
เอาล่ะ เราลองมองหัวใจตัวเองดีๆ อย่าหลบนะ เผชิญหน้ากันตรงๆเลย ถามตัวเองสิว่า ตอนนี้ฉันรู้สึกอย่างไร? เศร้า เสียใจ อึดอัด เบื่อหน่าย หรือรู้สึกคิดถึงใคร สุดแล้วแต่นะ นี่มันเป็นอารมณ์ล้วนๆ เป็นความรู้สึกที่ถูกจัดสรรด้วยความคิดปรุงแต่งอีกครั้ง ฉันค้นพบคำตอบในหัวใจบางอย่าง นั่นคือ ความทุกข์ที่ฉันมีเพราะความคิดอุปทานของตัวเอง มันอุปโลกไปเรื่อย คิดว่าต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้ ไม่แค่นั้นนะ พอความคิดอุปโลกผสมเข้ากับความคิดปรุงแต่งในใจตนเอง คราวนี้จิตใจมันเตลิดไปไกล ใจมันวิ่งเร็วยิ่งกว่าอาชาชั้นดีเสียอีก ปร๊าดเดียววิ่งไกลแบบสุดลูกหูลูกตากันเลย ผลสุดท้ายพอควบคุมความคิดไม่ได้ เรานี่เองล่ะที่นั่งคิดไม่ตกคนเดียว มันก็ทุกข์ของมันคนเดียว ถามว่าใครเขาจะเข้าใจไหมว่าเรานั้นทุกข์ยังไง เราอึดอัดยังไง ตอบตรงๆนะ ถ้าเราเองยังไม่รู้ตัวว่าทุกข์ยังไง ใครเขาจะมารู้ดีกว่าเราล่ะจริงมั้ย? พระพุทธเจ้าท่านจึงพร่ำสอนว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตัวเรานี่เองคือผู้ที่จะดับทุกข์ได้ คลายความอึดอัดใจทั้งปวงได้ แบบทิ้งทุกข์ลงทะเลอะไรทำนองนี้ หากต้องเริ่มจากตรงนี้ ตรงใจเรานี่ล่ะ แล้วเราจะรู้จักหัวใจตัวเองมากขึ้น เคลียร์พื้นที่หัวใจให้ว่างได้มากขึ้น ใจมันก็จะได้เบาสบายไม่ต้องอึดอัดทุกข์ทนอย่างที่ผ่านมา วันนี้เราอาจเจ้าบทเจ้ากลอนเสียหน่อยนะ แต่กลอนบทนี้ฉันแต่งขึ้นเพื่อย้ำเตือนหัวใจฉันเอง
ใจมันโง่ขาดสติตรึกตรองธรรม
มัวจดจำถ้อยคำไร้ความหมาย
ใครเขาด่าใครเขาว่าช่างปะไร
ตั้งแง่ไปหากสุดท้ายเราช้ำเอง
ปากอย่าไวใจอย่าเบาจมอดีต
เพียรทำกิจสำเร็จไม่เหลวไหล
ปล่อยวางสิ่งยึดมั่นในห้วงใจ
อยากสบายก็ต้องว่างจากใจตน
เฮ้อ! นี่ฉันต้องสู้กับกิเลสในใจอีกนานแค่ไหนนะ เอาเป็นว่าฉันเองก็จะเป็นกำลังใจให้ตัวเองต่อไป และเป็นกำลังใจให้ทุกๆคน