....ของขวัญจากฟ้า....
...ลมหนาวที่แสนเยือกเย็น พัดผ่านเฉื่อยฉิวสัมผัสกับร่างเด็กหญิงผอมซูบซีดซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เด็กหญิงนั่งกอดอกตัวสั่นสะท้านทุกครั้งที่สายลมผัดผ่าน ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความหนาวสั่น กลีบดอกหางนกยูงสีแดงเข้มร่วงเกลื่อนใต้ต้น เด็กหญิงนั่งมองไปข้างหน้าด้วยสายตาที่ไร้เดียงสา ซื่อ บริสุทธิ์
...เด็กหญิงสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ ที่ลอยอยู่บนอากาศได้ มีลักษณะเหมือนแมลงปอ แหงนมองขึ้นบนท้องฟ้าตามเสียงนั่น มองตามจนแมลงปอตัวนั้นบินผ่านไปจนสุดสายตา เด็กหญิงลุกขึ้นจากม้านั่งใต้ต้นหางนกยูง แล้วเดินเข้าไปในโรงเรียน เป็นโรงเรียนที่ทำด้วยไม้ คล้ายกระท่อมปลายนา แต่ใหญ่กว่า มุงหลังคาด้วยหญ้าคา เสากลม ไม่มีฝาผนังกั้น มีกระดานดำตั้งอยู่หน้าห้อง โต๊ะเก้าอี้เป็นไม้กระดานแผ่นที่ชาวบ้านเลื่อยกันเอง และนำมาตอกตะปูต่อกันเป็นแถว ทั้งหมด 5 แถว
...เด็กหญิงเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ยาว แถวหน้าสุด นั่งรอจนกว่าเพื่อน ๆ มากันครบ เด็กหญิงก็กุลีกุจอออกไปหน้าห้อง และบอกเพื่อน ๆ ว่า ตนมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง ยิ้มและเริ่มต้นเล่าด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่ตนเห็นเมื่อเช้า..."แมลงปอยักษ์ บินได้ มีใครเห็นบ้างไม๊ ตัวมันใหญ่มากเลย เสียงมันก็ดังมาก มันบินมาจากท้องฟ้าด้านโน้น แล้วก็บินหายไปทางนี้" เด็กทุกคนฟังเด็กหญิงเล่า เหมือนว่าเด็กหญิงได้เห็นสัตว์ประหลาดบินผ่าน บางคนก็ร้องอู้หู้ว์ บางคนก็ทำตาโต ตื่นเต้นไปด้วย...
...ครูน้อยเดินเข้ามาหน้าห้องพร้อมทั้งหอบหนังสือมาด้วยประมาณ สิบกว่าเล่ม และเรียกชื่อเด็กนักเรียนให้ออกมารับหนังสือทีละคน "เด็กชายสุธี"...."เด็กหญิงแมว"...ทันทีทันใดนั้นก็มีลูกปืนใหญ่หล่นลงข้าง ๆ โรงเรียน หวีด...บึ้ม พื้นดินสั่นสะเทือนด้วยแรงของระเบิด เด็กนักเรียนและครูน้อยต่างก็เซล้มกลิ้งอยู่กับพื้น โต๊ะเก้าอี้ล้มเกลื่อน กระจัดกระจายไปทั่ว
...ยังไม่ทันที่ครูน้อยจะพยุงเด็กนักเรียนที่ล้มเพราะแรงระเบิดเมื่อสักครู่ ก็ได้มีชายฉกรรจ์ หน้าตาโหดเหี้ยมเจ็ดคน ถือปืนอาก้าเข้ามาในโรงเรียน ยิงปืนขึ้นฟ้าและตะโกนบอกให้ครูพาเด็ก ๆ ออกไปจากโรงเรียนเดี๋ยวนี้ เด็กนักเรียนตกใจ หวีดร้องวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น บางคนก็ยืนร้องไห้หลับตาตะเบงเสียงร้องอย่างหวาดกลัว ครูน้อยวิ่งไปอุ้มเด็กที่ยืนร้องไห้และพาเด็ก ๆ ที่เหลือ วิ่งไปหลบในหลุมหลบภัย(บังเกอร์)
...สักพักใหญ่ ๆ ก็ได้ยินเสียงยิงปืนปะทะกัน เป็นช่วง ๆ เด็กหญิงและครูน้อยแอบมองดูที่หน้าต่างของหลุมหลบภัย ก็ได้เห็นภาพของโรงเรียนที่กำลังถูกไฟไหม้ลุกลามจากหลังคาและร่วงลงมาที่คานและโต๊ะเก้าอี้ กระดานดำ ทุกสิ่งทุกอย่างจมอยู่ในกองเพลิง น้ำตาใส ๆ ไหลออกมาจากตาของครูน้อย ริมฝีปากเม้มเล็กน้อย นัยตาแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้า มองภาพโรงเรียนที่เป็นชีวิตทั้งชีวิตของครูด้วยความอาลัยอาวรณ์ เด็กหญิงมองภาพโรงเรียนด้วยความเสียดายสิ้นหวัง ในความรู้สึกของเด็กหญิงในตอนนี้ เขาหมดหวังและไร้ที่ซึ่งเป็นความฝัน เขาฝันอยากเรียนหนังสือ อยากอ่านหนังสือออก เขารับปากกับทุกคนในบ้านป่าว่าถ้าเขาได้เรียนหนังสือแล้ว เขาจะกลับไปอ่านหนังสือให้ทุกคนฟัง หยดน้ำใส ๆ ไหลออกมาจากดวงตาที่ใสซื่อ หัวใจดวงน้อยปวดร้าว และเจ็บปวดยิ่งนัก เขาตั้งคำถามขึ้นในใจว่า...ทำไม?..คนพวกนั้นต้องเผาโรงเรียน
...เสียงปืนเงียบไปสักพัก ครูน้อยพาเด็ก ๆ ออกมาจากหลุมหลบภัย และพาเด็ก ๆ เดินไปหา ตชด. ที่กำลังเคลียร์พื้นที่ บ้างก็กำลังเก็บกวาด บ้างก็หิ้วน้ำมาดับไฟ บางคนก็ลากศพคนร้าย มานอนเรียงกัน หัวหน้า ตชด. บอกให้ครูน้อยและ ลูกน้องพาเด็กนักเรียนไปส่งที่บ้าน เด็กหญิงได้ยินครูและตชด. คุยกันถึงกลุ่มคนร้ายที่มาเผาโรงเรียน เขาว่าคนร้ายกลุ่มนี้เป็น ผกค. คอมมิวนิสต์ ต้องการจะมายึดครองพื้นที่ของประเทศไทย ในแนวเขตชายแดน
...เด็กหญิงกลับถึงบ้านในป่า โดยมี ตชด. คนหนึ่งเป็นคนให้ขี่หลังมาส่ง เค้าบอกว่าหนูเดินไม่ไหวหรอก มาขี่หลังฉันดีกว่า จะได้ถึงบ้านเร็ว ๆ
.... หลังจากเกิดเหตุการณ์วันนั้น เด็กหญิงร่างผอมก็ไม่ได้ออกจากบ้านป่าไปโรงเรียนอีกเลย จนกระทั่งวันที่ผู้ใหญ่บ้าน เรียกลูกบ้านไปประชุม เด็กหญิงขอพ่อไปประชุมด้วย และสิ่งที่เด็กหญิงตื่นเต้น ดีใจที่สุดก็คือ จะมีคนมาสร้างโรงเรียนให้ใหม่ และนำสิ่งของ เสื้อผ้า สมุด ดินสอ ยารักษาโรค ผ้าห่ม และของเด็กเล่น มาแจก
....เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนในบ้านป่าตื่นนอนกันแต่เช้ามืด เพื่อเตรียมหูงหาอาหารและห่อไว้กินตอนกลางวัน ทุกคนพร้อมหน้ากันที่บ้านผู้ใหญ่ และออกเดินทาง(เดินป่า)ไปอีกหมู่บ้านหนึ่งเพื่อไปรอรับของบริจาค ซึ่งระยะทางจากบ้านป่าไปจนถึงหมู่บ้านนั้นห่างกันประมาณ 12 กิโลเมตร สองข้างทางจะต้องเดินผ่านลำธาร และเนินเขา เป็นทางเดินเล็ก ๆ ที่คนแถวนั้นใช้เดินไปทำไร่
....ผู้คนเยอะแยะมากมาย มาปูเสื่อนั่งรอที่ศาลาประชาคมซึ่งเป็นอาคารไม้ที่ชาวบ้านสร้างกันขึ้นมาเอง เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางในการทำกิจกรรมของหมู่บ้าน ระยะเวลาไม่นานนัก ก็มีเฮลิคอปเตอร์บินมาจอดที่ทุ่งนา ใกล้ ๆ ศาลาประชาคม 3 ลำ เด็กหญิงยิ้มด้วยความตื่นเต้น ดีใจ ยกมือขึ้นพนมและก้มลงกราบแทบเท้าของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเค้าคิดว่าเป็นผู้หญิงที่เค้ารักมากที่สุด และเป็นคนที่ทำให้ความฝันของเขาเป็นจริง เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองหน้าผู้หญิงคนนั้นพร้อมทั้งยิ้มด้วยน้ำตาด้วยความตื้นตัน ผู้หญิงคนนั้นส่งตุ๊กตาเบบี้ตัวเล็ก ๆ ให้ และส่งยิ้ม ทั้งยื่นมือมาลูบหัวของเด็กหญิงเบา ๆ แล้วก็เดินไปแจกของคนอื่น ๆ ต่อไป...
....เมื่อแจกของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านทุกคนต่างก็ร้อง ไชโย ไชโย ไชโย ..."ขอให้แม่ฟ้าหลวงทรงพระเจริญ" เด็กหญิงแหงนมองตามแมลงปอยักษ์บินข้ามหัวไปจนหายลับตา แล้วร้องตะโกนดัง ๆ ว่า "แมลงปอจ๋า กลับมาอีกน๊ะ"...
เสนอโดย : ลูกท้อ
ประพันธ์โดย : ลูกท้อ