กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ - เว็บบอร์ด

 ลืมรหัสผ่าน
 ลงทะเบียน
ค้นหา
ดู: 49|ตอบกลับ: 2

การระงับเวรภัยในอดีต

[คัดลอกลิงก์]

26

กระทู้

125

โพสต์

1812

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1812






การระงับเวรภัยในอดีต

ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ



ท่านกล่าวว่า “พื้นแผ่นดิน แม่น้ำ ภูเขาที่มีอยู่ตามธรรมชาติ คนเรามีปัญญาถมแม่น้ำ ทำลายภูเขาแล้วสามารถนำมาทำถนนได้ ถนนหรือดินก็สามารถทำให้เป็นลำคลองได้ มีสองฝั่งคลองแล้วก็ยังมีความสามารถสร้างสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ๆ ได้ นอกจากนั้นยังสร้างทำนบกั้นน้ำ เขื่อนต่างๆ สามารถใช้ปัญญาสร้างได้ ความสามารถนั้นจึงมีอยู่”

ก็ลองหันกลับมาดูชีวิต ทุกคนมีความขรุขระของชีวิต ไม่มีใครราบเรียบเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ ชีวิตจึงขรุขระ เมื่อยังเล็กก็ล้มกลิ้ง มีแม่ช่วย เมื่อโตขึ้นมาก็มีวิบากทั้งร้ายและดี มีคนชอบคนชัง ตั้งแต่จำความได้มักจะจำแต่เรื่องความลำบากตลอด ลองหลับตาดูซิ จุดจบมีเมื่อไหร่ พูดถึงงานภายนอกนะ เช่น มีบ้าน ๑ หลังก็ต้องดูแลไปตลอดชีวิต เป็นต้น และงานชีวิตนี้ต้องหายใจ ต้องกินสารพัด ไปจนสิ้นลมหายใจ ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด ไม่ว่าผู้ดีหรือไพร่

ชีวิตของเราแต่ละคน เกิดมามีความขรุขระเหมือนแผ่นดินที่ยังไม่มีถนนคอนกรีตต้องเดินไปบนลูกรัง ความขรุขระของชีวิตมาจากอะไร ก็มาจากกรรมเก่า และกรรมเก่าเราทำมาอย่างไรเราก็ไม่รู้ เมื่อไม่เรียน เราก็ไม่รู้ ดังนั้น ความขรุขระมากน้อยต่างกันของแต่ละชีวิต เพราะกรรมเก่าทำมาไม่เท่ากัน และเรามีกรรมเป็นของๆ ตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเก่าก็เปรียบเหมือนแผ่นดินตามที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่ยังไม่มีการดูแลตกแต่ง แต่เราสามารถประกอบกรรมปัจจุบันปรับปรุงสกัดกั้นกรรมเก่าได้ เหมือนอย่างที่เราสร้างเขื่อน สร้างทำนบ เพราะเรามีปัญญานั่นเอง

อันที่จริงความสุขและความทุกข์ ท่านบอกว่าเป็นเหมือนอุทกภัย ถ้ามีเกราะมีที่พึ่งใจ เราก็ไม่เดือดร้อน จึงต้องทำใจให้เป็นเกราะ เป็นที่พึ่งของตนเอง คนมีบุญก็มีเกราะใจดีหน่อย เพราะได้สร้างสมมาแล้ว และสร้างสมกรรมดีต่อไป ฉะนั้น ใครก็แล้วแต่ที่ทำดีอยู่เสมอๆ รู้ว่ากรรมของเราโดยส่วนมากเป็นกรรมดีอยู่เสมอมีศีล มีสัตย์ มีเบญจศีล เบญจธรรม หิริโอตตัปปะ มีทานเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ตลอดชีวิต มากบ้าง น้อยบ้าง ก็มั่นใจได้ว่าเรามีเกราะป้องกันที่ค่อนข้างแข็งแรง

แล้วเราต้องอาศัยคุณธรรมของพื้นฐานมนุษย์คือ เบญจศีล เบญจธรรม และเรียนให้รู้ ดูให้จำ ทำให้ได้ว่า บุญที่ดีกว่านี้มีอะไรบ้าง ก็ทำต่อไป อย่างนี้จัดว่าเป็นคนมีปัญญา ก็ไม่ต้องกลัวกรรมชั่วในอดีต เพราะอะไร? เพราะอดีตเราทำมาเอง ไม่มีใครทำให้เรารวยได้ เราทำทานมา มีเหตุปัจจัยนิดหนึ่งมากระตุกก็ไหลมาแล้ว


26

กระทู้

125

โพสต์

1812

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1812
 เจ้าของ| โพสต์ 2019-9-5 09:37:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด


ผู้ที่ทำกรรมดีอยู่เสมอๆ จึงไม่กลัวกรรมชั่วในอดีต เพราะกุศลจิตของตัวเองจะชูช่วยให้มีความสุขความเจริญสืบต่อไป หมั่นระลึกให้ได้ว่าที่ กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม ที่ส่งมานั้นเป็นกรรมเก่า ที่กำลังกระทำนั้นเป็นกรรมใหม่ และถ้าได้แผ่เมตตาจิตอยู่เนืองๆ ก็จะระงับดับร้อน ดับเวรภัยในอดีตได้ด้วย ตลอดจนได้รับในปัจจุบัน

เพราะว่าการแผ่เมตตาจิตนั้นเป็นธรรมค้ำจุนโลก ทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขนั่นเอง มีธรรมะก็เหมือนมีร่มแล้ว ฉะนั้นคุณธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต เราจะไม่มีความหายนะใดๆ ถ้าเราไม่ทำกรรม เพราะฉะนั้นทำกรรมดีก็เกิด ทำกรรมไม่ดีก็เกิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วทรงตรัสรู้อริยสัจธรรม ๔ ประการคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และที่สำคัญก็คือเส้นทางที่ไปสู่สันติสุข คือพระนิพพานนั่นเอง

พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มิได้มุ่งมาดปรารถนาอะไรในการบำเพ็ญโพธิญาณเลย นอกจากความวาดหวังว่าจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปให้พ้น จึงได้อุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยทำทุนก่อน คือทำทุนที่พระองค์เอง เมื่อพระองค์มีทุนเต็มแล้ว มีความพร้อมแล้ว

และเมื่อเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยพระองค์เองแล้ว ก็พิจารณาว่าจะสั่งสอนใครได้บ้าง จึงได้แยกบุคคลเป็นหลายประเภทเปรียบกับบัวชนิดต่างๆ ที่ไล่เรียงกันขึ้นไปรับแสงสว่างของชีวิต เราก็ต้องสร้างสมความดีต่อไป มีหน้าที่ตำแหน่งอะไร ก็รับผิดชอบไป แต่เว้นมิจฉาชีพ ขึ้นชื่อว่าความชั่วแล้วฉันไม่ทำ ชั่งใจกับสิ่งที่ไม่ทำไม่ได้แล้วก็ทำไปโดยให้มีความรู้ว่า ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์เลย

วัฏฏะเป็นของน่ากลัว เราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เราจะเกิดเป็นอะไรในชาติหน้าก็ไม่รู้ เราจะได้รับการอุปการะจากบุพพการีเช่นนี้ไหมก็ไม่แน่ มีโอกาสได้ฟังพระสัจธรรมไหมก็ไม่แน่ ฉะนั้น ในวันนี้จึงเป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิต ทำวันนี้ให้ดีที่สุด อนาคตดีเอง

26

กระทู้

125

โพสต์

1812

เครดิต

ผู้ดูแลบอร์ด

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

เครดิต
1812
 เจ้าของ| โพสต์ 2019-9-5 09:37:56 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ศาลาเสือพิทักษ์ เมื่อ 2019-9-5 09:39


เรื่องของการศึกษานี้ แต่ละคนก็ชอบไม่เหมือนกัน บางคนชอบพระสูตร บางคนชอบพระวินัย บางคนชอบพระอภิธรรม แต่ทุกคนมีสิทธิที่จะชอบสิ่งต่างๆ ขนาดนิ้วยังไม่เท่ากันเลย แล้วจะไปบังคับให้คนชอบเหมือนกัน ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ในความชอบต่างๆ นี้ ต้องมีความรู้ชนิดเดียวกันว่า มรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น หรือศีล สมาธิ ปัญญา หรือสติปัฏฐาน ๔ ปฏิบัติอย่างนี้เท่านั้น จึงมีมรรคผลนิพพาน

ฉะนั้นเมื่อเรียนแล้วว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีการปฏิบัติง่ายๆ คือ

๑. ต้องระวัง ไม่ให้จิตตกไปจากนามรูป

๒. ต้องสังเกต คอยระลึกรู้ในอารมณ์ปัจจุบัน

๓. ต้องรู้ว่าเป็นรูปหรือนาม

จึงต้องมีแต่รูปแต่นาม ..... เพราะรูปนามเป็นปรมัตถ์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง






ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|อุปกรณ์พกพา|ข้อความล้วน|อภิธรรมออนไลน์

GMT+7, 2019-9-22 02:56 , Processed in 0.026101 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X3.4

© 2001-2013 Comsenz Inc. . สนับสนุนทางเทคนิคโดย Xtreme Design.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้