แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย พี่ดอกแก้ว เมื่อ 2026-1-25 21:55
ความเมตตาจึงเป็นดุจน้ำเย็นที่ชะโลมร่างคนทุกข์โศกให้คลายความเร่าร้อนลงไป ความเมตตาไม่ต้องอาศัยทรัพย์สิ่งของมาเป็นสื่อในการแสดง แต่สามารถแผ่ออกจากใจได้ทันที ..แม้เพียงความคิดว่า ขอให้เขาเป็นสุข...ก็จัดว่าเป็นความเมตตาแล้ว
ท่ามกลางสังคมที่ร้อนระอุไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี และภัยทั้งหลาย ตลอดจนภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้... ยิ่งเป็นบททดสอบความเมตตาที่มีอยู่ในใจของแต่ละคน เคยหรือไม่ที่ประสบทุกข์ร้อนแล้วเอาแต่คิดอาฆาตพยาบาทต้องการแก้แค้นหรือเอาคืน? เคยหรือเปล่าที่ยินดีเมื่อทราบว่าเกิดความวิบัติแก่คนที่เราไม่ชอบ? เคยหรือไม่ที่ไม่เคยให้โอกาสหรือให้อภัยใครเลย? หากความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้มีเกิดขึ้นมาก ความสงบร่มเย็นในการอยู่ร่วมกันก็จะลดน้อยลง ...เหตุการณ์ยกพวกตีกัน ตะลุมบอนต่อสู้กันอย่างไม่คำนึงถึงภัยที่ตนเองและผู้แวดล้อมจะได้รับ รวมทั้งการเอารัดเอาเปรียบกันด้วยวิธีการต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์สุขของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้นับวันก็จะมีปริมาณมากขึ้นในสังคมไทย ...
แม้จะมีเหตุการณ์ร้ายผุดขึ้นอย่างมากมายตามภาพข่าว แต่ยังนับว่าเป็นความโชคดีของคนไทย ที่ยังมีสถาบันแห่งความเมตตาเกิดขึ้นเพื่อให้ความสงเคราะห์แก่ผู้คนที่ได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อน เช่น มูลนิธิในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิที่พระบรมวงษานุวงศ์ทรงอุปถัมภ์ มูลนิธิของหน่วยงานราชการ และมูลนิธิของเอกชนต่างๆ เป็นต้น
ทุกคราวที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น ...สายธารแห่งความเมตตาเหล่านี้ก็พรั่งพร้อมหลั่งไหลไปเกื้อกูล แปรเปลี่ยนเสียงสะอื้นไห้กลายเป็นเสียงหัวเราะ อานุภาพแห่งความเมตตานี้นอกจากจะดับเพลิงร้ายในใจลงได้แล้ว ยังสามารถชุบความชุ่มชื่นให้เกิดแก่จิตใจของผู้อื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะความเมตตา คือ ภาวะของจิตที่มีไมตรีมีเยื่อใยคิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นได้รับความสุข ปราศจากความอาฆาตพยาบาทนั่นเอง
และอย่าว่าแต่กับคนภายนอกเลย บุคคลในครอบครัวนั้นก็จะเปี่ยมด้วยความสุข ..ความเมตตาจึงเป็นรากฐานของรอยยิ้มที่สวยงาม รากฐานของความสุขสงบ ดังมีพุทธภาษิตแสดงไว้ว่า "โลโกปตฺถมฺภิกา เมตตา เมตตาเป็นธรรมเครื่องคุ้มครองโลก"
ดุจเกราะแก้วกันไฟใจเร่าร้อน ช่วยผันผ่อนเรื่องร้ายคลายทุกข์เข็ญ คิดกูลเกื้อเผื่อแผ่ไปให้ร่มเย็น ประดุจเป็นธารเมตตาพาสุขเอย
ด้วยความปรารถนาดี
บุษกร เมธางกูร.
|