มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ



ลานกวีธรรม
[ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ สลักจิต - สลักธรรม ] [ คีตธรรมออนไลน์ ]


อย่ารักเต็มร้อย




สองแขนโอบกอดพร่ำพรอดรัก
แม้ทุกข์หนักแต่รักเป็นแรงให้
ให้แบกหามยามนี้สู้มีใจ
เพื่อรักพี่ทำได้ทุกทุกทาง

สองขาเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น
อุปสรรคฝ่าฟันทุกทุกอย่าง
แม้เจ็บปวดเศร้าหมองต้องครวญคราง
พี่ก็พร้อมเดินทางด้วยแรงใจ

สองตามองไปข้างหน้าแล้ววาดฝัน
เงินสินสอดคือรางวัลอันยิ่งใหญ่
อดทนรอพี่จะขอน้องเร็วไว
ด้วยอำนาจรักยิ่งใหญ่ที่ให้เธอ

หนึ่งใจนี้มีรักที่คงมั่น
ยังเฝ้ารอถึงวันนั้นอยู่เสมอ
ใจก็ร้อนนอนก็เหงาเฝ้าละเมอ
เฝ้ารอวันที่ได้เธอเป็นคู่ใจ

สองปีผ่านเนิ่นนานเหมือนชาติหนึ่ง
จนมาถึงวันที่ฉันพร้อมจนได้
หอบสินสอดเก้าแสนรีบแล่นไป
หมายจะขอยอดดวงใจในทันที

อันชีวิตไม่ได้ลวกเหมือนมาม่า
ไม่ได้ง่ายไปกว่าต้มบะหมี่
เธอจูงลูกสองคนพร้อมสามี
เข้ามาทักสวัสดีและร่ำลา

สองปีผ่านฉันไปทำอะไรอยู่
แทบเอาหัวมุดรูแล้วหนีหน้า
สองขาแขนหนึ่งใจแค้นด้วยสองตา
หมดแล้วหมดคุณค่าการรอคอย

อย่าวาดฝันว่าคืนวันจะสดใส
เผื่อใจไว้เพื่อชีวิตซักนิดหน่อย
ทุกสิ่งในการเวลาไม่เคยคอย
อย่าได้รักเต็มร้อยควรเผื่อใจ

โดย นิรนาม [16 พ.ค. 2545 , 08:54:58 น.] ( IP = 203.149.35.102 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้


สลักธรรม 1


รักเพียงครึ่งมอบเธอที่เพ้อรัก
อีกครึ่งหักแบ่งไว้ให้ตัวฉัน
รักไม่หมดแต่มีให้ทุกทุกวัน
รักมอบนั้นห้าสิบงามดิบดี
...
สวัสดีค่ะ คุณนิรนาม
ชอบกลอน ..เพราะจังเลยนะคะ

โดย กุหลาบเวียงพิงค์ [16 พ.ค. 2545 , 14:25:41 น.] ( IP = 202.28.25.183 : : )


สลักธรรม 2

9.00 น. สวดมนต์ทำวัตรเช้า

ส่วนที่อ่านนี้ (สรุปสาระเป็นคำพูดเอาเองนะว่าจะพูดอย่างไรบ้าง) ให้พูดในช่วงทำสมาธิ ลองจับเวลาดูว่าไม่ควรเกิน 10 นาที เพื่อมีเวลาเหลือสำหรับแผ่เมตตาและเตรียมรับพระ

เนื้อหา...

พระอาจารย์บุญมี เมธฺงกุโร

คุณูปการะ…น้อมเกศะจรดกราบกราน
พระคุณแห่งอาจารย์….ผู้เกื้อก่อสถานธรรม
ครบกาลครรไลลา….ครูผู้กล้าและเลิศล้ำ
ขจายไฟพระธรรม…ไปสู่หล้าอย่างท้าทาย

แสงเทียนพลันวูบดับ…สิ้นแวววับและลับหาย
เหลือแต่กลิ่นกำจาย..แห่งความดีที่เนิ่นนาน
ปวงเอยปวงกุศล..ที่เคยดลและสืบสาน
ในกิจกอปรการงาน…ขอกราบกรานบูชาคุณ



ย้อนหลังกลับไปเมื่อห้าสิบปีก่อน....... ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๖ อาจารย์บุญมี เมธางกูร ผู้ซึ่งเป็นกรรมการธรรมศึกษาของพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ดำเนินการเปิด “โรงเรียนบรรยายพระอภิธรรมปิฎก” ขึ้นในพุทธสมาคมฯ โดยได้เชิญคณาจารย์หลายท่านมาร่วมเป็นอาจารย์สอนพระอภิธรรม ได้แก่ อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ และคุณพระชาญบรรณกิจ เป็นต้น

ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ อาจารย์บุญมี เมธางกูร จึงได้ก่อตั้งอภิธรรมมูลนิธิขึ้น เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๐ ณ บ้านเลขที่ ๓๐๑ ต.บางยี่ขัน จ.ธนบุรี ซึ่งเป็นบ้านของตนเอง และบริจาคเงินส่วนตัวจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เป็นทุนสำหรับจดทะเบียนมูลนิธิ ส่วนสถานที่บรรยายธรรมยังคงขอใช้สถานที่ของพุทธสามาคมฯดังเดิม

โดย งาน [24 พ.ย. 2548 , 16:31:43 น.] ( IP = 203.172.117.121 : : )


สลักธรรม 3

ต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๔ ได้ย้ายสถานที่บรรยายธรรมมาอยู่ที่ถนนพระอาทิตย์ และได้บรรจุอาจารย์สอนพระอภิธรรมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งท่าน คือ อาจารย์วรรณสิทธิ์ ไวทยะเสวี ซึ่งเป็นนักเรียนที่เข้ามาเรียนพระอภิธรรมกับอาจารย์บุญมี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๒

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๗ โรงเรียนบรรยายอภิธรรมก็ประสบกับมรสุมลูกใหญ่ มีอันต้องปิดการเรียนการสอนที่พุทธสมาคมฯลงโดยฉับพลัน ในระหว่างที่จัดหาสถานที่ตั้งโรงเรียนบรรยายธรรมอยู่นั้น ในปี พ.ศ.๒๕๐๘ คุณสด สังขพิทักษ์ กรรมการเลขานุการของมูลนิธิ ได้มอบที่ดินจำนวน ๕ ไร่ ให้แก่อภิธรรมมูลนิธิเพื่อจัดตั้งสำนักวิปัสสนา โดยมูลนิธิฯจัดหาที่ดินบริเวณใกล้เคียงเพิ่มเติมอีก ๑๗ ไร่เศษ รวมเป็น ๒๒ ไร่ ที่ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และ เปิดดำเนินการเป็นสำนักปฏิบัติธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๙ เป็นต้นมา

โดยท่านได้จัดคณาจารย์ผู้แตกฉานในการปฏิบัติธรรม ไปประจำ ณ สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ได้แก่ อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ พระอาจารย์สุนทร สุขเถื่อน และพระอาจารย์ผล รวมทั้งตัวท่านเองด้วยในฐานะผู้สอบอารมณ์ ซึ่งท่านได้ปลูกที่พักอยู่ต่างหากในที่ดินของตนเอง ที่อยู่ติดกันกับสำนักฯ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นภาระรบกวนที่พักของสำนักฯ ซึ่งจัดสร้างห้องไว้เพื่อโยคาวจรได้เจริญสติปัญญา

จนกระทั่งในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๐๙ ด้วยความอนุเคราะห์ของสมเด็จพระวันรัต (ปุ่น ปุณสิริ) ได้อนุญาตให้ใช้ศาลาโรงธรรมโพธิ์ลังกา วัดพระเชตุพนฯ เป็นสถานที่บรรยายพระอภิธรรม แต่เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวมีความคับแคบ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณสิริ) จึงได้อนุญาตให้ใช้ที่เก็บถังน้ำมันซึ่งเป็นเขตสังฆาวาส เป็นที่ก่อสร้างโรงเรียนสอนพระอภิธรรม โดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ” วัดพระเชตุพนฯ ซึ่งสร้างแล้วเสร็จและเปิดการบรรยายอภิธรรมได้ในปี พ.ศ.๒๕๑๕

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ การสอนพระอภิธรรมก็เริ่มฟื้นฟูความเข้มแข็งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะได้รับอุปการคุณจากสมเด็จป๋าทรงอนุญาตให้ใช้ที่บริเวณเก็บถังน้ำมันแล้ว พระมงคลทิพยมุนี หรือหลวงพ่อเมี้ยน ได้บริจาคเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งทุนประเดิมเป็นค่าก่อสร้างอาคารสำหรับเรียนพระอภิธรรม ซึ่งมีนามว่า โรงเรียนมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ

โดย งาน [24 พ.ย. 2548 , 16:32:47 น.] ( IP = 203.172.117.121 : : )


สลักธรรม 4

การบรรยายธรรม และการแสดงบทพิสูจน์ต่างๆเพื่อให้มีความเชื่อในเรื่องกรรม เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด การล้างความเห็นผิดที่คิดว่าตายแล้วสูญนั้น ได้ก่อตำนานขึ้น ณ อาคารแห่งนี้อย่างยาวนาน

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีแห่งการเผยแผ่พระอภิธรรม ท่านอาจารย์บุญมีได้เพียรพยายามสร้างสรรค์ลูกศิษย์ให้สืบทอดพระอภิธรรมไว้เป็นจำนวนมาก เช่น อาจารย์วรรณสิทธิ์ ไวทยะเสวี อาจารย์ประณีต ก้องสมุทร อาจารย์สุเทพ โพธิสัทธา อาจารย์นิยม ฤทธิ์เสือ อาจารย์วินัย อ.ศิวะกุล อาจารย์สรรคชัย พรหมฤาษี ศาสตราจารย์นายแพทย์จำลอง หะริณสุต คุณพูลศรี เจริญพงษ์ เป็นต้น

การพยายามอธิบายและแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก นับวันก็จะมีผู้มาตั้งข้อพิสูจน์ที่ยากขึ้นตามลำดับ แต่ท่านอาจารย์ก็มิได้ย่อท้อ และในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ที่ผู้มาตั้งข้อพิสูจน์เหล่านั้น ได้เปลี่ยนทัศนคติหันกลับมาศึกษาพระอภิธรรม และกลายเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระอภิธรรมในกาลต่อมา

โดย งาน [24 พ.ย. 2548 , 16:33:19 น.] ( IP = 203.172.117.121 : : )


สลักธรรม 5

จนกระทั่งโรงเรียนบาลีสาธิต ของมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ได้ขออนุญาตมาใช้พื้นที่ของหอสมุดสันติวันเป็นที่ทำการเรียนการสอน และขยายพื้นที่ไปตามส่วนต่างๆในโรงเรียนมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ...... ด้วยเหตุผลความจำเป็นดังกล่าว ประกอบกับท่านอาจารย์บุญมีมีความตั้งใจ ที่จะสร้างโรงเรียนสอนพระอภิธรรมในลักษณะนานาชาติขึ้นในประเทศไทย จึงมอบหมายให้คณะกรรมการมูลนิธิเป็นผู้สำรวจหาแหล่งพื้นที่ที่เหมาะสมแห่งใหม่

ซึ่งสถานที่แห่งใหม่อันเป็นการปลูกสร้างที่ทำการอันถาวรของมูลนิธิ รวมทั้งโรงเรียนเพื่อสนองเจตนารมณ์ของท่านนั้น ได้ตกอยู่ในความรับผิดชอบของอาจารย์บุษกร เมธางกูร และอาจารย์วิชิต ธรรมรังษีซึ่งเป็นผู้รับปิดชอบการจัดหาสถานที่ และทุนทรัพย์ทั้งปวงในการก่อสร้างอาคารสถาน

เรือนบรรยายพระอภิธรรมหลังแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ศาลาเสือพิทักษ์ ที่ต่อมาได้เพิ่มเติมถาวรวัตถุต่างๆจนครบสมบูรณ์แก่สถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอาคารบุญมี เมธางกูร ที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อบรรยายพระอภิธรรมในลักษณะนานาชาติ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่า ภายหลังจากที่สร้างเสร็จได้ไม่นาน พระอาจารย์บุญมีก็ได้ล้มป่วยลง และถึงแก่กาลมรณภาพในที่สุด

ซึ่งเพียงผู้เดียวที่ยินยอมรับภาระทุกด้ายในการดูแลองค์กรสาธารณกุศลนี้ก็คือ อาจารย์บุษกร เมธางกูร ผู้ใดที่อยู่ในฐานะบุตร ที่แม้จะประสบกับความสูญเสียมากกว่าใคร แต่ด้วยความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อบิดาผู้ล่วงลับ และความจงรักภักดีต่อพระพุทธศาสนาอย่างเปี่ยมล้น จึงเป็นเสมือนพลังให้อาจารย์บุษกรก้าวข้ามความเจ็บป่วยต่างๆที่มีในชีวิตแล้วเข้ามาเป็นหลักใจให้แก่ศิษย์ทุกคน แม้จะรับภาระด้านการสอนอยู่ก่อนหน้านับสิบปีแล้ว

ความเสียสละและความอดทนที่ปรากฏนั้นยากที่จะนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งใด เพราะหัวใจที่พร้อมพลีเพื่องานพระศาสนาอันเป็นมรดกธรรมที่ได้รับนั้น ไม่สามารถคำนวณถึงความกว้างใหญ่ได้เลย เวลาทุกนาทีจึงดำเนินไปพร้อมกับการสร้างสรรค์คุณค่าให้เกิดแก่ผู้อื่น และสืบสานมูลนิธิให้เจริญก้าวหน้ามาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

โดย งาน [24 พ.ย. 2548 , 16:33:50 น.] ( IP = 203.172.117.121 : : )


สลักธรรม 6

จากตำนานดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า ในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ นั้นนับเป็นวันแห่งการสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ของชาวอภิธรรมมูลนิธิ เพราะประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิ "พระอาจารย์บุญมี เมธฺงกุโร" ได้ถึงกาลมรณภาพท่ามกลางความอาลัยของญาติมิตรและคณะศิษย์ จากวันนั้นถึงวันนี้ ....นับเป็นระยะเวลา ๑๔ ปีแล้ว ที่ไร้แสงแห่งประทีปดวงนั้น

พระอาจารย์บุญมี เป็นบุคคลที่ศิษย์ทั้งหลายกล่าวได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า ท่านอุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างถึงที่สุดนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาศึกษาพระอภิธรรมเพื่อความเข้าใจให้ถึงประโยชน์ และเมื่อท่านพบว่า ประโยชน์ที่ได้รับนั้นเกินที่จะคณานับ ท่านจึงปรารถนาที่จะเผยแผ่สู่ผู้อื่นให้ทราบด้วยเพื่อที่จะคลี่คลายปัญหาชีวิตให้หมดไป

นับตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายแห่งการสอน ท่านได้ปฏิบัติตามปณิธานที่ท่านกล่าวไว้ตลอดเวลาว่า ท่านจะทุ่มเทชีวิตให้กับงานเผยแพร่พระอภิธรรมอย่างจริงจัง ไม่ท้อแท้ ไม่ท้อถอย แม้มีผู้สนใจฟังเพียงคนเดียวท่านก็จะสอน

ในแต่ละปีแต่ละวันที่ผ่านมาผู้คนเป็นจำนวนมากที่ได้เข้ามารับฟังเรื่องของชีวิตจากอภิธรรมมูลนิธิ และนำไปศึกษาจนเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ทำให้เข้าใจถึงความเป็นไปของชีวิตก็มีมากมาย รวมทั้งท่านได้อบรมลูกศิษย์ให้เข้าใจในพระอภิธรรมจนสามารถนำไปเผยแพร่สืบต่อเป็นจำนวนมาก เช่น อาจารย์วรรณสิทธิ์ ไวทยะเสวี อาจารย์ประณีต ก้องสมุทร อาจารย์สุเทพ โพธิสัทธา อาจารย์นิยม ฤทธิ์เสือ อาจารย์วินัย อ.ศิวะกุล อาจารย์สรรคชัย พรหมฤาษี ศาสตราจารย์นายแพทย์จำลอง หะริณสุต คุณพูลศรี เจริญพงษ์ เป็นต้น

ในฐานะที่ท่านเป็นประธานกรรมการ ท่านได้วางหลักในการเผยแพร่พระอภิธรรมไว้ 3 ประการด้วยกัน คือ สอนปริยัติ การจัดให้สถานที่ให้เข้าปฏิบัติ และมุ่งเน้นให้เชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด นรก สวรรค์ เทวดา ฯลฯ มีจริง เพื่อที่จะได้เข้าใจในหลักกรรมและเลือกกระทำกรรมที่ดีได้ จนะกระทำถึงกรรมที่สิ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด

ฉะนั้น ในแต่ละปีที่ผ่านมาเมื่อเวียนมาถึงวันคล้ายวันมรณภาพของท่าน คณะกรรมการและศิษยานุศิษย์จึงได้รวมกันพิธีเปลี่ยนผ้าจีวรที่รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของท่านที่ศาลาเสือพิทักษ์ และจัดพิธีบังสุกุลถวายกุศลแด่ท่านด้วยความเคารพและระลึกถึงในพระคุณของท่านเสมอมา

โดย งาน [24 พ.ย. 2548 , 16:34:08 น.] ( IP = 203.172.117.121 : : )


สลักธรรม 7

เพราะเส้นทางของมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธินั้นมิได้เดินมาด้วยความเรียบง่ายตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่าน แต่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคหลายประการกว่าจะตั้งหลักฐานได้อย่างมั่นคงในปัจจุบันนี้

ด้วยเหตุการณ์ต่างๆดังที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น จึงแสดงให้เห็นว่า พระอาจารย์บุญมี เมธังกุโร เป็นปูชนียบุคคล เป็นบุคคลที่ควรบูชา สมตามที่ปรากฏในมงคลชีวิตที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า

บุคคลที่ควรบูชานั้น คือ บุคคลที่มีคุณความดีควรค่าแก่การระลึกนึกถึง และยึดถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม ได้แก่ ผู้มีศีล สมาธิ ปัญญา สูงกว่าเรา มีภาวะความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี เป็นบัณฑิต สูงเกินกว่าที่จะคบในฐานะผู้เสมอกันได้

เพราะท่านกอปรไปด้วยคุณสมบัติที่สูงส่ง และมีความประพฤติที่เป็นเยี่ยงอย่างในการดำเนินชีวิตที่ดีทั้งในแง่ส่วนตัวและส่วนรวม เพราะนอกจากการเผยแผ่ธรรมทานแล้ว ท่านยังได้เสียสละหลายสิ่งที่กีดขวางต่อการดำเนินงานออกไป

เพราะนอกจากท่านจะเสียสละทรัพย์ส่วนตัวจำนวนสองแสนบาท ในสมัยเมื่อห้าสิบปีก่อนมาเป็นทุนจดทะเบียนเพื่อตั้งมูลนิธิแล้ว ทั้งยังได้บริจาคทรัพย์อื่นๆเพื่อก่อสร้างรากฐานให้มูลนิธิเรื่อยมา และที่สำคัญที่สุดก็คือ การเสียสละตนเองทั้งในฐานะผู้บริหารและครูผู้สอน คุณูปการเหล่านี้ควรที่คนรุ่นหลังจะได้แสดงความกตัญญูแด่ท่านเพื่อความเป็นมงคลแก่ตน

คงต้องกล่าวว่า เมื่อแรกเริ่มที่แต่ละคนเหยียบย่างเข้ามาสู่ร่มธรรมนั้น ก็เหมือนกล้าไม้ที่อ่อนต่อการรับรู้ให้เติบโตในธรรม จึงต้องมีผู้อุปการะให้การอบรมเลี้ยงดู ซึ่งผู้อุปการะนี้

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเป็นบุคคลที่ควรบูชาของมวลศิษย์ และศิษย์ทั้งหลายที่เข้ามาสู่ร่มไม้ชายคาแห่งนี้จะต้องมีจิตที่สำนึกรู้คุณในกิจการต่างๆที่ท่านได้ทำไว้ ซึ่งบังเกิดผลมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

โดย งาน [24 พ.ย. 2548 , 16:34:28 น.] ( IP = 203.172.117.121 : : )


สลักธรรม 8

พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า ความกตัญญู คือ ความรู้คุณ หมายถึงความเป็นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ มีปัญญาบริบูรณ์ รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำแล้วแก่ตน ผู้ใดก็ตามที่ทำคุณแก่ตนแล้ว ไม่ว่าจะมากก็ตาม น้อยก็ตาม เช่น เลี้ยงดูสั่งสอน ให้ที่พัก ให้งานทำ เป็นต้น ย่อมระลึกถึงด้วยความซาบซึ้งอยู่เสมอ ไม่ลืมอุปการคุณนั้นเลย สิ่งที่ควรแก่ความกตัญญูได้แก่ บุคคล สัตว์ สถานที่ สิ่งของ บุญกุศล และตนเอง

ความกตัญญูเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความเจริญในธรรม เพราะเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวใจไว้มิให้ท้อถอยต่อการงานที่เป็นกุศล ซึ่งบางคนเรียกว่า เป็นเครื่องปลอบใจในยามที่ไร้บุคคลเป็นที่พึ่ง ก็อาศัยความกตัญญูนี่แหละเป็นที่พึ่งเพื่อปฏิบัติคุณงามความดีได้ต่อมา มิก่อให้เกิดความเสียชื่อเสียง หรือพ่ายแพ้ต่อความกระทบกระทั่งแห่งจิตที่ต้องทำงานอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก

และโดยเฉพาะในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมที่ตั้งใจจะทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนานั้น ก็อาจจะต้องมีการกระทบกระทั่งระหว่างกัน เพราะคนหลายคนก็หลายความเห็น ซึ่งต่างคนก็ต่างตั้งใจดีกันทั้งสิ้น แต่ความคิดความอ่านความสามารถอาจไม่เท่ากัน และบางครั้งก็เกิดจากทิฐิมานะได้ เพราะขณะนี้ต่างก็กำลังฝึกฝนตนเองอยู่ กิเลสในตัวก็ยังมียังไม่ได้หมด ดังนั้นถ้าไม่รู้จักควบคุมให้ดี จึงมีโอกาสขัดใจกันได้

ที่อาจทำให้เกิดความเหนื่อยหน่าย ท้อถอย และเลิกราไปกลางคันอย่างน่าเสียดาย แต่ถ้าเราเป็นผู้ที่มีความกตัญญูเป็นพื้นใจแล้ว เมื่อความท้อถอย ความเบื่อหน่ายเอือมระอาเกิดขึ้น ก็จะมีหลักยึดเหนียวว่า ที่เราได้มีโอกาสเรียนรู้ธรรมะรู้การสร้างบุญกุศล รู้วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ รู้บุญรู้บาปอยู่ทุกวันนี้นอกจากพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณแล้ว

ยังต้องประกอบไปด้วยคุณของครูบาอาจารย์ทั้งหลายด้วย ที่ท่านอุตส่าห์ถ่ายทอดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อๆ กันมา และอบรมสั่งสอนให้เราได้ทราบได้รู้ถึงคำสอนของพระองค์ โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก

โดย งาน [24 พ.ย. 2548 , 16:34:44 น.] ( IP = 203.172.117.121 : : )


สลักธรรม 9

เพียงเท่านี้ ความท้อถอยก็หาย ความเหนื่อยหน่ายก็คลายไป เกิดกำลังใจที่จะทำความดีต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ดังมีอาจารย์บุษกร เมธางกูร เป็นบุคคลตัวอย่างในเรื่องนี้อย่างที่พวกเราปฏิเสธมิได้เลย ความกตัญญูจึงเป็นคุณธรรมที่สำคัญยิ่ง ที่จะประคองใจของเราให้ดำรงมั่นอยู่ในคุณธรรมอันยิ่งๆ ขึ้นไป

และในสุดท้ายนี้นอกจากการถวายกุศลแด่พระครูผู้มีพระคุณแล้ว การมาร่วมกิจกรรมด้วยความกตัญญูรู้คุณนี้ ยังก่อให้เกิดมงคลแก่ทุกท่านอย่างมากมาย ซึ่งสรุปเป็นอานิสงส์แห่งความกตัญญูได้ว่า

๑.ทำให้รักษาคุณความดีเดิมไว้ได้
๒.ทำให้สร้างคุณความดีใหม่ได้อีก
๓.ทำให้เกิดสติ ไม่ประมาท
๔.ทำให้เกิดหิริโอตตัปปะ
๕.ทำให้เกิดขันติ
๖.ทำให้จิตใจผ่องใส มองโลกในแง่ดี
๗.ทำให้เป็นที่สรรเสริญของคนดี
๘.ทำให้มีคนอยากคบหาสมาคม
๙.ทำให้ทั้งมนุษย์และเทวดาอยากช่วยเหลือ
๑๐.ทำให้ไม่มีเวรไม่มีภัย
๑๑.ทำให้ลาภผลทั้งหลาย เกิดขึ้นโดยง่าย
๑๒.ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย


จบ

โดย งาน [24 พ.ย. 2548 , 16:35:00 น.] ( IP = 203.172.117.121 : : )

สลักธรรม
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
Your Photo : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command
Register User
Login User

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล
[ คีตธรรมออนไลน์ ] [ กวีไทยออนแอร์ ] [ นายติวเตอร์ ]

สถานศึกษา ธุรกิจการเงิน หน่วยงานราชการ ข่าวสาร-หนังสือพิมพ์ แหล่งธรรมะ รวมลิงก์ธรรมะ เชื่อมโยง

ค้นหาเพลงตามชื่อเพลง
เพลงที่ขึ้นต้นด้วยภาษาไทย
อื่น ๆ
เพลงที่ขึ้นต้นด้วยภาษาอังกฤษ
a b c d e f g h i j k l m n o p q r s t u v w x y z


ตรวจสอบอันดับผู้เยี่ยมชม :