกับไหวหวัง
เฉกว่าสางย่างพ้นจากหม่นบัง
ย่อมจะยังปลั่งจ้านภาบน

แดดทักทายสายหมอกและดอกไม้
ขจ่างใสให้พิศวิจิตรผล
นัยเมื่อสื่อคือหมายของสายมน
ย่อมแจ้งพ้นอำไพอุทัยรอง

ลมยังโชยโรยสายยังคล้ายหนาว
คำนึงน้าวคราวนี้ไม่มีหมอง
มรรคานั้นหันด้านสำราญครอง
ที่หมายปองต้องนัยก็ไขว่คืน

กระอุอุ่นกรุ่นในฤทัยนี้
อุรามีกระแสล้นเฉกชลผืน
หลากภิรมย์บ่มขวัญอยู่ครั่นครืน
ถั่งยอดคลื่นเป็นประกายออกสายตา.

โดย สดายุ [25 พ.ย. 2546 , 15:37:19 น.] ( IP = 213.68.98.21 : : unknown, unknown ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ] [ 4 ]


สลักธรรม 21

ก่อนอื่นการสังคายนาพระไตรปิฎกนั้น..แม้นเราจะไม่เชื่อใครเลย แต่พุทธศาสนิกชนก็ต้องมีความเชื่ออย่างหนึ่งที่ไม่นอกเหนือหลักกาลามสูตรว่า .... เพราะความเป็นพระอรหันต์ได้ถูกพิสูจน์แล้ว รวมทั้งพระพุทธองค์ยังทรงให้การรับรองด้วยพระองค์เองในหลายๆท่าน..จากหลายๆพระสูตร...โดยเฉพาะทรงตรัสบอกพระอานนท์ว่า จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์แน่นอน... ดังที่คัดมาย่อๆดังนี้นะคะ

..ในกาลที่พระพุทธองค์ใกล้ปรินิพพาน พระอานนท์เถระมีความน้อยเนื้อต่ำใจที่ตนยังเป็นปุถุชนอยู่ อีกทั้งพระบรมศาสดาบรมครูก็จะเสด็จเข้าสู่พระxรินิพพานในอีกไม่ช้า จึงหลีกออกไปยืนร้องไห้แต่เพียงผู้เดียวข้างนอก พระพุทธองค์รับสั่งให้ภิกษุไปเรียกเธอมาแล้ว ตรัสเตือนให้เธอคลายทุกข์โทมนัสพร้อมทั้งตรัสพยากรณ์ว่า....“อานนท์ เธอจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ในวันทำปฐมสังคายนา”

......เมื่อพระบรมศาสดาปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปเถระได้นัดประชุมพระอรหันต์ขีณาสพ จำนวน ๕๐๐ องค์ เพื่อทำปฐมสังคายนา โดยมอบให้พระอานนท์รับหน้าที่วิสัชนาพระสูตรและพระอภิธรรม

ด้วยเหตุที่พระอรหันต์พุทธสาวกนั้นเป็นผู้ปราศจากการทำบาปธรรมทั้งปวงแล้ว ..การรจนาคัมภีร์พระไตรปิฎกจึงเป็นการรจนาที่ปราศจากการเบี่ยงเบน..บิดเบือน..ตกแต่ง..เพิ่มเติม...หลอกลวงข้อมูลเพื่อรวบรวมพระพุทธวจนะไว้เป็นหมวดหมู่

- พระวินัยปิฎก คือประมวลพุทธพจน์หมวดพระวินัย เป็นพุทธบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมและการดำเนินกิจการต่างๆ ของภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์แบ่งเป็น ๕ คัมภีร์

-พระสุตตันตปิฎก เป็นประมวลพุทธพจน์หมวดพระสูตร คือ พระธรรมเทศนา คำบรรยายธรรมต่างๆ ที่ตรัสยักเยื้องให้เหมาะกับบุคคลและโอกาสตลอดจนบทประพันธ์ เรื่องเล่า และเรื่องราวทั้งหลายที่เป็นชั้นเดิมในพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น ๕ นิกาย

-พระอภิธรรมปิฎก เป็นประมวลพระพุทธพจน์หมวดพระอภิธรรม คือ หลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่เกี่ยวด้วยบุคคลหรือเหตุการณ์ แบ่งเป็น ๗ คัมภีร์

โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 19:27:31 น.] ( IP = 169.210.5.189 : : )


สลักธรรม 22

ในพระอภิธรรมปิฎกนั้น พระอานนท์ได้ปนามคาถาไว้เบื้องต้นว่า...ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น... เพียงเท่านี้เองค่ะ

แต่ถ้าคิดว่าพระอรหันต์ท่านรจนาเรื่องไม่จริง..รจนาเรื่องที่ไม่ใช่สัพพัญญุตญาณ ..หรือรจนาเรื่องที่พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสไว้ ก็คงสุดแท้แต่จะนึกคิดนะคะ

ประการที่สอง เนื่องจากพระอภิธรรมเป็นการแสดงถึงสภาวธรรมที่ไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์...จึงไม่อาจที่จะยกมาได้ว่า เป็นเรื่องของนายอะไร..ที่หมู่บ้านไหน..มีใครมาร้องเรียนหรือเปล่า....และตรัสเรื่องนี้กับใคร....หรือกล่าวว่าสภาวธรรมเหล่านี้เป็นตัวตนของใคร..แต่จะอธิบายไปถึงสิ่งมีชีวิตทุกภพภูมิ ....ทั้งทุคติและสุคติว่า แท้จริงแล้วมีสภาพธรรมอย่างไร

ประการที่สาม พระอภิธรรมนั้นเป็นธรรมที่แสดงโปรดพระพุทธมารดา...ไม่ว่าในยุคสมัยใดของพระพุทธเจ้าพระองค์ไหน..ธรรมเนียมของพระพุทธเจ้านั้นจะต้องแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา...ต่อจากนั้นก็ลงมาสอนพระสารีบุตร ...และกล่าวให้พระอานนท์ได้ทราบตามพรข้อที่ ๘ ที่พระอานนท์ทูลขอก่อนที่จะเป็นพุทธอุปฐากไงคะ.. และพระอานนท์ท่านก็เป็นเอตทัคคะในทางผู้เป็นพหูสูตร....จึงได้รับมอบหมายให้รจนาพระสูตรและพระอภิธรรมไงคะ

สำหรับรายละเอียดความเป็นมาของพระอภิธรรมอ่านที่นี่นะคะ

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=2867

โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 19:50:26 น.] ( IP = 169.210.5.189 : : )


สลักธรรม 23

ส่วนที่เถียงกันนักหนาว่า ไม่เห็นมีบอกว่าตรงไหนคือพระพุทธวจนะที่บอกว่าเป็นการสอนพระอภิธรรมเลย..

ถ้าศึกษาพระอภิธรรมแล้วก็จะทราบว่า ...นับตั้งแต่ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรเป็นต้นมาเลยค่ะ...มรรคแปด ..อริยสัจ...อริยบุคคล ..ล้วนมีปรากฏมาตั้งแต่เริ่มแล้ว ...เพราะหมวดธรรมเล่านั้น ..รวมถึงการพิจารณาจิต เจตสิ รูป ก็คือพระอภิธรรมนั่นเองค่ะ ....(อย่างนี้พอจะเรียกว่าพระพุทธวจนะได้ไหมคะ)

เพราะฉะนั้นจึงเรียกได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นพระวินัยหรือพระสูตรก็ล้วนมีพระอภิธรรมปรากฏอยู่ด้วยเสมอ...ที่เห็นง่ายๆก็คือ ในลักษณะของสภาพชีวิต...การพูดถึงศีลสังวรณ์ ...เป็นต้นค่ะ

การกล่าวเช่นนี้อาจจะค้านได้ว่าเป็นบทสรุปกันเองของพวกพระอภิธรรม.... แต่ความจริงก็เป็นเช่นนี้

และที่สำคัญคือ คิดว่าพระอานนท์และพระอรหันต์ชุดปฐมสังคายนาโกหกหรือเปล่าล่ะค่ะ

และท่านพุทธทาสเองท่านก็มิได้ปฏิเสธใช่ไหมคะว่า พระอภิธรรมไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ..เพียงแต่ท่านมีข้อคิดเห็นว่า เป็นหมวดธรรมที่นำมาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบที่มิใช่พุทธวจนะ...

ซึ่งพระไตรปิฎกทั้งหมดก็ถูกเรียงเรียงใหม่ทุกปิฎกนั่นแหละค่ะ...โดยเรียงเรียงไว้เป็นหมวดหมู่กลุ่มพวกเดียวกัน ...ถ้าหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเล่าก็จะเรียบเรียงไว้เป็นแบบพุทธวจนะว่าตรัสอย่างนั้นอย่างนี้ ...แต่พระอภิธรรมมิใช่การเล่า..แต่เป็นส่วนของวิชาการ...

ถ้าเปรียบเทียบก็เช่น ส่วนของการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นสูตรเคมีต่างๆ ..ไม่มีการกล่าวถึงความเป็นมาของนักวิทยาศาสตร์ ..หรือสถานที่ทำการทดลอง หรือข้อห้ามข้อจำกัดในก่อนการทดลองหรือระหว่างเตรียมการทดลอง....แต่เป็นการพูดถึงโครงสร้างทางเคมีที่เกินขึ้นกันเลยทีเดียวค่ะว่ามีสภาพอย่างไร


โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 20:23:44 น.] ( IP = 169.210.5.189 : : )


สลักธรรม 24

สำหรับประเด็นเรื่องพระอภิธรรมและพระพุทธวจนะ..คิดว่าคงจะพอสมควรแก่การอธิบายแล้วนะคะ..ไปที่เรื่องการบำเพ็ญเพียรของเจ้าชายสิทธัตถะดีกว่า

คงต้องขออธิบายโดยย่อนะคะว่า .... เมื่อปัญจมหาวิโลกนะครบถ้วน ๕ ประการ ....เสตเกตุนิยตโพธิสัตว์ก็อธิษฐานจุติมาบังเกิดในครรภ์พระมารดา.... ความที่แก่กล้าด้วยการบำเพ็ญพระบารมีสามสิบทัศนับสี่อสงไขยแสนกัปป์....เมื่อมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแล้ว...ซึ่งก็ยังไม่สามารถย้อนระลึกชาติได้แต่ความเปี่ยมด้วยปัญญาบารมีนั้นได้ทำให้ทรงมีมนสิการที่แยบคาย ..พิจารณาความเป็นไปของชีวิตที่ต่างจากชนทั่วไป..คือ

ให้ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปธรรมและนามธรรม ..โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่รูปธรรมนั้นยิ่งทำให้พระองค์ฉุกคิดถึงความหลุดพ้นในเบื้องแรก

และทรงออกบรรพชาเพื่อหาทางหลุดพ้นจากเทวทูตทั้งสีที่มาปรากฏทางรูปธรรมให้เห็น...แต่ในสมัยนั้นการบำเพ็ญเพียรก็เป็นไปในลักษณะต่างๆที่แบ่งแล้วเป็นสองทางใหญ่ๆคือ กามสุขลิกานุโยค และอัตกิลมถานุโยค ....ซึ่งที่ทั้งการบำรุงกามและทรมานตน ..ส่วนการกระทำสมาธินั้นก็เป็นไปด้วยพื้นฐานของอวิชชาที่เรียกว่า อเนญชาภิสังขาร ไปเป็นพรหม..อรูปพรหม ต่างๆที่คิดว่าเป็นทางพ้นทุกข์แล้ว

ณ ตรงนี้ก็ขอทำความเข้าใจไว้อย่างนี้ก่อนนะคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 20:51:41 น.] ( IP = 169.210.5.189 : : )


สลักธรรม 25

สำหรับประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่เป้นปัยหาถกเถียงกันเสมอก็คือ เรื่องของกรรมเก่า

ในวาทะเรื่องของกรรมนี้ นอกจากเดียรถีร์นอกพระศาสนาแล้ว ...แม้ในพระพุทธศาสนาเองก็มีการถกเถียงกันจนแตกเป็นนิกายต่างๆ ....ซึ่งในนิกายเถรวาทเองก็ยังถกเถียงกันในเรื่องของกรรม เช่น บางพวกเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะกรรมเก่า..ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ..กรรมใหม่ไม่มีผล ..อย่างนี้เป็นต้น

..เถียงกันจนกระทั่งพระภิษุผู้เป็นพระอรหันต์ต้องหลีกลี้หลบไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่า ซอกหลืบเขา ..หรือจาริกออกจากหมู่พวกผู้มีทิฏฐิเหล่านี้ไป ..ไปอยู่ที่อนุราธปุระบ้าง ..แคว้นต่างๆบ้าง ...

การถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องกรรมวาทะนี้หาอ่านได้ในหนังสือศาสนาเปรียบเทียบนะคะ....ว่าแม้ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเองก็มีความเห็นต่างกันในเรื่องของกรรมอย่างไรบ้าง

สิ่งเหล่านี้คือการถกเถียงของพระภิกษุผู้ศึกษาปริยัติแต่มิได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลค่ะ

สำหรับเรื่องการให้ผลของกรรมนั้น อย่ามองว่าเป็นการตัดรอนการกระทำกรรมในปัจจุบันสิคะ ..หรือกรรมในปัจจุบันไม่สำคัญ

อย่างที่กล่าวในตอนแรกแล้วว่า ..ชวนจิตดวงที่หนึ่งที่ให้ผลในปัจจุบันชาติ ..และยังสามารถให้ในลักษณะตัดรอนกรรมฝ่ายตรงข้ามได้ เช่น การบรรลุโสดาบันของพระองคุลิมาลย์ไงคะ... ที่เดิมนั้นท่านเปี่ยมไปด้วยบารมีแล้วก็จริง ....แต่การบรรลุธรรมนั้นก็ต่อเมื่อต้องได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ และพิจารณาธรรมนั้นตามไปด้วย.....โสดาปัตติผลจึงเกิดขึ้น

ถ้าหากสมมุติว่า พระองคุลิมาลย์มีชีวิตขึ้นอยู่กับกรรมเก่าเพียงประการเดียว ...แม้พระพุทธองค์จะไม่เสด็จไป ..ท่านก็ต้องบรรลุพระโสดาบันได้เองสิคะ...


โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 21:06:39 น.] ( IP = 169.210.5.189 : : )


สลักธรรม 26

และในประเด็นของการศึกษาพระพุทธศาสนานั้นก็มิได้มีการตัดรอนการพูดถึงประโยชน์ในปัจจุบันชาติเลยนะคะ

เพราะเมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว ทรงหยั่งเห็นสันดานของประชาสัตว์ว่ามีอุปนิสัยแตกต่างกันถึง ๔ จำพวกที่เปรียบเหมือนดอกบัวสี่เหล่านั้นแหละค่ะ เกณฑ์การแบ่งตรงนี้ก็ดูที่บารมี(ปัญญา)เป็นหลัก คือ พวกที่หนึ่งสามารถตรัสรู้ตามพระเทศนาได้ฉับพลัน พวกที่สองตรัสรู้ตามได้ในกาลต่อไปหลังจากที่ได้รับฟังพระธรรมโอวาท พวกที่สามมีสันดานเพียงแค่ศึกษา และปฏิบัติตามโอวาท ซึ่งจะสามารถตรัสรู้ตามได้ในกาลต่อไป และพวกที่สี่คือผู้ที่ยากแก่การสั่งสอน แม้สดับรับฟังธรรมก็จะได้ผลเพียงเป็นการสั่งสมอุปนิสัยให้มีขึ้นในภพต่อๆ ไป

และการที่ทรงแสดงธรรมในระดับพื้นฐานก็เพื่อให้ได้รับประโยชน์เฉพาะตนให้เป็นผู้ที่มีฐานะหลักฐานที่ดีในปัจจุบัน

การแสดงธรรมในระดับกลางก็เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนอย่างมีความสุข และจะยังประโยชน์ให้สืบเนื่องต่อไปได้ในอนาคต เพราะเป็นการสร้างเหตุที่ดีอันจะได้รับผลดีที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า

สำหรับการแสดงธรรมในระดับสูงที่มุ่งถึงกลุ่มบุคคลชั้นนักบวชที่เป็นผู้ที่คงแก่เรียน ที่มีจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติเพื่อแสวงหาโมกขธรรม ให้รู้จริงเห็นจริงในธรรมตามที่ได้ตรัสรู้ และหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 22:17:43 น.] ( IP = 169.210.4.59 : : )


สลักธรรม 27

ที่ผ่านมาในเรื่องของบัวสี่เหล่าก็คงพอจะอธิบายถึงเรื่องบุญทำกรรมแต่งได้บ้างนะคะ

ส่วนในประเด็นที่บอกว่า
..หากว่าเหตุของทุกข์....กับตัวทุกข์ซึ่งบุคคลเสพรับอยู่.....วางไว้คนละชาติกัน....เราจะย้อนไปแก้เหตุได้อย่างไร...

ไม่มีการย้อนกลับไปแก้ไขเหตุอดีตตรงนั้นได้หรอกค่ะ..ลองมาอ่านตรงที่พระพุทธองค์ตรัสรู้กันนะคะ...

...ทรงเจริญฌาน อันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูงทั้งสามประการ ยังองค์พระโพธิญาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ ตามระยะกาลแห่งยามสามอันเป็นส่วนราตรีนั้น คือ ในปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้

ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณบางแห่งเรียกว่า ทิพยจักษุสามารถหยั่งรู้การเกิดการตาย ตลอดจนการเวียนว่ายของสัตว์ทั้งหลายอื่นได้หมด

....ในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงปรีชาสามารถทำอาสวกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไปด้วยพระปัญญา พิจารณาในปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม ก็ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมพุทธเจ้าในเวลาปัจจุสมัย รุ่งอรุโณทัย ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้ อย่างที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อนกาล

...ถึงกับทรงอุทาน เย้ยตัณหาอันเป็นตัวการก่อให้เกิดสังสารวัฏฏทุกข์แก่พระองค์แต่อเนกชาติได้ว่า “อเนกชาติ สํสารํ” เป็นอาทิ ความว่า นับแต่ตถาคตท่องเที่ยวสืบเสาะหาตัวนายช่างผู้กระทำเรือน คือ ตัวตัณหา ตลอดชาติสงสารจะนับประมาณมิได้ ก็มิได้พานพบ ดูกรตัณหา นายช่างเรือน บัดนี้ตถาคตพบท่านแล้ว แต่นี้สืบไปท่านจะทำเรือนให้ตถาคตอีกไม่ได้แล้ว กลอนเรือน เราก็รื้อออกเสียแล้ว ช่อฟ้าเราก็ทำลายเสียแล้ว จิตของเราปราศจากสังขารเครื่องปรุงแต่งให้เกิดในภพอื่นเสียแล้ว ได้ถึงความดับสูญสิ้นไปแห่งตัณหา อันหาส่วนเหลือมิได้โดยแท้

ในขณะนั้นอัศจรรย์ก็บังเกิดมี พื้นมหาปฐพีอันกว้างใหญ่ก็หวั่นไหว พฤกษชาติทั้งหลายก็ผลิดอกออกช่องามตระการ เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าก็แซ่ซ้องสาธุการ โปรยปรายบุบผามาลัยทำการสักการะ เปล่งวาจาว่า พระสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ! ด้วยปีติยินดี เป็นอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาในกาลก่อน


โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 22:34:55 น.] ( IP = 203.170.129.167 : : )


สลักธรรม 28

แม้นพระพุทธองค์เองก็มิได้ทรงย้อนไปแก้อดีตเหตุที่ตรงไหน ...แต่ทรงใช้ปัญญาพิจารณาเข้าไปในสภาวธรรมที่ปรากฏ จนกระทั่งทราบว่า นายช่างผู้สร้างเรือนคือใคร ..ทั้งในขณะพิจารณานั้นก็เป็นเวลาปัจจุบัน...มีธรรมารมณ์และพระนิพพานเป็นอารมณ์ปัจจุบันตามลำดับ ..มิได้มีการทำฌานเพื่อย้อนอดีตแม้แต่น้อยเลยนะคะ .... ไม่มีสักนิดที่บอกว่าเข้าไปแก้ไขเหตุอดีตที่ตรงไหนค่ะ

และเรื่องของภพภูมิเป็นการกล่าวสอนเพื่อให้ทราบว่า ...สิ่งมีชีวิตนั้นสามารถกำเนิดได้ที่ใดบ้าง และในแต่ละที่นั้นจะต้องมีกรรมประเภทใดเป็นผู้นำไปเกิด....แม้กระทั่งมนุษย์ภูมิเองก็มีอยู่หลายทวีป เช่น ชมพูทวีป หรือ อุตตรกุรุทวีป เป็นต้น

เพื่อจะได้ทราบถึงการเวียนว่ายตายเกิดซึ่งเป็นผลจากการกระทำกรรมที่มาจากอวิชชาและตัณหาไงคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 23:00:13 น.] ( IP = 203.170.129.167 : : )


สลักธรรม 29

การตัดวัฏฏะกรรมจึงกระทำที่ปัจจุบัน คือ เมื่อกระทบอารมณ์ทางทวารนั้น ก็มีโยนิโสมนสิการเข้าไปแทนที่ความชอบความชัง หรือความคิดที่มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นตัวตนคนสัตว์ ....แต่การมนสิการนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของปัญญาที่ทราบว่า

ชีวิตนี้ประกอบด้วยรูปและนาม ...จะแยกย่อยกระกระจายอย่างไร ก็จะเหลือองค์ประกอบเพียงสองส่วนเท่านั้นคือรูปธรรมและนามธรรม (สำหรับภูมิที่มีขันธ์ ๕ นะคะ)

และต้องทราบว่ากระบวนการทำงานของชีวิตนั้นทำกันอย่างไร ...การเกิดขึ้นและการสืบต่อของรูปและนามธรรมนั้น ไปจนกระทั่งดับนั้นเป็นอย่างไร..เขาทำงานกันอย่างไร ...ก็เพื่อจะได้คลายจากความเห็นผิดในความเป็นสัตว์บุคคล ...และความชอบความชัง

การที่จะเจริญสติปัฏฐานสี่ คือ มีสติอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นตามฐานที่ตั้งต่างๆ โดยรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหรือผู้ที่เข้าไปรู้นั้นเป็นผู้ใด...การทำได้อย่างนี้ก็เท่ากับเป็นการกระทำกรรมที่เป็นกิริยา..คือไม่ก่อให้เกิดผลเป็นบุญหรือบาปให้เป็นวิบาก ...เรียกว่า วิวัฏฏะกรรมค่ะ

และผู้ที่จะกระทำได้ก็ต้องศึกษาให้เข้าใจในองค์ประกอบของชีวิตก่อนนะคะ ...จากนั้นก็มาสู่การทำความรู้จักเกี่ยวกับภูมิวิปัสสนา ..อารมณ์ที่เกี่ยวข้อง ..ทวารที่เกี่ยวข้อง...ฐานที่ตั้งทั้งสี่ ...และหลักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จากนั้นก็ฝึกปฏิบัติไปเรื่อยๆค่ะ.. ก้จะค่อยๆชำนาญขึ้นตามความสามารถ

แต่ถ้าหากต้องการฝึกสติเพียงประการเดียว ก็มีวิธีอยู่หลายประการนะคะ และได้อ่านพบเหมือนกันค่ะว่าในพระไตรปิฎกและหนังสือหลายเล่มก็ระบุไว้ว่า อานาปานสติสามารถเจริญให้เป็นวิปัสสนากรรมฐานได้ ..แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะฝึกเพื่อกระทำสมถภาวนามากกว่า.... จึงไม่สามารถกล่าวถึงเรื่องของอานาปนสติได้มากนักนะคะ คิดว่าในพระไตรปิฎกนั้นน่าจะให้ความกระจ่างชัดได้มากกว่าที่จะอธิบายสั้นๆในกระทู้นี้

ลองอ่านคำตอบดูก่อนนะคะ.... หากมีประเด็นใดที่ไม่ชัดเจนหรือตกหล่นไปก็ถามเพิ่มเติมเข้ามาได้นะคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 23:01:08 น.] ( IP = 203.170.129.167 : : )


สลักธรรม 30

,มาอ่าน ปัญญาเกิด เจ้าค่ะ

โดย tiki [30 พ.ย. 2546 , 19:15:37 น.] ( IP = 203.156.56.38 : : )
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ] [ 4 ]

สลักธรรม
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
Your Photo : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command
Register User
Login User

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล
[ คีตธรรมออนไลน์ ] [ กวีไทยออนแอร์ ] [ นายติวเตอร์ ]

สถานศึกษา ธุรกิจการเงิน หน่วยงานราชการ ข่าวสาร-หนังสือพิมพ์ แหล่งธรรมะ รวมลิงก์ธรรมะ เชื่อมโยง

ค้นหาเพลงตามชื่อเพลง
เพลงที่ขึ้นต้นด้วยภาษาไทย
อื่น ๆ
เพลงที่ขึ้นต้นด้วยภาษาอังกฤษ
a b c d e f g h i j k l m n o p q r s t u v w x y z


ตรวจสอบอันดับผู้เยี่ยมชม :