มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ



ลานกวีธรรม
[ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ สลักจิต - สลักธรรม ] [ คีตธรรมออนไลน์ ]


ห่วงหา มาคิดถึง





มาตามดวง...
ด้วยห่วงหา จึงมาผ่าน
ยังคิดถึงตลอดกาล
อีกเท่านานยังไม่ลืม
..

ขอให้สุขสบายดีนะคะ
มาเป็นกำลังใจให้ค่ะ

โดย กุหลาบเวียงพิงค์ [28 ก.ย. 2545 , 00:16:08 น.] ( IP = 202.28.27.3 : : 202.28.25.183 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้
[ 1 ] [ 2 ]


สลักธรรม 1

แม้นจะเพียงมาผ่านนานนานครั้ง
แต่ก็ยังห่วงหามาเยือนบ้าง
แม้นอยู่ไกลกันเพียงไหน..ใจไม่จาง
ไม่โรยร้างความห่วงหาอาทรกัน

ขอบพระคุณมากค่ะ คุณกุหลาบเวียงพิงค์
ขอบคุณในความเอื้ออาทรและกำลังใจที่มีมอบให้ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ

โดย ดอกแก้ว [28 ก.ย. 2545 , 10:02:01 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.158.172 )


สลักธรรม 2




เพ็ญเดือนหกยกย่องก้องโลกหล้า
ประเพณีบูชาพระชินสีห์
เอกบุรุษผู้เผยธรรมวาที
นำชนสู่เสรีพระนิพพาน

ปวงชาวไทยในเบื้องบรรพ์นั้นน้อมนบ
ร่วมกิจกรรมเคารพสมัครสมาน
ปรุงประดับความสวยรอบอาคาร
กอปรศีลทานเฉลิมบุญกรุ่นนคร

เพราะจิตนั้นซาบซึ้งตรึงใจว่า
จวบเวลาสำคัญวันอนุสรณ์
กาลประสูติจากครรภ์พระมารดร
กาลตรัสรู้เงื่อนย้อนวัฏฏะภัย

อีกทรงเข้าปรินิพพานกาลท้ายนั้น
เพ็ญเดือนหกเช่นกันปัจฉิมสมัย
นับเป็นความอัศจรรย์เหนือชนใด
เป็นสิทธิของผู้ให้มัชฌิมา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวพุทธ
ประเสริฐสุดยิ่งใหญ่ไร้กังขา
เปรียบเหมือนแสงสว่างล้างมายา
ดั่งดวงตาแห่งโลกบอกโชคคน

ดุจธารารินสายไม่สิ้นสุด
โปรดมนุษย์เทวดาพาพบผล
แม้นวาระสุดท้ายใกล้สิ้นชนม์
โปรดสุภัททะให้พ้นบ่วงแห่งมาร

เวียนบรรจบครบวันอัศจรรย์นี้
น้อมกุศลในชีวีที่สืบสาน
กราบเป็นพุทธบูชาด้วยดวงมาน
ศิระกรานเทิดไว้ในพระคุณ


โดย 01 [17 พ.ค. 2548 , 20:18:48 น.] ( IP = 61.19.188.228 : : )


สลักธรรม 3






วิสาขบูชา...วันพระพุทธเจ้า


ในอดีตกาลนานนับสองพันห้าร้อยสี่สิบเก้าปี กลางเดือนหกในวันที่พระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์ ความอัศจรรย์แรกก็ได้ปรากฏขึ้นเมื่อ... พระนางสิริมหามายาราชเทวีเสด็จถึงลุมพินีสถาน สวนอันบริบูรณ์ด้วยรุกขชาติและบุปผชาติที่กำลังผลิดอกออกผลดกดื่นหอมฟุ้ง อยู่ท่ามกลางระหว่างพระนครเทวะทหะและกบิลพัสดุ์



ณ กาลแห่งมหามงคลฤกษ์ ใต้ร่มสาลพฤกษ์
พระนางเจ้าได้ประชวรพระครรภ์และมีพระประสูติกาลกำเนิดพระราชกุมารผู้ทรงศักดา
ครั้งนั้น พระราชกุมารได้แสดงความอัศจรรย์ให้ปรากฎแก่มนุษย์และเทวดา
ด้วยการเสด็จย่างพระบาทไปยังอุตรทิศถึงเจ็ดก้าว
แล้วเปล่งพระสุรเสียงดำรัสอาสภิวาจาว่า ...

อคฺโคหมฺสมิ โลกสฺส เชฏฺโฐ เสฏฺโฐหมฺสมิ
อยมนฺติมา เม ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวฯ
ในโลกนี้ เราเป็นยอด เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุด
การเกิดของเรานี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปไม่มี


และในวันประสูตินี้มีมนุษย์ สัตว์ และสิ่งมงคลซึ่งเป็นสหชาติ ได้บังเกิดร่วมสมัยถึงเจ็ดอย่าง


โดย 02 [17 พ.ค. 2548 , 20:19:13 น.] ( IP = 61.19.188.228 : : )


สลักธรรม 4



การกำเนิดของพระบรมโพธิสัตว์มาสู่มนุษย์โลก ...เป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงโลกครั้งสำคัญ เพราะการปรากฏของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่นี้ หมายถึงการเกิดขึ้นของผู้เปี่ยมบุญบารมีที่จะมาปลดปล่อยสรรพชีวิตให้มีอิสระจากสังสารวัฏฏ์

เพราะภายหลังจากที่...
ทรงตั้งมโนปณิธาน วจีปณิธาน และกายวจีปณิธาน
เพียรสร้างสมบารมีมานับสี่อสงไขยแสนกัปป์
บารมีทั้งสิ้นได้เปี่ยมพร้อมจนกระทั่งถึงกาลอันเหมาะสม
ที่พระโพธิสัตว์จะทรงอุบัติเพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ชาวโลกให้สมตามพระปณิธาน


บุคคลผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ย่อมต้องประสบกับความลำบากในชีวิตนานับประการ นับตั้งแต่การต้องจำยอมสละทรัพย์สินภายนอก ไปจนถึงการยอมสละชีวิตของตนด้วยความเต็มใจเพื่อหวังให้เกิดประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น

แต่แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องแลกด้วยชีวิตมากถึงกี่ครั้งกี่หน ก็มิได้หวาดหวั่นต่อสถานการณ์.. ตรงกันข้ามพระโพธิสัตว์กลับมีใจมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว พร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์ที่ประสบอย่างเต็มใจ และยินดีด้วยมุ่งมั่นที่จะอุทิศตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยหวังให้คุณธรรมความดีที่บำเพ็ญนั้นเป็นปัจจัยให้ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณในกาลเบื้องหน้า

โดย 03 [17 พ.ค. 2548 , 20:43:38 น.] ( IP = 61.19.188.228 : : )


สลักธรรม 5



พระโพธิสัตว์ผู้อยู่ในข่ายที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต้องประกอบด้วยคุณลักษณะอันสำคัญเฉพาะตน ๔ ประการ คือ

๑. อุสสาหะ คือ ประกอบไปด้วยความเพียรอันมั่นคง
๒. อุมมังคะ คือ ประกอบไปด้วยปัญญาอันเชี่ยวชาญหาญกล้า
๓. อวัตถานะ คือ ประกอบไปด้วยพระอธิษฐานอันมั่งคงมิได้หวั่นไหว
๔. หิตจริยา คือ ประกอบไปด้วยเมตตาแก่สัตว์เป็นเบื้องหน้า


อนิยตะโพธิสัตว์ ที่สร้างบารมีสมบูรณ์แล้ว
จะได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกต่อพระพักตร์พุทธเจ้า
ต้องมีธรรมสโมธาน ๘ ประการสมบูรณ์
จึงได้รับพุทธพยากรณ์โดยนัยว่า จะได้ตรัสรู้เป็นองค์พระพุทธเจ้า

โดย 04 [17 พ.ค. 2548 , 20:43:55 น.] ( IP = 61.19.188.228 : : )


สลักธรรม 6




ธรรมสโมธาน ๘ ประการคือ

๑. ความเป็นมนุษย์ คือ บุคคลผู้ตั้งจิตปรารถนาบรรลุพระโพธิญาณนั้น จะต้องดำรงภาวะเป็นมนุษย์ จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหรือเทวดา ความปรารถนาไม่สามารถสำเร็จได้

๒. ความถึงพร้อมด้วยเพศ คือ แม้จะเกิดเป็นมนุษย์ก็ตามแต่ก็จำกัดเฉพาะเพศบุรุษเท่านั้น จะเป็นสตรี บัณเฑาะก์ หรืออุภโตพยัชชนก(คนสองเพศ) ความปรารถนาก็หาสำเร็จไม่เช่นกัน

๓. เหตุ คือ มีอรหัตตูปนิสัย อันได้แก่ มีความพร้อมหรือมีศักยภาพพอที่จะสามารถบรรลุความเป็นพระอรหันต์ได้ในอัตภาพที่กำลังเป็นอยู่หรือในขณะนั้นหากมีความปรารถนา

๔. การเห็นพระศาสดา คือ การได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งแล้วตั้งความปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จะตั้งความปรารถนา ณ สถานที่นอกจากนี้ เช่นโคนต้นไม้เป็นต้นย่อมไม่สำเร็จ

๕. การบรรพชา คือ การต้องครองเพศเป็นบรรพชิตหรือกำลังถือบวชเท่านั้น จะอยู่ในเพศคฤหัสถ์แล้วตั้งความปรารถนาก็ย่อมไม่สำเร็จ

๖. การสมบูรณ์ด้วยคุณ คือ ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติ อันได้แก่การได้บรรลุอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ แล้วตั้งความปรารถนาจึงจะสำเร็จได้

๗. การกระทำที่ยิ่งใหญ่ คือ การกระทำบุญอันยิ่งด้วยชีวิต อันได้แก่การได้บริจาคชีวิตถวายแด่พระพุทธเจ้าที่เรียกว่าการกระทำอันยิ่งใหญ่

๘. ความพอใจ คือ มีฉันทะความพอใจอันใหญ่หลวง มีอุตสาหะและความพยายามที่จะบรรลุถึงพระโพธิญาณ คือ ความรักความปรารถนาที่จะบรรลุสัพพัญญุตญาณอย่างแรงกล้า แม้ว่าจะมีอุปสรรคที่ยากต่อการฝ่าฟันก็ไม่ยอมแพ้

โดย 05 [17 พ.ค. 2548 , 20:44:37 น.] ( IP = 61.19.188.228 : : )


สลักธรรม 7




ความไม่รู้ผู้ก่อหน่อกำเนิด
ให้เวียนว่ายตายเกิดในภพสาม
เพราะทำกรรมดีชั่วผ่านรูปนาม
ให้ติดตามเป็นผลบนขันธา

อวิชชาผู้นำทำสังขาร
ก่อวิญญาณนามรูปในสังสาร์
รับอารมณ์ผ่านทวารวิปากา
ผัสสะแล้วเวทนาให้ชอบใจ

ตัณหาก่อต่อด้วยอุปาทาน
ยึดติดนานเพาะกรรมทำนิสัย
ก่อให้มีภพชาติเวียนเรื่อยไป
เกิดแล้วไซร้ต้องชรามรณัง

คือวงจรทุกขังฝังสังขาร
หลายกัปป์กาลจมอยู่กับทุกขัง
หนึ่งบุรุษผู้เปี่ยมด้วยพลัง
จึงน้อมตั้งมโนปณิธาน

หวังจะไปให้พ้นหนทางทุกข์
และเร่งรุกช่วยชนอย่างห้าวหาญ
หวังฉุดชีพผู้อื่นให้ชื่นบาน
กายวจีปณิธานสร้างบารมี

จวบจนกาลผ่านไปได้สำเร็จ
เป็นบุรุษใจเพชรเปี่ยมศักดิ์ศรี
ตรัสรู้โพธิญาณประหารไพรี
ทรงประกาศอริยสัจสี่สอนเวไนย

วงเวียนของอวิชชาพาขาดตอน
ถูกปัญญาตัดรอนอนุสัย
เปิดประตูสู่นิพพานอย่างเกรียงไกร
มรรคสามัคคีนี้ไซร้นำเสรี


โดย 06 [17 พ.ค. 2548 , 20:45:03 น.] ( IP = 61.19.188.228 : : )


สลักธรรม 8



สามสิบห้าปีต่อมา ณ ใต้ร่มโพธิพฤกษ์ ริมฝั่งเนรัญชรา
อัศจรรย์ได้บังเกิดเป็นครั้งที่สองแห่งเพ็ญวิสาขฤกษ์
เมื่อพระมหาบุรุษผู้มีใจเพชรพระองค์นั้นได้ตั้งสัจจาธิษฐาน..
ณ วัชรบัลลังก์อาสน์ทรงตั้งพระหฤทัยอย่างแน่วแน่ว่า
จะบำเพ็ญเพื่อพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณที่ทรงใช้เวลานานนับอสงไขย เพียรตั้งกาย วาจา และใจไว้ในเส้นทางพุทธบารมีสร้างนาวาวิถีเป็นสำเภาทอง เพื่อรองรับชีวิตสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามห้วงนทีที่ไม่อาจเห็นฟากฝั่ง คือสังสารวัฏ ให้จงได้

ตราบใดที่ยังไม่ลุถึงเป้าหมาย แม้นเนื้อและเลือดจะเหือดแห้งหาย เหลือเพียงหนัง เอ็น กระดูก ก็จักไม่ยอมลุกขึ้นจากบัลลังก์อาสน์นั้น

จวบจนกระทั่งถึงปัจฉิมยาม ทรงหยั่งพระญาณลงพิจารณาปัจจยาการอันเป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงกระทำมา โดยทรงพิจารณาปฏิจสมุปบาทธรรมที่ล้ำลึก ในที่สุดทรงพบว่า โมหะอวิชชานี้เอง คือสิ่งที่ครอบงำจิตสันดานของเหล่าสัตว์ให้มืดมน ปิดบังดวงปัญญามิให้เห็นแจ้งในไตรลักษณาการ และพระอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ประการ และทรงมีพุทธอุทานว่า ...

“อเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง,
คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง
เมื่อเรายังไม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นเอนกชาติ
แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างผู้สร้างเรือน คือ ตัณหาผู้สร้างภพ
การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป ...

คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ
นี่แน่ะ! นายช่างผู้สร้างเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว
เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกแล้ว ...

สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว ...

วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคาฯ
จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป
ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาฯ ..”

โดย 07 [17 พ.ค. 2548 , 20:45:27 น.] ( IP = 61.19.188.228 : : )


สลักธรรม 9



การตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณเห็นแจ้งในอริยสัจสี่
คือของจริงอันประเสริฐ ๔ ประการของพระมหาบุรุษนั้น
เป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เสมอเหมือน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระปัญญาคุณ พระปริสุทธิคุณ และพระกรุณาคุณ
จึงได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก ณ วิสาขฤกษ์ในคราวนั้น
เพื่อทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่มนุษยชาติ คือ
พระพุทธกิจ ๕ ประการนับตั้งแต่ตรัสรู้จนกระทั่งปรินิพพาน


พระพุทธกิจ ๕ อย่างที่ทรงกระทำด้วยพระมหากรุณาคุณนั้นก็ คือ

๑. ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ เวลาเช้าบิณฑบาต
๒. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ เวลาเย็นทรงแสดงธรรม
๓. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ เวลาค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุ
๔. อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหํ เวลาเที่ยงคืนแก้ปัญหาแก่เทวดา
๕. ปจฺจูเส ว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ เอเต ปญฺจวิเธ กิจฺเจ วิโสเธติ มุนิปุงฺคโว เวลาใกล้รุ่งทอดพระเนตรสัตว์ที่ควรตรัสรู้และไม่ควรตรัสรู้


การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้านี้ ทำให้หลักธรรมปรากฏขึ้นในโลก เมื่อหลักธรรมปรากฏขึ้นแล้ว การประพฤติปฏิบัติคุณงามความดีก็จะแผ่กระจายออกไป ด้วยพระพุทธจริยาอันเปี่ยมพระมหากรุณาคุณนั้น ประดุจแสงสว่างที่ส่องทางแห่งการดำเนินชีวิตให้ดีงาม นำไปสู่ประโยชน์สุขและความอยู่ร่วมกันอย่างสงบร่มเย็น และความสุขอันสถาพรในที่สุด

โดย 08 [17 พ.ค. 2548 , 20:46:24 น.] ( IP = 61.19.188.228 : : )


สลักธรรม 10




สี่สิบห้าปีต่อมาในพระชนมายุกาลพรรษาที่แปดสิบ
อัศจรรย์แห่งวันเพ็ญวิสาขฤกษ์ครั้งที่สามก็ปรากฏขึ้น
เมื่อทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ แมกไม้สาละ เมืองกุสินารา


ท่ามกลางท้องฟ้าที่เกลี้ยงเกลา ปราศจากมลทินแห่งหมู่เมฆา ดวงศศิประภาราชินีแห่งรัตติกาล ได้แจ่มจ้าเจิดจรัส สาดแสงโสมส่องผ่านแมกไม้สาละลงมาพร่างพื้นดิน .....

พระบรมศาสดาบรรทมอนุฏฐานไสยาสงบ อยู่บนแท่นบรรทมที่จัดไว้ระหว่าง คู่ไม้สาละที่โน้มกิ่งเข้าหากัน เพลานั้นดอกสาละกลับผลิบานเต็มต้น ร่วงหล่นลงมายังพระพุทธสรีระ บูชาพระตถาคตเจ้าเป็นอัศจรรย์ ดังปรากฏในมหาปรินิพพานสูตรว่า

พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ ไม้สาละทั้งคู่ เผล็จดอกบานสพรั่งนอกฤดูกาล ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอกมณฑารพเหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ จุณแห่งจันทน์เหล่านั้น ร่วงหล่น โปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่าก็ประโคมอยู่ในอากาศ เพื่อบูชาตถาคต แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ก็เป็นไปในอากาศเพื่อบูชาตถาคต

ดูกรอานนท์ ตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ด้วยเครื่องสักการะประมาณเท่านี้หามิได้ ผู้ใดแล จะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอด

เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่ ดังนี้ ฯ


โดย 09 [17 พ.ค. 2548 , 20:47:07 น.] ( IP = 61.19.188.228 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

สลักธรรม
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
Your Photo : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command
Register User
Login User

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล
[ คีตธรรมออนไลน์ ] [ กวีไทยออนแอร์ ] [ นายติวเตอร์ ]

สถานศึกษา ธุรกิจการเงิน หน่วยงานราชการ ข่าวสาร-หนังสือพิมพ์ แหล่งธรรมะ รวมลิงก์ธรรมะ เชื่อมโยง

ค้นหาเพลงตามชื่อเพลง
เพลงที่ขึ้นต้นด้วยภาษาไทย
อื่น ๆ
เพลงที่ขึ้นต้นด้วยภาษาอังกฤษ
a b c d e f g h i j k l m n o p q r s t u v w x y z


ตรวจสอบอันดับผู้เยี่ยมชม :