มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Thai

keetadham
คีตธรรม
Moonlanithi

OnlineStudy
thai    english

Webboard
กระทู้ธรรม
what news About Us Chat GuestBook
สมุดเยี่ยม
Article

ลานคิด-เล่า-เขียน
[ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ]


จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย




จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย

พระพุทธองค์ทรงสอนสัตวโลกไว้ว่า สัพเพสังขาราอนิจจา สัพเพสังขาราทุกขา สัพเพธัมมาอนัตตาติ ฯ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับทุกชีวิตนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของธรรม มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย มีรัก มีชอบ มีสุข มีทุกข์ สลับคลุกเคล้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การดำเนินชีวิตไปบนทางแห่งความดีจึงต้องมีความเข้าใจธรรมะและมีความหนักแน่นมั่นคงซื่อตรงต่อปณิธานเป้าหมาย

ในการประกอบอาชีพหรือทำงาน ต่างๆ มักจะได้ยินกันเสมอว่า มีการขัดแข้งขัดขา มีการสกัดดาวรุ่ง มีการทรยศหักหลัง มีการกำจัดหอกข้างแคร่ มีการลอบทำร้ายกันลับหลัง มีความเปลี่ยนแปลงจากมิตรเป็นศัตรู เหล่านี้ล้วนเป็นสถานการณ์ธรรมดาของวิสัยปุถุชน ที่มีรักมีชังสุมแน่นอยู่ในใจ วันนี้ดี พรุ่งนี้ด่า วันต่อไปนินทา วันที่หายหน้าก็คิดถึงกัน

จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครฝืนได้ หากไม่หัดฝืนกิเลสที่อยู่ภายในตนเสียก่อน บางคนที่มากด้วยความยึดถือในตัวตนหรือมีอัตตามีความลำพองมาก มักจะแสดงกิริยาอาการดูถูกคนอื่น อวดตนว่าอยู่เหนือผู้อื่นเสมอ และหากเกิดความขัดแย้งกับใครก็มักจะสร้างพลังอคติรวบรวมสมัครพรรคพวกเข้าฝ่ายตนให้มาก เพื่อที่จะตั้งฝักฝ่ายปะทะต่อต้านกันต่อไป

ได้ฟังมาว่า มีอาจารย์ท่านหนึ่งทำงานหนักทำผลงานวิชาการมากขึ้น และมีการพัฒนาตัวเองให้มีองค์ความรู้ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะนำไปใช้พัฒนาและสร้างนักศึกษา จึงกลายเป็นคนที่เด่นมากขึ้นในมหาวิทยาลัย ซึ่งแน่นอนว่าในสังคมปัจจุบันซึ่งมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันสูงนี้ย่อมไม่มีใครอยากเห็นใครได้ดี เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยให้การสนับสนุนก็เปลี่ยนท่าทีไปในทางไม่ยอมรับและพยายามสร้างข้อตำหนิให้เกิดขึ้น ทั้งเพื่อนฝูงก็กลายมาเป็นคู่แข่งขัน การกลั่นแกล้ง หลายรู้แบบก็เริ่มตามมา บางครั้งรุนแรงจนแทบทำให้เสียสุขภาพจิต และความมั่นใจในตัวเอง และบางครั้งถึงขนาดคิดว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป จนเมื่อเข้ามาพึ่งทางธรรมเธอคนนั้นจึงสามารถสงบใจลงได้

ในลักษณะนี้ทำให้ย้อนนึกถึงคำประพันธ์ของหลวงวิจิตรวาทการว่า

"อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี
แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้
จงทำดีแต่อย่าเด่น จะเป็นภัย
ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน"

การทำความดีนั้นย่อมได้ผลดีแน่ และทำความชั่วก็ย่อมได้ผลชั่ว อันเป็นกฎธรรมดาของความจริงที่ปลูกพืชอย่างไรก็ย่อมได้รับผลอย่างนั้น แต่การทำความดีนั้นต้องใช้ศิลปะคือต้องทำความดีนั้นจะต้องทำให้ถูกกาละเทศะให้ถูกจังหวะ และพอเหมาะพอสมไม่เกียจคร้าน และไม่ล้ำเส้นใคร

การทำความดีนั้นจะต้องดูความเกี่ยวข้องกับบุคคลด้วย ต้องรู้จักวางตัวให้ดีอย่าให้มีลักษณะอันใดส่อให้เห็นว่า จะทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่กระทบกระเทือนหรือขุ่นเคืองใจ โดยเฉพาะอย่าให้ผู้หลักผู้ใหญ่รู้สึกว่ามีความสามารถด้อยกว่า เพราะในสังคมคนธรรมดานั้นมากไปด้วยความริษยาและหวาดระแวงกัน รวมทั้งมีคนบางพวกพร้อมที่จะจับผิดและทำลายอยู่ตลอดเวลา

อย่างเรื่องในพุทธกาลก็มีอยู่ว่า พันธุละเสนาบดีแห่งแคว้นโกศลได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการวินิจฉัยคดีที่ไม่ซื่อตรง จึงไปนำเรื่องมาวินิจฉัยใหม่แล้วตัดสินไปตามความจริง ซึ่งมหาชนก็เปล่งเสียงไชโยโห่ร้องกันอย่างสนั่นหวั่นไหว จนพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ยินและเกิดความสงสัย และเมื่อพระราชารู้เรื่องราวต่างๆ แล้วก็ให้ปลดตุลาการเดิมออกแล้วให้พันธุละเสนาบดีไปทำหน้าที่แทน ต่อมาพวกตุลาการรุนเก่าๆ ขาดรายได้จากการวิ่งเต้นคดี จึงพากันไปยุยงพระราชาว่า "พันธุละเสนาบดีต้องการเป็นพระราชา"

ด้วยความด้อยสติปัญญาพระราชาได้เชื่อคำของอำมาตย์เหล่านั้น และยิ่งเพิ่มความหวาดระแวงในตัวพันธุละเสนาบดีว่าจะมาชิงราชบัลลังก์และเป็นที่รักของประชาชนมากกว่าตน จึงได้ออกอุบายให้พันธุละเสนาบดีไปปราบโจรที่ชายแดน แล้วให้ราชบุรุษตัดศีรษะของพันธุละเสนาบดีพร้อมบุตรชายทั้งหมดก่อนที่จะเดินทางกลับมาพระนคร และเมื่อการต่างๆ ได้สำเร็จลงแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงได้รู้สึกตัวในภายหลังว่า ได้ตกหลุมพรางของอำมาตย์จนสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ฉะนั้น การทำความดีจึงต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญในการที่จะรักษาไว้ไม่ให้กระทบกระเทือนต่อผู้ใด จนไปกระตุ้นกิเลสของคนรอบข้างขึ้นมา การทำความดีจึงต้องมีศิลปะในการทำความดีและรักษาความดีไว้ให้เจริญยิ่งขึ้น ต้องรู้จักถอยออกมาจากภาวะที่คับขันเพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ และรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อสร้างรอยต่อของความดีขึ้นมาใหม่อย่างไม่กระทบกระเทือนใคร

โดย เอามาฝาก [14 ส.ค. 2549 , 13:44:39 น.] ( IP = 58.9.103.32 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ]


ข้อความ 1

ความถ่อมตน

การถ่อมคน ไม่อวดดีว่าคนเองวิเศษกว่าผู้อื่น จะได้ไม่มีเรื่องกับใคร ไม่กล้าทำความชั่ว สำนึกอยู่เสมอว่า ตนเองยังทำความดีไม่เพียงพอ แล้วจะมีความก้าวหน้าในการฝึกตน และไม่เพียงแต่ จะหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา แต่ยังต้องรู้จักฝึกตน ให้เข้ากับคนในสังคมได้ จะได้ไม่มีศัตรูทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่มีอุปสรรคในการสั่งสมคุณธรรมความดีงาม

คัมภีร์เอ็กเก็งได้กล่าวไว้ว่า ผู้ใดยกตนข่มท่าน อวดวิเศษกว่าผู้อื่น ย่อมต้องประสบความเสียหาย ผู้ใดอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่จองหองลำพองตน ย่อมต้องประสบความสุขความเจริญ

แม้แต่แผ่นดินก็หนีกฎนี้ไม่พ้น ดูแต่ขุนเขาที่สูงตระหง่าน ยืนทะมึนเย้ยฟ้าท้าดิน ก็ยังต้องพังทลายอยูเนืองๆ ส่วนแอ่งน้ำที่ต่ำต้อยนั้น กลับมีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ปีศาจก็ชอบให้ร้ายคนทระนง และอภิบาลคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน จึงเห็นได้ว่าฟ้าดินเทพยดาผีปีศาจและมนุษย์ ล้วนนิยมชมชอบความอ่อนน้อมถ่อมตนกันทั้งสิ้น

โบราณว่า สูงจากศีรษะมนุษย์ไปเพียง ๓ ฟุต มีเทพเจ้าคอยเฝ้าดูอยู่แล้ว เราจะต้องทำแต่สิ่งที่เป็นมงคล หลีกเลี่ยงการกระทำ อันเป็นอัปมงคลเสีย จะดีจะชั่วจึงอยู่ที่ตัวเราเอง ถ้าควบคุมจิตใจ และความประพฤติของเราให้ดี ไม่ทำสิ่งที่ฟ้าดิน และผีสางเทวดาไม่พอใจ ไม่หยิ่ง ไม่โอหัง ไม่วู่วาม อดทนในสิ่งที่ทนได้ยาก ฟ้าดินและผีสางเทวดา ก็ย่อมจะสงสารเรา เห็นใจเรา ประทานความช่วยเหลือแก่เรา คนที่จะเป็นใหญ่เป็นโตในอนาคต ย่อมไม่ทำจิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัว ย่อมไม่เป็นผู้ทำลายความสุข ความเจริญของตนเอง ความถ่อมตน ทำให้มีโอกาส ที่จะได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านผู้รู้ ได้รับประโยชน์จากท่านเหล่านั้น ไม่จบสิ้น นักศึกษาจึงควรทำตัวเช่นนี้ จงจำไว้ว่า คนที่ยกตนข่มท่าน ถือดีอวดเบ่งนั้น แม้จะได้ดิบได้ดี ไม่ยั่งยืนนาน

โดย เอามาฝาก [21 ส.ค. 2549 , 13:44:18 น.] ( IP = 203.172.117.96 : : )


ข้อความ 2

การให้อภัย

หลายปีก่อนมีคดีหนึ่งเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา วัยรุ่นอายุสิบสี่ยิงเด็กหนุ่มคนหนึ่งถึงแก่ความตายเพียงเพราะต้องการพิสูจน์ตัวเองให้เพื่อน ๆ ในแก๊งเห็น

ทุกนัดที่มีการสืบพยานในศาล แม่ของผู้ตายนั่งฟังการพิจารณาอย่างนิ่งเงียบ หลังจากที่ศาลตัดสินจำคุกวัยรุ่นผู้นั้น แม่ของผู้ตายเดินเข้าไปหาเขา จ้องหน้าและพูดว่า "ฉันจะฆ่าเธอ"

ผ่านไปครึ่งปี หญิงผู้นั้นก็ไปเยี่ยมคนที่ฆ่าลูกชายเธอ เธอเป็นคนแรกและคนเดียวที่ไปเยี่ยมเขา เพราะเขาเป็นเด็กข้างถนน ไม่มีญาติพี่น้อง ก่อนที่จะจากกัน เธอให้เงินเขาเป็นค่าบุหรี่

แล้วเธอก็เริ่มไปเยี่ยมเขาบ่อยขึ้น แต่ละครั้งก็เอาอาหารและของฝากไปให้ เมื่อใกล้ครบกำหนดจำคุกสามปี หญิงผู้นั้นก็ถามว่าเขาจะทำอะไรเมื่อพ้นโทษ เขาตอบว่าไม่รู้ เธอจึงหางานให้เขาทำในบริษัทของเพื่อน ครั้นถามว่าเขามีที่พักไหม ก็ได้คำตอบว่าไม่มี เธอจึงชวนเขามาพักในบ้านของเธอ บ้านของเด็กที่เขาฆ่ากับมือ

ตลอดแปดเดือนเขาพักบ้านเธอ กินอาหารที่เธอทำ
แล้วเย็นวันหนึ่งเธอก็เรียกเขาไปคุยในห้อง เธอนั่งประจันหน้าเขา นิ่งเงียบพักใหญ่ แล้วพูดขึ้นว่า

"เธอจำได้ไหมตอนที่อยู่ในศาล ฉันพูดว่าจะฆ่าเธอ?"
"จำได้ครับ"
"ฉันไม่ต้องการเห็นคนที่ฆ่าลูกฉันยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ฉันต้องการให้เขาตาย เพราะเหตุนี้แหละฉันจึงไปเยี่ยมเธอและเอาของไปให้ เพราะเหตุนี้แหละฉันจึงหางานให้เธอและให้เธออยู่บ้านฉัน" ถึงตรงนี้ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป แล้วแม่ของผู้ตายก็พูดต่อไปว่า

" ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเธอ ตอนนี้เจ้าวัยรุ่นคนนั้นก็จากไปแล้ว ฉันจะถามเธอล่ะทีนี้ว่า ลูกของฉันจากไปแล้ว เจ้าฆาตกรก็จากไปแล้วเช่นกัน เธอยังจะอยู่ที่นี่อีกหรือเปล่า ฉันอยากรับเธอเป็นลูกหากเธอไม่ว่าอะไร"

ในที่สุดเธอได้กลายเป็นแม่ของคนที่ฆ่าลูกเธอ ส่วนฆาตกรผู้หลงผิดก็ได้แม่ซึ่งเขาไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต

เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหญิงคนหนึ่ง แต่เธอก็ได้พลิกเปลี่ยนเหตุการณ์ให้กลายเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ชัยชนะอันสำคัญมิได้อยู่ที่เธอได้ลูกคนใหม่มาแทนคนเก่าที่จากไป หากได้แก่การกำจัด "ศัตรู" ของเธอ โดยไม่มีใครเป็นฝ่ายสูญเสียแต่อย่างใด ทุกคนเป็นผู้ชนะ ทั้งตัวเธอเอง และชายหนุ่มผู้หลงผิด

ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในเหตุการณ์ครั้งนี้มิได้เกิดจากการแก้แค้น แต่เกิดจากการให้อภัย การให้อภัยนั้นมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ เพราะนอกจากกำจัดคนชั่วร้ายให้หมดไปโดยปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อแล้ว ยังสามารถฉุดรั้งชีวิตให้พ้นจากความตกต่ำ เข้าสู่หนทางที่ดีงาม มิใช่แค่ชีวิตของฆาตกรผู้หลงผิดเท่านั้น หากรวมถึงชีวิตของหญิงผู้เป็นแม่ด้วย

ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรหากจิตใจถูกเผาลนด้วยความโกรธ หรือหมกมุ่นอยู่กับความเคียดแค้นพยาบาทวันแล้ววันเล่า ทั้งนี้โดยหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่า ความวิบัติของฆาตกรเท่านั้นที่จะทำให้เธอถูก "ปลดปล่อย"จากความทุกข์ทั้งมวล แต่ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง คนที่จะย่ำแย่เป็นคนแรกก็คือตัวเธอนั่นเอง

ไม่มีอะไรที่จะปลดปล่อยเราจากความทุกข์เพราะถูกทำร้ายได้ดีไปกว่าการให้อภัย การให้อภัยจะช่วยให้เราเป็นอิสระจากกรงขังที่เราสร้างขึ้นไว้เอง อันได้แก่กรงขังแห่งความเคียดแค้นพยาบาท ต่อเมื่อสลัดความเคียดแค้นออกไป อิสรภาพจึงจะบังเกิดขึ้น

ถึงที่สุดแล้วชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดในเหตุการณ์ครั้งนี้ มิได้อยู่ที่การชนะใจฆาตกรผู้หลงผิด หากได้แก่การที่ผู้เป็นแม่สามารถเอาชนะความเคียดแค้นพยาบาทในใจเธอ แล้วให้เมตตากรุณามาแทนที่ ชัยชนะเช่นนี้ต้องอาศัยความกล้า ความเข้มแข็งและความมั่นคงในจิตใจอย่างมาก

แน่ละ การให้อภัยคนที่ทำร้ายใจเรานั้นเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่าย ๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่บ่มเพาะได้ หากสนใจ ไยไม่เริ่มจากการให้อภัยคนที่ชอบนินทาเรา พูดจาไม่ถูกหู หรือไม่ซื่อสัตย์ต่อเรา ใช้ความรักความจริงใจเข้าหาเขา แล้วดูซิว่าจะได้ผลดีกว่าการแก้แค้นตอบโต้เขาไหม

โดย เอามาฝาก จากนิวครับ [21 ส.ค. 2549 , 13:47:35 น.] ( IP = 203.172.117.96 : : )


ข้อความ 3

ความริษยา

ความริษยาทำความเสื่อมเสียหรือให้โทษ ดังต่อไปนี้

๑. ริษยาผลาญสุข คนริษยาเป็นคนมีกรรม เพราะตามธรรมดาคนทั้งหลายเขาจะไม่สบายใจ หรือทุกข์ใจต่อเมื่อได้รู้ได้เห็นสิ่งที่ไม่ดี เช่นเห็นคนตกทุกข์ได้ยาก เห็นคนโดนน้ำท่วม เห็นคนโดนคลื่นยักษ์สึนามิถล่มบ้านเรือน เห็นคนถูกไฟไหม้บ้าน อย่างนี้เขาจึงทุกข์ ถ้าเห็นคนได้ดีมีความเจริญเขาก็มีความสุข แต่คนที่มีโรคริษยาในใจกลับตรงกันข้าม เห็นคนได้ดีแล้วทุกข์ พอเห็นคนตกทุกข์แล้วสบายใจ คนเป็นโรคริษยากินใจกลายเป็นคนแสลงดี เห็นคนได้ดีไม่ได้หัวใจมันจะระเบิด ก็เลยกลายเป็นว่า คนทั้งโลกเป็นเจ้ากรรมนายเวรของตนไปหมด เพราะคนเหล่านั้นพยายามทำความดีความชอบมาแทงใจ เสมือนคนทั้งโลกคอยทำโทษอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทุกข์มันประดังเข้าทั้งทางวิทยุ ทางหนังสือพิมพ์ ทั้งคำพูดของคนอื่น ใบประกาศนียบัตรที่เขาได้รับกลายมาเป็นไม้เรียวมาตีหัวใจ พวงมาลัยที่เขาสรวมคอให้คนอื่น ก็กลายเป็นพวงหรีดมาเยาะเย้ยหัวใจตน ลมปากที่คนทั้งหลายเขาสรรเสริญกัน ก็กลายเป็นลมพิษบาดหูบาดใจ เมื่อเป็นอย่างนี้ไม่ทุกข์แล้วจะทุกข์เมื่อไร

๒. ริษยาผลาญศักดิ์ศรี จุดเสียหายร้ายแรงอีกจุดหนึ่ง คือศักดิ์ศรีของเขาเอง คนที่มีความริษยาเป็นเจ้าเรือนนั้น เป็นเสียศรีที่จะทำให้คนรัก เสียศักดิ์ที่จะทำให้คนเขาเกรง เหตุนั้นคนเขาจึงไม่รัก ไม่เกรงคนขี้ริษยา เป็นเหตุผลที่เห็นได้ง่าย โดยปกติของคนในโลกนี้ ต่างคนก็ล้วนแต่บากหน้าจะหาดีใส่ตัวอยากให้ตัวดี ผู้น้อยที่อุตส่าห์เข้ามอบกายถวายตัวกับผู้ใหญ่ให้มีความดีความชอบ ฝ่ายผู้ใหญ่ที่เพียรพยายามชุบเลี้ยงผู้น้อย ก็มุ่งหวังอยู่ว่า บรรดาผู้ที่ตนชุบเลี้ยงไว้นั้นจะเป็นกำลังใจให้ตนได้สร้างความดีความเจริญมากยิ่งขึ้น


คนริษยาไม่อยากให้คนอื่นได้ดี หรือไม่อยากเห็นความดี ความเจริญของคนอื่นนั้น เป็นคนไม่เหมาะแก่ตำแหน่งใด เป็นผู้น้อยไม่น่ารัก เป็นผู้ใหญ่ไม่น่าเคารพ เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันก็ไม่น่านับถือ ตัวเองอยากดีแต่ไปคบกับคนอื่นที่ไม่อยากให้คนเขาได้ดี

๓. ริษยาผลาญหมู่คณะ เราดูในหมู่คณะขนาดใหญ่ที่เดียว คือประเทศชาติ ความริษยาตาร้อนเป็นภัยต่อความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองร้ายกาจนัก ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เช่นในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ใครมีความรู้ ความสามารถก็อาสาเข้ามาบริหารราชการบ้านเมือง ผลัดเปลี่ยนกันไปคนอื่น ๆ นั้น ก็จะต้องพยายามให้ความร่วมมือ เมื่อเห็นเขาทำความดีก็สนับสนุนให้เขาได้ทำความเจริญแก่บ้านเมือง จนสุดความสามารถแทนที่จะริษยาตาร้อน เมื่อเห็นคนกระทำความดี

การให้ความร่วมมือแก่คนที่ทำความเจริญให้หมู่คณะนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการเปิดทางให้เขาทำ มิใช่ไม่ทำแล้วยังไปขวางทางคนที่เขาทำเสียอีก การให้ความร่วมมือแก่คนทำความดีนั้น เป็นงานที่คนผู้รักหมู่รักคณะทำได้ง่าย แต่สำหรับคนที่มีริษยาครอบงำจิตใจแล้วทำได้ยากยิ่ง คนที่ขี้ริษยาจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในการอยู่ร่วมในทุกวงสังคม เพราะคนขี้ริษยาเห็นคนอื่นทำดีทนดูไม่ได้ ไม่สนับสนุนคนทำความดี และซ้ำร้ายยังไปขัด ไปตัดรอนผู้คนที่เขาทำความดีอีกด้วย

โดย เอามาฝาก จากนิวครับ [21 ส.ค. 2549 , 14:04:35 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


ข้อความ 4

ความโกรธ

ความโกรธเป็นการสูญเสียพลังในการควบคุมความสมดุลในตนเอง แสดงถึงความไม่พอใจที่ออกทาง ใบหน้า คำพูด หรือการกระทำ ซึ่งผู้อื่นสามารถรับรู้ได้

ความโกรธนี้มีความรุนแรงมาก อาจทำลายความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งเคยมีมาก่อน อาจเกิดจากสถานการณ์ที่ไม่ดี ความผูกพันยึดมั่น การที่เรามีความรักและคาดหวังในตัวเขามากจนเกินไป เมื่อเขาทำผิดโดยเจตนาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราก็จะเกิดความโกรธ โดยเฉพาะกับผู้ที่อ่อนแอกว่า เราก็จะถือกฎหมายไว้ในมือ ว่ากล่าวลงโทษด้วยความรุนแรง ซึ่งอาจแสดงออกทางใบหน้า มีคำพูดที่รุนแรง หรืออาจทำร้ายทางร่างกาย นี่เป็นการทำลายความรู้สึกที่ดีๆ ที่เคยมีต่อกัน หากผู้ที่ทำผิดเป็นเด็ก การถูกลงโทษเช่นนี้จะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในตนเอง และถูกประทับในสิ่งที่ไม่ดีไว้ เด็กคนนี้อาจเก็บความเจ็บปวดไว้ภายใน แม้จะไม่แสดงออกในตอนนั้น แต่อาจแสดงออกกับเพื่อน หรือผู้ที่มีความอ่อนแอกว่าจนอาจเป็นแบบลูกโซ่ ซึ่งเป็นการทำลายอนาคตของตนเองและผู้อื่น

จงอย่าได้คาดหวังสิ่งใดๆว่าผู้อื่นจะเป็นเช่นที่เราต้องการ ให้รักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ต้องไม่มีความผูกพันยึดมั่น การจะทำให้ตนเองไม่โกรธโดยการมีจิตใจที่เต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และความปรารถนาดีอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่เห็นผู้อื่นทำผิด ให้อยู่อย่างเต็มไปด้วยความอดกลั้นและเยือกเย็น เฝ้าแต่คอยสังเกตการณ์อย่างละวาง ให้คิดเสมอว่าทุกคนยังไม่มีความสมบูรณ์พร้อม มีทั้งข้อดีและไม่ดีอยู่ จะมีมากหรือน้อยเท่านั้น การที่เขาทำผิดเช่นนั้นอาจมีเหตุผลที่เรายังไม่ทราบ แล้วเราก็จะไม่โกรธหรือตำหนิเขา **

เราสามารถที่จะพูดคุยหรือให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อที่ว่าผู้ที่ทำผิดจะได้เข้าใจและสำนึกในความผิดที่ได้ทำไป ทำให้เขามีการพิจารณาสำรวจตนเองและพัฒนาตนใหม่ ไม่ทำผิดซ้ำๆ และเป็นคนดีของสังคมต่อไป (ขอย้ำว่าต้องทำในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น)

โดย ผศ.เสาวนีย์ ก่อวุฒิกุลรังษี

โดย เอามาฝาก จากนิวครับ [21 ส.ค. 2549 , 14:05:28 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


ข้อความ 5

ความรัก หรือไมตรี

แง่มุมแรกของเรื่องความรักที่แท้ก็คือการมีไมตรี หรือความตั้งใจและความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นเบิกบาน เป็นสุข ในการสร้างเสริมไมตรีขึ้นนั้น เราจะต้องฝึกการเฝ้าดูและการฟังอย่างตั้งใจ จะได้รู้ว่าอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำเพื่อให้คนอื่นมีความสุข ถ้าเธอมอบของบางอย่างให้แก่คนรัก ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ต้องการมัน ก็ไม่นับเป็นไมตรี เธอจะต้องแลให้เห็นถึงสภาพการณ์จริง ๆ ของคนผู้นั้นด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วสิ่งที่มอบให้ไป จะทำให้เขาเป็นทุกข์

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้คนจำนวนมากที่ชอบกินทุเรียน ถึงขั้นเรียกได้ว่าติดกันงอมแงมเลยทีเดียว กลิ่นของมันแรงจัด บางคนพอกินเสร็จถึงกับเอาเปลือกของมันไปวางไว้ใต้เตียงเพื่อสูดกลิ่นต่อ สำหรับตัวข้าพเจ้าเองไม่ถูกกับกลิ่นทุเรียนเอาเสียเลย วันหนึ่งขณะข้าพเจ้ากำลังสวดมนต์อยู่ในวัดที่เวียดนามนั้น ได้มีทุเรียนลูกหนึ่งวางถวายอยู่บนหิ้งพระ ข้าพเจ้าพยายามสวดสัทธรรมปุณฑริกสูตรพร้อมกับเคาะไม้มักฮื้อสั่นระฆังใบใหญ่ แต่ก็ไม่อาจกำหนดจิตจดจ่อไปได้ตลอด ในที่สุดต้องเอาระฆังไปคว่ำปิดลูกทุเรียนบนหิ้งเสีย จึงจะสวดมนต์ต่อได้ พอสวดเสร็จ ข้าพเจ้าก็ก้มคำนับพระพุทธรูปแล้วหยิบระฆังออก ถ้าเธอพูดกับข้าพเจ้าว่า “กระผมรักท่านมากครับ อยากให้ท่านทานทุเรียนดูสักหน่อย” ข้าพเจ้าก็คงจะเป็นทุกข์ เธอรักและอยากให้ข้าพเจ้ามีความสุข ทว่ากลับบังคับให้กินทุเรียน นั่นเป็นตัวอย่างของความรักที่ปราศจากความเข้าใจ ความตั้งใจของเธอดี แต่ขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ความรักที่ขาดความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความรักที่แท้ เธอต้องมองลึกลงไปให้เห็นและเข้าใจถึงความต้องการ ความปรารถนา ตลอดจนความทุกข์ทรมานของคนที่เธอรัก เราทุกคนต่างก็ต้องการความรัก ความรักทำให้เราเบิกบานและอยู่ดีมีสุข ก็เหมือน ๆ กับอากาศนั่นแหละ เราได้รับความรักจากอากาศ เราต้องการอากาศบริสุทธิ์เพื่อความแช่มชื่น เราได้รับความรักจากต้นไม้ เราต้องการต้นไม้เพื่อจะได้มีสุขภาพแข็งแรง ทว่าการจะได้รับความรักนั้น เราจะต้องรู้จักรัก ซึ่งหมายถึงว่าเราต้องเข้าใจเสียก่อน ความรักของเราจึงสืบเนื่องต่อไปได้ เราจำเป็นจะต้องกระทำการหรือต้องงดเว้นไม่กระทำบางสิ่งเพื่อปกป้องอากาศ ต้นไม้ และคนรักของเรา

ไมตรีอาจแปลเป็น “ความรัก” หรือ “ความเมตตา” ก็ได้ ธรรมาจารย์บางท่านชอบใช้คำว่า “เมตตา” มากกว่า เพราะเห็นคำว่า “ความรัก” นั้นล่อแหลมเกินไป แต่ตัวข้าพเจ้าชอบใช้คำว่าความรัก บางทีถ้อยคำอาจจะทำให้สับสน ทว่าเราก็ต้องแก้ไข เรามักใช้คำว่าความรักในนิยามของความใคร่หรือความปรารถนา อย่างเช่น “ฉันชอบแฮมเบอร์เกอร์” แต่เราจะต้องระมัดระวังในการใช้ภาษาให้มากขึ้น “ความรัก” ถือเป็นถ้อยคำงดงาม เราควรจะคงความหมายของมันเอาไว้ ส่วนคำว่า “ไมตรี” นั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่ามิตรหรือเพื่อน ดังนั้นความหมายดั้งเดิมของความรักในทางพุทธศาสนาก็คือมิตรภาพ

เราทุกคนล้วนมีเมล็ดพันธุ์ของความรักอยู่ในตัว เราสามารถพัฒนาพลังอันน่าอัศจรรย์นี้ บ่มเพาะความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ชนิดที่ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน หากเราเข้าใจใครสักคนดีพอแล้ว ถึงคน ๆ นั้นจะทำร้ายเรา เราก็จะยังคงรักคนผู้นั้นอยู่ องค์ศากยมุนีพุทธทรงตรัสว่า พระพุทธเจ้าในภายภาคหน้าจะมีพระนามว่าเมตไตรยหรือพระพุทธเจ้าแห่งความรัก

โดย เอามาฝาก จากนิวครับ [21 ส.ค. 2549 , 14:09:56 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


ข้อความ 6

ความร่ำรวย-ความสำเร็จ-ความรัก...
หญิงสาว คนหนึ่ง ออกมาที่หน้าบ้าน มองเห็นชายชราสามคน หนวดเคราขาว-ยาว นั่งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน หล่อนแน่ใจว่าไม่เคยพบ พวกเค้าเหล่านี้มาก่อนเลยในชีวิต แต่หล่อน ยังคงเดินเข้าไปหาแล้วพูดว่า "ฉันคิดว่า เราคงไม่รู้จักกัน แต่ดูท่าพวกคุณคงจะต้องหิวน่าดู เข้ามาในบ้านแล้วกินอะไรซักหน่อยสิคะ"

"สามีคุณอยู่บ้านหรือป่าว ครับ" พวกเค้าเอ่ยถาม "ปล่าวค่ะเค้า ออกไปข้างนอก" หล่อนตอบ "โอ้ ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปไม่ได้หรอกครับ " พวกชายชราตอบ

เย็นวันนั้น เมื่อสามีกลับมาบ้านเธอ ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เค้าฟัง "ออกไปเชิญพวกเค้าเข้ามาสิจ๊ะ" ผู้เป็นสามีบอก หล่อนจึงได้ออกไปเชิญชายชราทั้งสาม ที่หน้าบ้านอีกครั้ง "พวกเราจะไม่เข้าไปในบ้าน พร้อมกันทั้งหมดหรอกครับ" พวกชายชราตอบ "อ้าวทำไมล่ะคะ" หญิงสาวถามด้วยความสงสัย

ชายชราคนนึงเริ่มอธิบาย "คนนั้น ชื่อ"ความร่ำรวย" เค้าพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เพื่อนคนนึง และกล่าวต่อไปพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เพื่อนอีกคน"ส่วนคนนั้นชื่อ"ความสำเร็จ" และตัวผมเองชื่อ "ความรัก" " "เอาล่ะ ลองไปปรึกษากับสามีคุณ ดูสิ ว่าต้องการให้เราคนไหนเข้าไปในบ้านคุณ"

ภรรยากลับเข้าไป เล่าให้สามีฟัง ถึงสิ่งที่ชายชราบอกมา สามี รู้สึก ตื่นเต้น และ อุทานว่า"โอ้ วิเศษ งั้นเราเชิญความร่ำรวยเข้ามาล่ะกัน บ้านเราจะได้เต็มไปด้วยความมั่งคั่งร่ำรวย "ที่รัก ทำไมเราไม่เชิญความสำเร็จ เข้ามาล่ะ หือ " ภรรยาแย้งอย่างไม่เห็นด้วย ทันใดนั้น ลูกสะใภ้ ที่ฟังอยู่ ที่มุมห้องอีกด้านหนึ่ง ก็โดดเข้ามาแล้วเสนอความเห็นบ้าง" ถ้าเราเชิญ ความรัก เข้ามาจะไม่ดีกว่าเหรอ? บ้านเรา จะได้เติมเต็มไปด้วยความรัก ไง"

"เออ งั้นพวกเราลองเชื่อ ลูกสะใภ้เราก็ล่ะกัน" สองสามีภรรยาสรุป "ออกไปเชิญ "ความรัก" เข้ามาเป็นแขกเราล่ะกัน" ภรรยาออกไปข้างนอกอีกครั้ง แล้วถามพวกชายชรา" คนไหนคือ ความรักคะ! ขอเชิญเข้ามาเป็นแขกของเรา ค่ะ" ชายชราที่เป็นตัวแทนแห่งความรัก ลุกขึ้น และ ชายชราอีกสองคน ก็ลุกขึ้นเดิมตามไปด้วย หญิงเจ้าของบ้านรู้สึกประหลาดใจจึงเอ่ยถามว่า

"เอ้อ ชั้นเชิญเฉพาะความรัก ทำไมคุณ สองคนถึงได้ตามเข้ามาด้วยล่ะ" พวกชายชราตอบพร้อมกัน ว่า "ถ้าคุณเชิญ ความร่ำรวย หรือ ความสำเร็จ เข้าไป พวกเรา ที่เหลือ อีกสองคน จะไม่ตามเข้าไปด้วยหรอก แต่นี่คุณเชิญ "ความรัก"เข้าไป เมื่อเค้าไปไหน พวกเราจะไปกับเค้าเสมอ....เพราะว่าที่ไหนก็ตามที่มีความรัก ที่นั่นจะมี ความร่ำรวยมั่งคั่ง และความสำเร็จ อยู่ด้วยเสมอ

โดย เอามาฝาก จากนิวครับ [21 ส.ค. 2549 , 14:12:19 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


ข้อความ 7


วิธีดับทุกข์ เพราะ...ปมด้อย จากหนังสือคู่มือดับทุกข์

คำว่า "ปมด้วย" ในที่นี้ หมายถึงความรุ้สึกที่ "ด้อยกว่า" คนอื่น ในหลาย ๆ อย่าง เช่น ฐานะ รูปร่าง ผิวพรรณ การศึกษา ตระกูลยศศักดิ์ และอาชีพ เป็นต้น

อันวิสัยปุถุชนนั้น มันอดที่จะนึกคิดในทางเปรียบเทียบเสียมิได้ เมื่อได้พบเห็นสิ่งที่ต่างจากตน และการเปรียบเทียบก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไรเลย ถ้าไม่ทำให้เราเกิดความทุกข์ หรือเดือดร้อน

มองอีกแง่หนึ่ง กลับจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะเมื่อมีการเปรียบเทียบก็จะได้เห็นความแตกต่าง คือสิ่งที่ดีกว่าหรือด้อยกว่า แล้วเราก็พยายามฝึกฝน หรือปรับปรุงตนให้ดีกว่าในสิ่งที่เราสามารถทำได้ ซึ่งบางสิ่งบางอย่างเราก็ทำได้ เช่น ฐานะ การศึกษา หรือ คุณธรรมความดี ต่าง ๆ เป็นต้น บางอย่างเราทำไม่ได้ เราก็พยายามฝึกฝน หรือปรับปรุงตนให้ดีกว่าในสิ่งที่เราสามารถทำได้ ซึ่งบางสิ่งบางอย่างเราก็ทำได้ เช่น มานะ การศึกษา หรือคุณธรรมความดีต่าง ๆ เป็นต้น บางอย่างเราทำไม่ได้ เราก็อย่าไปสนใจมัน เช่น ตระกูล ผิวพรรณ หรือรูปร่าง เป็นต้น

ความคิดทำให้เกิดปัญญา (โยคา เว ชายเต ภูริ-ธรรมบท ๒๕/๔๔) แต่อย่าคิดให้ฟุ้งซ่าน จนเกิดความวุ่นวายหรือเป็นทุกข์ มันก็ไม่เกิดโทษแก่จิตใจตนแต่ประการใด

ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่มีความคิด ปัญญาก็ไม่เกิด เมื่อขาดปัญญาเพียงอย่างเดียว คนเราก็ไม่อาจจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ไม่ว่าในทางรูปธรรมหรือนามธรรม

ข้อสำคัญ เมื่อเกิดความคิด (ปัญญา) รู้ว่าสิ่งใดที่เรายังด้อยกว่าเขา แล้วสามารถทำให้เสมอเขา หรือเหนือกว่าเขาได้ ก็ควรรีบทำในทันทีอย่ามัวฝันเฟื่อนกลางวัน ให้กลายเป็นโรคประสาทเสียก่อนก็แล้วกัน

ในทางพระ ท่านถือว่าคนเราไม่อาจแข่งบุญหรือวาสนากันได้ เพราะเป็นเรื่องของอดีต แต่เราก็สามารถที่จะ แข่งกันทำความดีได้ และจะเป็นต้นเหตุให้บุญและวาสนาในอนาคตของเราเทียบเท่า หรือเหนือคนอื่นได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

มองในแง่ของความจริงอีกแง่หนึ่ง คนที่มีฐานะดี รูปร่างดี ผิวพรรณดีการศึกษาดี ตระกูลดี มียศศักดิ์ และอาชีพที่สูงส่งนั้น มิใช่ว่าเขาจะมีความสุขไปหมดทุกคนดอกนะ บางคนมีความทุกข์มากกว่าคนจนเสียอีก

จากประสบการณ์ ปรากฏว่า คนที่มีฐานะดีนั้นจะหาความสงบและความอิสระได้ยาก เพราะมีภาระที่จะต้องรับผิดชอบและหน้าที่มากมาย ถ้ามองดูแต่ภายนอกจะเห็นว่า เขามีเกียรติมีบริวารมีทรัพย์สินมากมาย

แต่ถ้ามองให้ลึกเข้าไปถึงในบ้าน ในห้องนอนหรือในจิตใจของเขาแท้ ๆ บางคนเราจะพบนรกมากกว่าที่จะพบสวรรค์ ตามที่เราคาดคิดหรือคนทั่วไปเข้าในกันเสียอีก

เรามองเห็นแต่มายาภายนอก ว่าเขามีเงินทองมาก มียศหรือตำแหน่งสูง มีบริวารมากมาย จะไปไหนก็มีคนยกย่อง ล้อมหน้าล้อมหลัง

ถ้าเจาะมองหรือคิดให้ลึก จะเห็นสัจจะของชีวิตว่า สิ่งเหล่านี้ ยิ่งมีมากเท่าไร? จิตใจขอคนเราก็ยิ่งจะห่างไกลจากความสุขสงบมากขึ้นเท่านั้น !

นี่ไม่ใช่คำปลอบใจ ว่าเรามีไม่ได้อย่างเขา ก็เลยปลอบใจเหมาเอาว่า "องุ่นเปรี้ยว" ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ได้เห็นได้รู้มากับตากับหูตนเอง จนนับไม่ถ้วน และในคนทุกระดับ

และนี่ก็เป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจบวช ด้วยเห็นว่า เป็นวิถีทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ได้พบกับความสุขที่สงบและเย็นอย่างแท้จริง และก็ได้พบจริง ๆ เมื่อได้มาอยู่คนเดียวอย่างอิสระที่ถ้ำสตินี้

ผู้เขียนไม่ต้องการขอร้องให้ท่านเชื่อ ตามที่ได้กล่าวมานี้ แต่มีความมั่นใจในสัจจธรรมของพระพุทธองค์ ที่ได้ตรัสไว้แล้ว หนึ่งไม่เป็นสอง คือ ความสุขใด ๆ อันแท้จริงในโลกนี้ จะพบได้ที่จิตสงบเท่านั้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะได้ชี้ให้เห็นสัจจะของชีวิตทุกชีวิตว่ามีอยู่ ๒ ด้าน คือ ส่วนที่เป็นมายา และส่วนที่เป็นสัจจะ จึงไม่ควรทั้งคุณและโทษ ถ้าขาดปัญญาก็แยกไม่ออก หรือแยกออกแต่ไม่ชัดเจน

ทางแก้

๑. ควรปรับความคิด ให้จิตมีสันโดษ คือพอใจตามมีและยินดีตามที่ได้ ชีวิตจะประสบความสุข
๒. คนเราไม่อาจเลือกที่เกิดได้ก็จริง แต่เราก็สามารถเลือก ทำความดี ได้เท่ากัน
๓. ความสุขที่แท้จริงของคน มิใช่อยู่ที่ฐานะ ตระกูล รูปร่าง ผิวพรรณ การศึกษา ยศศักดิ์ หรืออาชีพ แต่อยู่ที่ จิตใจสงบเย็น
๔. ในโลกนี้ คนเขามิได้นับถือหรือบูชากันที่รูปร่างหรือตระกูล แต่เขานับถือกันที่คุณธรรมความดีต่าง ๆ
๕. คนเราเกิดมาอยู่ในโลกนี้ไม่นานเลย จึงไม่ควรที่จะสนใจฐานะรูปร่าง ผิวพรรณ การศึกษา ตระกูล ยศศักดิ์และอาชีพ ควรสนใจในคุณธรรมดีกว่า เพราะมีสาระกว่า


โดย เอามาฝาก จากนิวครับ [21 ส.ค. 2549 , 14:14:52 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


ข้อความ 8

ความสำเร็จ

คุณเคยถามตัวเองไหมว่า อะไรคือเป้าหมายของชีวิต? คุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?เพื่อใคร? และอย่างไร? การมีเป้าหมายในชีวิต คือ การที่เรามีภาพของความสำเร็จไว้เบื้องหน้า ซึ่งดูคล้ายกับการต่อจิ๊กซอ ที่เราเห็นภาพที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ที่นี้ก็ขึ้นกับวิธีการของแต่ละคนว่าจะทำอย่างไรให้จิ๊กซอแต่ละตัวมาต่อกันให้เกิดเป็นภาพนั้นขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่มีภาพหรือไม่มีเป้าหมาย อะไรจะเกิดขึ้น??? บางคนอาจจะคิดว่าฉันก็มีชีวิตของฉันไปเรื่อยๆ ไม่ได้รบกวนใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ฉันก็มีความสุขดี แล้วคุณค่าของคุณจะอยู่ที่ไหน???


การมีเป้าหมายในชีวิต คือคำตอบว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพื่อใคร และอยู่อย่างไร ชีวิตเปรียบเหมือนกับการเดินทาง และนักเดินทางที่ชาญฉลาด ย่อมมีเป้าหมายในการเดินทางเสมอ เขาจะไม่สูญเสียเวลาข้างทาง เพราะจะทำให้เขาไปถึงจุดหมายช้าลง การเดินทางของชีวิต ไม่ได้ราบราบและสวยงาม เหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในระหว่างทางสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ปัญหาและอุปสรรคเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญให้มาเยี่ยมเยียนเรา มาเพื่อทดสอบเรา มาทำให้เราเหนื่อยล้า ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดแรง หมดกำลังใจที่จะเดินต่อไป และทำให้จุดหมายปลายทางนั้นยาวไกลออกไป อะไรคือสิ่งจำเป็นสำหรับนักเดินทางที่จะเอาชนะแขกที่ไม่ได้รับเชิญเหล่านี้ คำตอบคือ ความมุ่งมุ่นและความสม่ำเสมอ แม้ว่าเราจะเจอกับอุปสรรคขวากหนามและปัญหามากมาย เป็นมรสุมของชีวิตก็ว่าได้ เราก็สามารถที่จะไปถึงเป้าหมายได้ในที่สุด ซึ่งมันอาจจะล่าช้าไปบ้าง ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว

หลายคนอาจจะมีประสบการณ์ในการเดินขึ้นภูเขา เวลาที่เราเดินขึ้นภูเขาเราต้องออกแรงมากเป็นพิเศษเปรียบเทียบได้กับช่วงมรสุมชีวิต และเมื่อเราเดินลงเขาเราแทบจะไม่ได้ออกแรงเลย ทั้งๆ ที่เราก็ต้องแบกภาระเหมือนเดิมอาจจะมากกว่าตอนเดินขึ้นเขาด้วยซ้ำ นั้นเป็นเพราะมรสุมได้ผ่านพ้นไปแล้ว ชีวิตของคนเราย่อมมีขึ้นและมีลงเช่นเดียวกับการเดินเขา แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จากการเดินคือระยะทางที่เพิ่มขึ้น และแน่นอนว่าเราต้องเดินขึ้นเดินลงจนกว่าจะไปถึงเป้าหมาย ขอให้เรามีความมุ่งมั่นและความสม่ำเสมอไว้ในใจ จุดหมายนั้นก็จะใกล้เพียงปลายตา

การพักผ่อนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทาง เราไม่สามารถเดินโดยไม่พักไม่ได้ การพักผ่อนเหมือนกับการชาร์ตแบตเตอรี่ให้เต็ม เป็นการชาร์ตทั้งพลังกายและพลังใจ ในระหว่างทางที่เดินเราพบปะคนมากมาย บางคนก็เดินไปทางเดียวกับเรา บางคนก็เดินสวนทางกับเรา ถ้าการเดินทางของเราเต็มไปด้วยความสนุกสนานและรอยยิ้ม แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายก็ตาม เราจะเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นเดินตามโดยไม่รู้ตัว บางคนอาจจะยึดเอาคติประจำใจของเราไปใช้ในการดำเนินชีวิต หรือให้เราเป็นแม่แบบ เพราะพวกเขาได้เห็นแล้วว่า ความสำเร็จจะมาอยู่เบื้องหน้าได้อย่างไร?

ความมุ่งมั่นและความสม่ำเสมอ
คือหัวใจที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

โดย เอามาฝาก จากนิวครับ [21 ส.ค. 2549 , 14:19:57 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


ข้อความ 9

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือน

พระบรมราโชวาท ปีพุทธศักราช ๒๕๒๔

ข้าราชการทุกฝ่ายมีหน้าที่เหมือนกัน ที่จะต้องตั้งใจขวนขวายปฏิบัติงานด้วยความฉลาดรอบคอบ ให้สำเร็จลุล่วงตรงตามเป้าหมายโดยไม่ชักช้า และที่จะต้องร่วมกับชาวไทยทุคนในอันที่จะอุ้มชูรักษาความดีในชาติให้ยืนยงมั่นคงอยู่คู่กับผืนแผ่นดินไทย. ยิ่งเป็นผู้ใหญ่มีตำแหน่งสำคัญ ยิ่งจะต้องปฏิบัติให้ดี ให้หนักแน่น ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผลงานที่สำเร็จขึ้นจากความร่วมมือและจากความบริสุทธิ์ใจ จักได้แผ่ไพศาลสูงขึ้น ผลงานที่สำเร็จขึ้นจากความร่วมมือและจากความบริสุทธิ์ใจ จักได้แผ่ไพศาลไปตลอดทั่วทุกหนแห่ง ยังความสุขความเจริญที่แท้จริงให้บังเกิดขึ้นได้ตามที่ปรารภปรารถนา

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันที่ ๓๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔

โดย เอามาฝาก จากนิวครับ [21 ส.ค. 2549 , 14:39:04 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


ข้อความ 10

พระบรมราโชวาท ปีพุทธศักราช ๒๕๒๕

การปฏิบัติราชการในปัจจุบันนี้มุ่งหมายเอาประสิทธิภาพ ปริมาณงานและความรวดเร็วเป็นสำคัญ. ผู้ปฏิบัติราชการจึงพากันเอาวิทยาการก้าวหน้าพร้อมทั้งเครื่องกลที่ทรงประสิทธิภาพสูงต่างๆ มาใช้กันอย่างกว้างขวาง . วิทยาการเครื่องกลเหล่านี้ เมื่อนำมาปฏิบัติการแล้ว จะต้องได้ผลอย่างสูงทุกครั้งไป คือถ้าใช้ถูก ก็ทำให้ได้ประโยชน์มาก ถ้าใช้ไม่ถูกก็ทำให้เสียหายได้มากเท่าๆ กัน. การจะนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาใช้งาน จึงต้องระมัดระวังศึกษาให้ทราบแน่แท้โดยตลอดก่อนทั้งโครงงานที่จะทำ ทั้งเครื่องปฏิบัติงานที่จะใช้. มิฉะนั้นจะเกิดความสิ้นเปลืองและสูญเปล่าได้ง่ายดายที่สุด

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันที่ ๒๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๕

โดย เอามาฝาก จากนิวครับ [21 ส.ค. 2549 , 14:39:37 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
Your Photo : ไม่เกิน 150KB
ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
บริการใหม่!! รับฝาก File ฟรี!
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command
Register User
Login User

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด