กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ - เว็บบอร์ด

 ลืมรหัสผ่าน
 ลงทะเบียน
ค้นหา
ดู: 21|ตอบกลับ: 5

อยู่อย่างไรให้ได้บุญ (๓)

[คัดลอกลิงก์]

22

กระทู้

128

โพสต์

1782

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1782






อยู่อย่างไรให้ได้บุญ (๓)

โดย หลวงพ่อเสือ

คำถาม วันนี้อาราธนาให้สอนเรื่องมรรค ๘ และมรรค ๘ ข้อนั้นมีอะไรบ้าง เคยอ่านแล้วแต่ไม่เข้าใจ กรุณาอธิบายช้าๆหน่อย

คำตอบ มรรค ๘ คือหนทางเดินสู่ความพ้นทุกข์ เป็นทางเดียวเท่านั้นที่ผู้ดำเนินจะสามารถถึงนิโรธได้ คือถึงมรรคผลนิพพานได้ ว่าด้วยทางกาย วาจา และใจ สมาธิไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ แต่เป็นเพียงการกระทำให้จิตสงบจากกิเลสเพียงชั่วขณะหนึ่งขณะหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อเลิกจากสมาธิขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องเผชิญกับสิ่งที่เราไม่สามารถบังคับบัญชาได้ว่าจะต้องเห็นดีเสมอไป ได้ยินเพราะเสมอไป ได้กลิ่นหอมเสมอไป สัมผัสถูกต้องเย็นร้อนอ่อนแข็งต่างๆดีเสมอไป เพราะคำว่าดีก็ไม่เที่ยง

มรรค ๘ คือหนทางดำเนินไปสู่ความสิ้นสุดทุกข์ มี ๘ ประการ คือ

๑ สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิหมายถึงปัญญาอันเห็นชอบ ปัญญาอันเห็นชอบในที่นี้เปรียบเสมือนเข็มทิศที่เราจะสามารถดำเนินไปสู่จุดหมายได้ ก็คือเห็นถูกต้องตามสภาวธรรมความเป็นจริงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปนั้นมีอะไรบ้าง

เห็นถูกต้องว่าภายใต้โครงสร้างชีวิตที่เราคิดว่าเป็นคนเป็นสัตว์นั้นคืออะไร เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงถึงเหตุถึงผลตลอดเวลา เช่น เห็นว่าภายใต้คำว่าคน ผู้หญิงผู้ชายนั้นคือรูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น คนสัตว์ไม่มี

การมีชีวิตไม่ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายล้วนต้องประกอบไปด้วยรูปนามขันธ์ ๕ อันเป็นสภาวธรรมตามความจริง เอาคำสมมุติออก คือคนสัตว์หญิงชายออก เหลือแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ คือรูปนามขันธ์ ๕ นั่นเอง




22

กระทู้

128

โพสต์

1782

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1782
 เจ้าของ| โพสต์ 2018-7-23 18:24:26 | ดูโพสต์ทั้งหมด

การเห็นถูกต้องนี้เพื่อทำลายความหลงผิดที่โง่ไปกับชีวิตว่า นี่คือคน นี่คือสัตว์ นี่หญิง นี่ชาย นี่ฉัน นี่ของฉัน แท้ที่จริงเวลาเดินต้องมีความเห็นถูกต้องว่า คนไม่ได้เดิน ลักษณะเดินนั้นเป็นรูปที่ปรากฏขึ้น ที่รู้ว่าเดินคือนามธรรมเป็นผู้รู้ ไม่ใช่คนเป็นผู้รู้

นี่คือปัญญาอันเห็นชอบ มรรคองค์ที่ ๑ จัดอยู่ในฝ่ายปัญญา ซึ่งสงเคราะห์แล้วคือศีล สมาธิ ปัญญา ต้องมีปัญญานำ โดยเฉพาะสัมมาทิฏฐิอันนี้จะต้องมีรากฐานอันมั่นคงจากศรัทธา ๔ เสียก่อน คือ ๑ มีความเชื่อในเรื่องกรรม ๒ มีความเชื่อในวิบากคือผลของกรรม ๓ มีศรัทธาเชื่อในเรื่องสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน ๔ มีศรัทธาเชื่อในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อศรัทธา ๔ นี้เกิดขึ้นมาในจิตแล้ว ก็จะสามารถนำความเชื่อในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ มาค้นคว้าหาความจริงในชีวิตเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิอีกทีหนึ่ง

สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาอันเห็นชอบจะเกิดขึ้นมาได้ต้องมีรากฐานอันสำคัญของศรัทธา ๔ โดยเฉพาะองค์ที่ ๔ คือ เชื่อในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนความจริงในเรื่องชีวิตว่า ชีวิตภายใต้คำว่าหญิงและชายนั้นคือรูปนามขันธ์ ๕ เห็นถูกต้องตามสภาวธรรม คือสัมมาทิฏฐิ มรรคองค์ที่ ๑

22

กระทู้

128

โพสต์

1782

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1782
 เจ้าของ| โพสต์ 2018-7-23 18:25:02 | ดูโพสต์ทั้งหมด

๒. สัมมาสังกัปปะ คือดำริชอบ การดำริชอบนี้หมายถึงการระลึกนึกไปในสิ่งที่ชอบ ดำริที่จะทำต่างๆได้ถูกต้อง คือ ดำริถูกในกามคุณทั้ง ๕

กามคุณทั้ง ๕ คือความใคร่ในอารมณ์ทั้ง ๕ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รวมถึงธรรมารมณ์ซึ่งเป็นตัวที่จะดำริออกไปในกามธรรม จะดำริชอบคือดำริตามความเป็นจริงว่า เช่น เปรี้ยว มีความดำริรู้สึกขึ้นว่า เปรี้ยวไม่ใช่เราเปรี้ยว เป็นเพียงรูปเปรี้ยว คัน ไม่ใช่เราคัน นามคัน

จะมีสัมมาสังกัปปะอันนี้ได้ ดำริออกมาได้ ต้องมีปัญญาคือสัมมาทิฏฐิเสียก่อน ๒ องค์นี้เป็นตัวพึ่งกันและกัน เป็นเหตุและเป็นผลตามกันขึ้นมา จัดอยู่ในด้านปัญญา

๓. สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบขึ้นอยู่กับคำพูดคือ ไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด การพูดนี้จึงจะมีสุจริตเป็นที่พึ่ง จัดเป็นสัมมาวาจา และเป็นการปฏิบัติที่มีปัญญาคือ เมื่อมีกิจจำเป็นจะต้องพูด ต้องพูดด้วยการปราศจากโลภะ โทสะ และโมหะ

๔. สัมมากัมมันตะ คือการทำงานชอบ การทำงานที่ถูกต้องของชีวิต ไม่ใช่ของใครเลย ชีวิตเราต้องมีการงาน การงานของชีวิตที่สำคัญคือการทำงานที่มีตัวสั่งให้เกิดการกระทำทางด้านรูป การงานนี้จึงจะถูกต้อง คือนามรับรู้ทุกข์ จึงสั่งให้มีการเปลี่ยนแปลง รูปเปลี่ยนแปลงไปตามอาการที่ทุกข์เกิด และเมื่อรูปนั้นปรากฏขึ้นเป็นเหตุปัจจัยให้แก่นามทำงานคือตัวรู้อยู่ตลอดเวลา

ไม่ใช่การงานนอกตัวเลย คือการงานระหว่างรูประหว่างนาม จะเดิน จะยืน จะนั่ง จะนอน จะเหยียด จะคู้ จะก้ม จะเงย จะกิน จะถ่าย จะต้องรู้ว่าทำไปเพื่ออะไร การงานที่จะทำต่อไปจากขณะนี้ทำไปเพื่ออะไร ต้องรู้ นั่นคือ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ

๕. สัมมาอาชีวะ คือการเลี้ยงชีวิตชอบ ต้องรู้ว่าชีวิตอยู่ได้ด้วยอะไร อยู่ได้ด้วยปัจจัย ๔ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ต้องมีความชอบในการอาศัย ชอบอย่างไร คือ เว้นกั้นอาศัยปัจจัยทั้ง๔ นี้ด้วยตัณหาและอวิชชา ด้วยตัณหาเช่นอย่างไร อยากกิน อยากได้ อยากอยู่ ไม่มีความจำเป็นแต่มีความอยากปรารถนา ต้องเอาความปรารถนาออกให้หมดในการกระทำ เว้นกั้นอาศัยปัจจัย๔ ด้วยอวิชชาคือหลงผิดคิดว่านี่มันเป็นของเรา ต้องรู้ว่าเป็นอะไร เป็นรูปเป็นนาม

22

กระทู้

128

โพสต์

1782

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1782
 เจ้าของ| โพสต์ 2018-7-23 18:25:30 | ดูโพสต์ทั้งหมด

๖. สัมมาวายามะ คือความพยายามชอบ พยายามอย่างไรจึงจะอยู่ในหลักของทางเดินสู่ความพ้นทุกข์ พยายาม ๔ ตัวเท่านั้นเอง คือ

๑. พยายามสกัดกั้นอกุศลไม่ให้เกิดขึ้นทางกาย วาจา และใจ

๒. พยายามเว้นกั้นอกุศลที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วไม่ให้กลับมาเกิดอีก เช่นไม่ระลึกนึกไปในสิ่งที่ผ่านมาแล้วในความชั่วต่างๆ เพียรทำความดีให้ถึงพร้อม

๓. เพียรปลูกฝังกุศลให้เกิดขึ้นในกาย วาจา และใจ

๔. เพียรรักษากุศลนั้นไว้ไม่ให้เสื่อมไป เพียร ๔ ตัวนี้จึงจะเป็นความเพียรชอบในมรรค ๘

22

กระทู้

128

โพสต์

1782

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1782
 เจ้าของ| โพสต์ 2018-7-23 18:25:51 | ดูโพสต์ทั้งหมด

๗. สัมมาสติ คือความระลึกชอบ ระลึกอย่างไรจึงจะชอบ ระลึกได้เท่าทันความจริง หมายถึงอะไร ระลึกอยู่กับปัจจุบัน ไม่ให้เลยไปในอดีต ไม่ให้เลยไปในอนาคต จึงจะถูกต้อง เพราะอดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันเท่านั้นคือความจริง

จะต้องรู้สึกตัวอยู่กับความจริง เช่น นั่งอยู่ก็รู้สึกว่านั่ง ไม่ใช่ไปนึกเรื่องอื่น รู้สึกตัวว่านี่รูปนั่ง ตรงนี้ เห็นก็ต้องเห็นตรงนี้ ไม่ให้เลยไปในอดีต ไม่ให้เลยไปในอนาคต

๘. สัมมาสมาธิ คือความตั้งมั่นชอบ ตั้งมั่นอย่างไรจึงจะชอบ ตั้งมั่นชีวิตให้อยู่ในสัมมาทิฏฐิ ให้อยู่ในสติ ให้อยู่ในความเพียร ให้อยู่ในการเลี้ยงชีวิต ให้อยู่ในการทำงาน ให้อยู่ในการพูด ให้อยู่ในการดำริ ให้อยู่ในความจริงอันเกิดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ตรงนี้

นี่คือมรรคทั้ง ๘ ผู้ที่ดำเนินตามนี้ ผู้ที่พบคือผู้ที่พ้น พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อไม่เกิดไม่ต้องทุกข์

22

กระทู้

128

โพสต์

1782

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1782
 เจ้าของ| โพสต์ 2018-7-23 18:26:31 | ดูโพสต์ทั้งหมด
คำถาม เวลาจะกินน้ำหรือจะกินข้าวต้องมีมรรค ๘ ตรงไหน

คำตอบ เช่น รู้สึก นามหิว นามเป็นทุกข์ อะไรเกิด สัมมาทิฏฐิก็เกิด ใช่มั้ยลูก นามมันทุกข์ ระหว่างที่สัมมาทิฏฐิแล้วก็สัมมาสัมกัปปะ ด้านนี้เป็นเรื่องของปัญญาจึงรู้ว่านามมันเป็นผู้ทุกข์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ มีสติ สัมมาสติ ระลึกรู้สึกตัว ก็เกิดขึ้นไปแล้ว สัมมาสติแล้วใช่มั้ยลูก สัมมาสมาธิตั้งมั่น มอง ความตั้งมั่นเกิดมั้ย สัมมาสมาธิ ตั้งมั่นเกิดขึ้น ใช่มั้ยลูก มีสติ หยุด ความเพียรถูกต้องมั้ย สัมมาวายามะ กิน สัมมาสติ สัมมาสมาธิทำงานอยู่ วาง มีสติวาง ความเพียรถูกต้อง

สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ อยู่ตรงไหน เพราะตอนกินมีสติไม่ได้พูด วาจาปกติมั้ย ปกติ ตอนนี้กินอันนี้ไม่ได้เบียดเบียน ไม่ได้ฆ่าสัตว์ มีความเพียร เพราะกินแก้ทุกข์ สัมมาอาชีวะมั้ย เลี้ยงชีวิตถูกต้อง ชีวิตต้องการแล้ว เลี้ยงชีวิตถูกต้อง ต้องการน้ำกินน้ำ ไม่ใช่ต้องการน้ำกินข้าวหรือกินขนม อย่างนี้เลี้ยงไม่ถูกต้อง สัมมากัมมันตะ การงานชอบมั้ยลูก เพราะมีนามเห็น มีสติอยู่ รู้สึกเย็น รูปเย็น ๘ ตัวนี้

มรรค ๘ ไปหาทีละตัว ถามคำถามนี้ว่าหาได้มั้ย หาทำทีละตัวไม่ได้ ทั้ง ๘ องค์เป็นเกลียวทั้ง ๘ เหมือนเชือกเส้นเดียว แต่เราจะทิ้งเชือกไหนอันเป็นเกลียวไป เช่น กินไปด้วยพูดไปด้วย สัมมาวาจาไม่มี สติก็ไม่มี ฉะนั้นกินด้วยพูดด้วยมีมรรค ๘ องค์หนึ่งมั้ย ไม่มีเลย ฉะนั้นถ้ามีสติกินก็มีหมดครบมรรค ๘


จบเรื่อง อยู่อย่างไรให้ได้บุญ



ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|อุปกรณ์พกพา|ข้อความล้วน|อภิธรรมออนไลน์

GMT+7, 2018-10-15 15:09 , Processed in 0.047098 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X3.4

© 2001-2013 Comsenz Inc. . สนับสนุนทางเทคนิคโดย Xtreme Design.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้